
ส่องกล้องมอง'พรีเมียร์ลีก'2013/14
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ส่องกล้องมอง 'พรีเมียร์ลีก' ฤดูกาล 2013/14
หลังจากที่หยุดพักแข้งในช่วงปิดฤดูกาลไปนานเกือบ 3 เดือน ในที่สุดลีกลูกหนังขวัญใจมหาชนอย่าง ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากฟาดแข้งนัดประเดิมสนามประจำฤดูกาล 2013/14 กันเสียที แต่ก่อนที่จะถึงเกมการแข่งขันนัดแรกในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เราลองไปสำรวจดูความพร้อมของบรรดาทีมลูกหนังในกลุ่ม "ลุ้นแชมป์" เหมือนอย่าง ชูเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีมคนใหม่แต่หน้าเก่าของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ฟันธงเอาไว้ว่าจะเพียงแค่ 6 สโมสรเท่านั้น
"ปีศาจแดง" ยุคไร้เงา "เฟอร์กี"
แม้จะมีดีกรีเป็นถึง "แชมป์เก่า" จากฤดูกาลก่อน ทว่า "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด กลับต้องเตรียมตัวเจอศึกหนักอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเอาไว้ให้ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ "กุนซือ" เสียแล้ว เนื่องจาก "เฟอร์กี" เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือเฒ่าผู้เป็นตำนานแห่งถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด มานานถึง 26 ปี ประกาศวางมือพร้อมกับ "ปลดเกษียณ" จากเกมลูกหนังไปตามสภาพร่างกายในวัย 71 ปี เพื่อเปิดทางให้รุ่นน้องร่วมสายเลือดสกอตอย่าง เดวิด มอยส์ อดีตกุนซือ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน เข้ามาคุมทีมต่อจากเขาในฐานะ "ทายาท" ที่ได้วางตัวเอาไว้นานแล้วนั่นเอง
แต่ถ้าลองมองดูขุมกำลังผู้เล่นของ "แชมป์เก่า" ก็ต้องถือว่าน่าเป็นห่วงเหมือนกัน แม้จะลงทุนซื้อดาวรุ่งหน้าใหม่เข้ามาร่วมทีมแล้วถึง 2 ราย นั่นก็คือ กิลแยร์โม วาเรลา และวิลฟรีด ซาฮา ทว่า "ปีศาจแดง" กลับยังไม่มีการจ่ายเงินซื้อแข้งระดับ "ซูเปอร์สตาร์" เข้ามาเสริมทัพเหมือนคู่แข่งลุ้นแชมป์รายอื่นๆ เสียที แถมยังไม่สามารถเคลียร์ปัญหาเรื่องอนาคตของ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงร่างอวบที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะย้ายทีมหรืออยู่กับสโมสรต่อไปกันแน่ จึงทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงต้องพึ่งพาพวกแข้งหลักอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์, ไมเคิล คาร์ริค, ไรอัน กิ๊กส์ รวมถึง "อาร์วีพี" โรบิน ฟาน เพอร์ซี ไปก่อนจนกว่าจะได้แข้งใหม่เข้ามาเสริมทัพกันต่อไป โดยเฉพาะผู้เล่นในตำแหน่ง "กองกลาง" เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ พอล สโคลส์ มิดฟิลด์จอมเก๋าที่ตัดสินใจ "แขวนสตั๊ด" ไปเสียแล้ว
"เรือใบ" ยุทธการทวงแชมป์คืน
จากเหตุที่ต้อง "มือเปล่า" ไม่สามารถคว้าถ้วยแชมป์มานอนกอดได้เมื่อช่วงฤดูกาลก่อน โดยเฉพาะการพลาดท่าเสียตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีให้ทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแบบน่าเจ็บปวด จึงทำให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ต้องมีการลงมือปรับปรุงทีมแบบ "จัดหนัก" อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังทวงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศกลับคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัว "กุนซือ" ที่ไล่ตะเพิด "มันโช" โรแบร์โต มันชินี ออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยข้อหาพาทีมประสบความล้มเหลวจากซีซั่นที่แล้ว ก่อนที่จะดึงตัว มานูเอล เปเยกรินี โค้ชจอมเก๋าชาวชิลีให้เข้ามาสานงานต่อทันที
