
'อียิปต์'ปะทะต่อเนื่องคาดสูงถึง2.6พัน
'อียิปต์'ปะทะต่อเนื่องคาดสูงถึง2.6พัน ทั่วโลกรุมประณามประท้วงสั่งทูตกลับ
บรรยากาศในกรุงไคโร เมืองหลวงอียิปต์ยังคงตึงเครียดและสับสน หลังรัฐบาลเฉพาะกาลที่มาจากการแต่งตั้งของกองทัพ ส่งกองกำลังความมั่นคงปฏิบัติการรื้อสลายค่ายชุมนุมประท้วงสองแห่งของผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี เมื่อวันพุธ(14 ส.ค.)ที่ผ่านมา และเหตุรุนแรงที่เกิดตามมาหลังจากนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 638 ราย บาดเจ็บเกือบ 4,000 คน กลายเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอียิปต์ และเรียกเสียงประณามจากทั่วโลก
คาดผู้ชุมนุมเสียชีวิต2.6พันคน
ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้ เนื่องจากมีศพผู้ประท้วงอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในยอดทางการ ที่รวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุข อาทิ มัสยิดอัล อิมาน ที่มีศพรอญาติมารับไม่ต่ำกว่า 200 ศพ ด้านมุสลิมภราดรภาพให้ตัวเลขผู้เสียชีวิต 2,600 ราย
เมื่อวันศุกร์ (16 ส.ค.) ผู้สนับสนุนกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ แกนนำสนับสนุนนายมอร์ซี ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยคนแรกแต่ถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม หลั่งไหลออกมาเดินขบวนตามนัดในวันที่พวกเขาเรียกว่า Friday of Anger หรือวันศุกร์แห่งความโกรธแค้น หลังเสร็จสิ้นการละหมาดใหญ่ในไคโรและเมืองกิซา เมืองแฝดที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำไนล์ มุ่งหน้าสู่จัตุรัสรามเสส กลางกรุงไคโร
เช่นเดียวกับในหลายเมือง อาทิ อเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสอง เมืองทานาทา แถบสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ และเมืองอัสซีอุต ทางตอนใต้ ตลอดจนเมืองเบนี ซูอิฟ เมืองฟายอม เมืองเฮอร์กาดา ที่มีการชุมนุมลักษณะเดียวกัน โดยไม่หวั่นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนาน 1 เดือนและกฎเคอร์ฟิวที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาลช่วง 19.00-06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นทั้งในกรุงไคโรและอีก 13 จังหวัด ตลอดจนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยอียิปต์ ที่สั่งให้ตำรวจใช้กระสุนจริงจัดการผู้ประท้วงได้ หากบุกอาคารสาธารณะหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่
ไคโร-หลายเมืองยังปะทะไม่หยุด
หลังการเผชิญหน้ารอบใหม่เริ่มขึ้นไม่นาน ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะหรือยิงใส่ ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประท้วงในหลายจุด เริ่มจากเมืองอิสไมลิยา เมืองแถบคลองสุเอซ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในฝ่ายตำรวจเพิ่มเป็น 51 ราย แต่จุดเดือดอยู่ที่จัตุรัสรามเสส กลางกรุงไคโร ที่ทหารตรึงกำลังและรถหุ้มเกราะโดยรอบ มีรายงานการยิงแก๊สน้ำตาในที่ชุมนุม เสียงยิงปืนดังกึกก้องไปทั่ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ขณะภราดรภาพมุสลิมระบุว่า เสียชีวิต 25 ราย
ที่ผ่านมา กองทัพไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการสลายค่ายผู้ประท้วง แต่จากนี้ไปอาจต้องเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ในฐานะผู้บังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเนื่องจากมีฝ่ายต่อต้านรัฐประหารจำนวนมากขึ้น ที่หันมาจับอาวุธต่อสู้ แม้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมออกแถลงการณ์ว่าการชุมนุมจะเป็นไปโดยสงบ แต่ก็มีเหตุบุกทำลายอาคารสาธารณะในวันพฤหัสบดี และมีโบสถ์ถูกเผา 30 แห่งในช่วงสองวัน ซึ่งมีการกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือผู้สนับสนุนอดีตผู้นำ
อีกด้านหนึ่ง ขบวนการทามาร็อด แกนนำต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีที่จัดชุมนุมใหญ่ก่อนกองทัพยึดอำนาจ ได้เรียกร้องให้ชาวอียิปต์ออกมาชุมนุมในวันศุกร์เช่นกัน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศ และต่อต้านการแทรกแซงของต่างชาติ
ประท้วงสั่งทูตอียิปต์กลับประเทศ
ด้านปฏิกิริยาจากนานาชาติ ที่กรุงจาการ์ตา ชาวมุสลิมอินโดนีเซียราว 1,000 คน ชุมนุมหน้าสถานทูตสหรัฐ เช่นเดียวกับที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ชาวมุสลิมมาเลเซียราว 500 คนออกมาชุมนุมหน้ามัสยิดใหญ่ ชานเมืองหลวงเพื่อประณามการกวาดล้างผู้ประท้วงด้วยวิธีการรุนแรง
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประชุมฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลอียิปต์และกลุ่มมุสลิมภราดรภาพใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุดและหาทางยุติความรุนแรงที่ลุกลามทั่วประเทศ ขณะที่นางนาวี พิไลย์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมและขอคืนพื้นที่ ที่มีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุและนำตัวผู้รับผิดชอบมาลงโทษ
สหภาพยุโรปประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือมาตรการต่อเหตุรุนแรงในอียิปต์ รัฐบาลตุรกีเรียกเอกอัครราชทูตประจำอียิปต์กลับประเทศ เพื่อประท้วงเหตุรุนแรง ขณะที่อียิปต์ดำเนินการแบบเดียวกันตอบโต้ รัฐบาลอียิปต์ออกแถลงการณ์โต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ประณามการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง และระงับการซ้อมรบร่วม โดยอียิปต์ระบุว่าเป็นแถลงการณ์ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง และให้ท้ายกลุ่มหัวรุนแรงกระทำการก่อการร้าย