ส่วนเรื่องขุมกำลังผู้เล่นยังคงมีสภาพที่แข็งแกร่งมาก เพราะพวกแข้งหลักอย่าง โจ ฮาร์ท, แวงซองต์ กอมปานี, ยายา ตูเร, ดาวิด ซิลวา และเซอร์จิโอ อเกโร ยังคงปักหลักอยู่กับทีมต่อไป แม้จะปล่อยตัว คาร์ลอส เตเบซ กองหน้าตัวเก่งออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงโชว์ความเป็นทีมลูกหนังระดับ "มหาเศรษฐี" ด้วยการทุ่มเงินคว้าดาวเตะฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทัพถึง 4 ราย ได้แก่ แฟร์นันดินโญ, สเตฟาน โยเวติช รวมถึง 2 ทีมชาติสเปนจากเซบีญา อย่าง เฆซุส นาบาส และอัลบาโร เนเกรโด ด้วยเหตุนี้ "เรือใบสีฟ้า" จึงมีความพร้อมแล้วสำหรับยุทธการทวงแชมป์พรีเมียร์ลีกกลับคืนมาในช่วงฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้
"สิงห์บลู" เมื่อ "มูรินโญ" คัมแบ็ก
แม้จะเป็นทีมลูกหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะยังคงเดินหน้าคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ ได้อยู่เป็นประจำ ทว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี กลับต้องเหินห่างจากบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกมานานถึง 2 ปี จึงต้องปรับแต่งเสริมทีมด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงตัว "กุนซือ" อีกครั้ง หลังตัดสินใจดึงตัวโค้ชหน้าเดิมอย่าง ชูเซ มูรินโญ ให้กลับมาคุมทัพเป็นรอบที่ 2 เนื่องจากโค้ชชาวโปรตุกีสรายนี้เคยเป็นผู้นำทัพ "สิงห์บลู" ผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้ถึง 2 สมัยซ้อน ในปี 2004 และ 2005 เพื่อทดแทนการจากไปของ "เอล ราฟา" ราฟาเอล เบนิเตซ โค้ชชาวสเปนที่หมดสัญญาคุมทัพหลังพาทีมคว้าแชมป์สโมสรยุโรปถ้วยยูฟ่า ยูโรปาลีก ได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว
ส่งผลให้ เชลซี กลายเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่มีโอกาสลุ้นคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศในฤดูกาลใหม่ได้สูงมาก แม้จะยังไม่มีการทุ่มเงินซื้อตัวแข้งระดับ "ซูเปอร์สตาร์" เหมือนที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ หลังมีการดึงตัว อังเดร ชูร์เล เข้ามาเสริมทัพเพียงแค่รายเดียวเท่านั้น ทว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ยังคงมีขุมกำลังผู้เล่นที่แข็งแกร่งมากเหมือนเดิม เพราะอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีเต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่พวกแข้งเก๋าอย่าง ปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี, แอชลีย์ โคล และแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ยังพร้อมอยู่เป็นกำลังหลักต่อไป ส่วนพวกนักเตะสายเลือดใหม่อย่าง ออสการ์, เอเดน อาซาร์ด รวมถึง โรเมลู ลูกากู ก็พัฒนาฝีเท้าให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวหลักของทีมได้หมดแล้ว แต่หลังจากนี้คงอยู่ที่ฝีมือของมูรินโญ ว่าจะพาทีมกลับคืนสู่บัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกได้หรือไม่
"ปืนใหญ่" ขอมากกว่า 4 อันดับแรก
เป้าหมายเดิมๆ ที่เคยอยู่เพียงแค่การเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรกบนหัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ปรารถนาอีกต่อไปเสียแล้ว หลังจากที่ต้องกลายเป็นทีมไร้ความสำเร็จอยู่เป็นประจำ เพราะไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือมานานถึง 8 ปีแล้วนั่นเอง จึงทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่แห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เริ่มหมายมั่นปั้นมือหวังที่จะพาทีมกลับไปประสบความสำเร็จให้ได้อีกสักครั้ง โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การกลับไปเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่มีโอกาสลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีกับคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน
สำหรับขุมกำลังนักเตะของ "ปืนใหญ่" ยังคงยึดผู้เล่นชุดเดิมเหมือนฤดูกาลก่อน เพราะยังรั้งตัวพวกแข้งหลักเอาไว้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โธมัส แฟร์มาเลน, มิเกล อาร์เตตา, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ รวมถึง ธีโอ วัลคอตต์ แม้จะเคยประกาศกร้าวพร้อมทุ่มเงินซื้อแข้งระดับ "ซูเปอร์สตาร์" เข้ามาเสริมทัพอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีการลงมือเหมือนที่ประกาศเอาไว้เสียที จึงอยู่ที่ฝีมือของเวนเกอร์ ว่าจะพาทีมรักษาฟอร์มการเล่นให้คงเส้นคงวาได้หรือไม่ เพื่อเป้าหมายในการกลับไปลุ้นคว้าถ้วยแชมป์ติดมือให้ได้อีกสักครั้ง เพราะไม่ได้ต้องการเพียงแค่ลุ้นสิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เหมือนหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา
"ไก่เดือยทอง" พร้อมยกระดับตัวเอง
แม้จะทำผลงานในช่วงฤดูกาลก่อนได้อย่างโดดเด่นมาก แต่สุดท้าย "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส กลับไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จ เพราะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เข้าป้ายอันดับ 5 ได้สิทธิ์ไปฟาดแข้งในศึกลูกหนังสโมสรยุโรปถ้วยยูฟ่า ยูโรปาลีก เท่านั้น จึงทำให้ "เอวีบี" อังเดร บียาส โบอาส นายใหญ่แห่งถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ยังคงหมายมั่นปั้นมือหวังพาทีมเข้าไปเกาะกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ให้ได้ เพื่อที่จะนำทัพกลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นเหมือนเป้าหมายสูงสุดให้ได้อีกสักครั้งหนึ่ง
แน่นอนว่า แกเรธ เบล ยังคงเป็นขุมกำลังสำคัญที่จะต้องรั้งตัวให้อยู่กับทีมต่อไปให้ได้ ทว่า "ไก่เดือยทอง" ได้เตรียมแผนรับมือเอาไว้บ้างแล้ว หากมีเหตุที่ต้องจำใจปล่อยให้ย้ายทีมไปด้วยค่าตัวจำนวนมหาศาล เพราะได้ทุ่มเงินคว้าตัว 2 แข้งดังอย่าง เปาลินโญ และโรแบร์โต โซลดาโด เข้ามาเสริมทัพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จุดมุ่งหมายลึกๆ อาจจะหวังถึงขั้นเป็นตัวสอดแทรกในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลใหม่ด้วยเหมือนกัน แต่ตอนนี้ สเปอร์ส คงจะทำได้เพียงแค่รอวันยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นกว่านี้ไปก่อน
"หงส์แดง" เป้าหมายอยู่ที่ "ท็อปโฟร์"
หลังจากที่ต้องพบกับฤดูแห่งความว่างเปล่า เพราะไร้ถ้วยแชมป์ติดมือจากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แถมยังชวดโควตาไปเล่นในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปอีกด้วย จึงทำให้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ตั้งเป้าที่จะกลับมาประสบความสำเร็จให้ได้อีกสักครั้ง โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การกลับไปเกาะกลุ่ม 4 อันดับแรกบนหัวตารางคะแนนในกลุ่ม "ท็อปโฟร์" ให้ได้เป็นอย่างน้อยที่สุด เพื่อกลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ช่วงซีซั่นถัดไปนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ "หงส์แดง" จึงลงมือเสริมขุมกำลังผู้เล่นด้วยการคว้าตัวแข้งใหม่เข้ามาร่วมทีมถึง 4 ราย ไล่ตั้งแต่ ซิมง มิกโนเลต์, โคโล ตูเร, หลุยส์ อัลแบร์โต และยาโก อัสปาส แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นดาวดังระดับ "ซูเปอร์สตาร์" แต่นักเตะหน้าใหม่ทั้ง 4 รายดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นนักเตะฝีเท้าดีที่น่าจะประสานงานกับพวกแข้งหลักอย่าง ดาเนียล แอ็กเกอร์, ฟิลิปป์ คูตินโญ, ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ และ "สตีวีจี" สตีเวน เจอร์ราร์ด ได้ลงตัวอย่างแน่นอน และถ้าหากยังสามารถรั้งตัว หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงเจ้าปัญหาให้อยู่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ได้ต่อไป คาดว่า ลิเวอร์พูล น่าจะมีโอกาสลุ้นไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้เหมือนกัน
ทุ่มทุนซื้อแข้งใหม่เป็น "สถิติ"
เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลใหม่ที่น่าจะขับเคี่ยวกันแบบดุเดือดอย่างแน่นอน จึงทำให้บรรดาทีมลูกหนังในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต้องมีการทุ่มเงินคว้าตัวผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพในราคาที่เป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรกันเป็นแถว เริ่มจาก เวสต์แฮม ที่รู้สึกติดใจฝีเท้าของ แอนดี คาร์โรลล์ กองหน้าร่างโย่งที่ยืมตัวมาจากลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาลก่อน จึงยอมจ่ายเงินคว้าตัวหัวหอกวัย 24 ปีรายนี้เข้ามาเสริมทัพเป็นการถาวรด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรสูงถึง 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 750 ล้านบาท)
ส่วน คาร์ดิฟฟ์ ทีมน้องใหม่ ไม่ยอมน้อยหน้าเหมือนกัน หลังยอมทุบกระปุกจ่ายเงินคว้าตัว แกรี เมเดล กองกลางทีมชาติชิลีมาจากเซบีญา ด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรสูงถึง 9.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 475 ล้านบาท) เช่นเดียวกับ คริสตัล พาเลซ ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนเดียวกันเพื่อตะครุบตัว ดไวท์ เกย์ล กองหน้าดาวรุ่งชาวอังกฤษมาจากปีเตอร์โบโร เข้ามาเสริมทัพด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสร ส่วน นอริช ก็ยอมจ่ายเงินคว้าตัว ริกกี ฟาน โวล์ฟสวิงเคล กองหน้าดีกรีทีมชาติฮอลแลนด์มาจากสปอร์ติง ลิสบอน ด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรเท่ากับคริสตัล พาเลซ ไม่มีผิด
ขณะที่ สวอนซี ลงทุนสร้างสถิติในเรื่องการจ่ายเงินซื้อนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรด้วยเหมือนกัน หลังจัดการคว้าตัว วิลฟรีด โบนี กองหน้าทีมชาติไอวอรีโคสต์มาจากวิเทสส์ ในราคา 12 ล้านปอนด์ (ประมาณ 600 ล้านบาท) เช่นเดียวกับ เซาแธมป์ตัน ที่ตะครุบ วิคเตอร์ วานยามา กองกลางทีมชาติเคนยามาจากเซลติก ด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรสูงถึง 12.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 62.5 ล้านบาท) ปิดท้ายด้วยทีมลูกหนังระดับชั้นนำของลีกเมืองผู้ดีอย่าง สเปอร์ส ที่จ่ายเงินดึงตัว โรแบร์โต โซลดาโด กองหน้าทีมชาติสเปนมาจากบาเลนเซีย ในราคาที่เป็นสถิติแพงที่สุดของสโมสรสูงถึง 26 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท)
--------------------------
(สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ส่องกล้องมอง 'พรีเมียร์ลีก' ฤดูกาล 2013/14)



