
รุกตั้ง'ยุวชนตร.'ภาคต่อ'ตร.ผู้รับใช้ชุมชน'
รุกตั้ง'ยุวชนตำรวจ'ภาคต่อ'ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ข้อมูลการศึกษาด้านอาชญวิทยาในต่างประเทศ ระบุว่า มีเด็กและเยาวชนซึ่งถูกปล่อยปละละเลย ถึงร้อยละ 33 เมื่อเติบโตขึ้นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ขณะที่ในประเทศไทยเองประสบปัญหาดังกล่าวไม่แพ้กัน ซึ่งเด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรม หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด นักเรียนนักเลง หรือแม้แต่การค้าบริการทางเพศ
ล่าสุดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จัดทำโครงการ "ชมรมยุวชนตำรวจ" ขึ้น เพื่อหวังให้ตำรวจนับหมื่นนายในสังกัดเข้าไปแฝงตัวอยู่ในโรงเรียน เพื่อร่วมกับบุคลากรของโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ จัดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อหลอมรวมให้เด็กและเยาวชนให้ความร่วมมือในการป้องกันปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกเป็นคนดีไม่ทำผิดกฎหมาย
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ให้ข้อมูลว่า ได้มอบหมายให้ตำรวจชั้นประทวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมีอยู่กว่า 1 หมื่นคน จับคู่กันตามความสมัครใจ จำนวน 2 คนต่อ 1 ชุดปฏิบัติการ ในพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง และตะวันออก ขณะที่ภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้นไป ให้ใช้กำลัง 3 คนต่อ 1 ชุดปฏิบัติการ เข้าไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อดำเนินการจัดตั้งชมรมยุวชนตำรวจ ให้เกิดขึ้นภายในโรงเรียนนั้นๆ ให้ได้
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ บอกว่า ตำรวจชุดนี้จะเข้าไปประสานกับบุคลากรในโรงเรียนทุกแห่ง เพื่อร่วมกันดูแลเด็กนักเรียนให้ประพฤติตนที่เหมาะสม ไม่นอกลู่นอกทาง ไม่เกะกะเกเร ไม่ทำผิดกฎหมาย ที่สำคัญคือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยให้ใช้กิจกรรม "ชมรมยุวชนตำรวจ" เป็นเบ้าหลอม
"การเข้าไปในโรงเรียนของตำรวจชุดนี้จะทำงานกันแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการประสานกับครูเพื่อขอเข้าไปทำกิจกรรมกับนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้เข้าไปจับ ไปสั่งการ หรือบังคับให้ต้องทำอย่างโน่นอย่างนี้ แต่ให้เข้าไปรับฟัง และพยายามชักนำให้เด็กคิดรวมกลุ่มกันทำความดี และร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม" พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ให้ข้อมูล
การชักชวนเด็กนักเรียนให้มีการจัดตั้งชมรมยุวชนตำรวจให้ได้โดยเร็ว ถือเป็นเป้าหมายหลักของโครงการนี้ แต่วิธีการดำเนินการนั้น ตำรวจชุดนี้จะไม่ใช้วิธีการในรูปแบบของวิทยากร ที่เข้าไปพูดหน้าชั้นเพื่อชี้นำให้เด็กนักเรียนต้องทำอย่างไร แต่จะให้ทำหน้าที่เสมือนผู้แนะนำ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่พบเห็น ชักนำและกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นนั้นต้องเกิดจากความคิดริเริ่มของเด็กนักเรียน
"ชมรมยุวชนตำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ เช่น รักษาความสะอาดในโรงเรียน ลบรอยขีดเขียนบนกำแพง และห้องน้ำ ซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหาย หรืออาจจะมีเรื่องจูงมือรุ่นน้องข้ามถนน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความคิด ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด หรือแม้กระทั่งพฤติการณ์ที่เป็นแบบนักเรียนนักเลงยกพวกตีกันอย่างที่เป็นอยู่ โครงการนี้เหมือนกับภาคต่อของตำรวจผู้รับใช้ชุมชน เป็นการเจาะลึกลงไปอีกระดับ" ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวเสริม
ที่สำคัญคือ การเข้าไปในโรงเรียนของตำรวจนอกจากจะเข้าไปทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงของเด็กนักเรียนแล้ว จะทำหน้าที่ประคับประคอง ให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ แก่เด็ก จะไม่มีการบังคับขู่เข็ญให้เด็กทำตามคำสั่ง ไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวเด็กอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้นจะไม่มีการนำเรื่องการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
"การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยให้เขาเป็นผู้คิดริเริ่มเอง จะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ และจะคิดได้ว่า สิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก ที่สำคัญคือ เมื่อเขาโตขึ้นในวันข้างหน้าเด็กและเยาวชนเหล่านี้จะได้มีจิตสำนึกที่ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ที่สำคัญคือจะเป็นคนที่เคารพกฎหมาย หากเป็นได้ดังนี้ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ก็จะลดน้อยถอยลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย" พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขยายความ
โครงการชมรมยุวชนตำรวจ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการสิ้นสุดของโครงการ แต่จะมีการประเมินผลทุกๆ 3 เดือน โดยผู้ที่จะเข้าไปดำเนินการขับเคลื่อนโครงการนี้คือ ตำรวจชั้นประทวนในสังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลางทุกนาย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 หมื่นคนทั่วประเทศ ซึ่งตำรวจชุดปฏิบัติการจะคัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าไปจัดทำกิจกรรมกับเด็กและบุคลากรของโรงเรียนเองตามความสะดวกของทีมปฏิบัติการ เช่น เป็นโรงเรียนที่มีความใกล้ชิดกับตำรวจผู้ปฏิบัติ คือใกล้ที่พัก ใกล้ที่ทำงาน หรือมีบุตรหลานศึกษาอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้น
ทั้งนี้เนื่องจากหากคัดเลือกโรงเรียนเป้าหมายปฏิบัติตามโครงการด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้ง่ายต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และจะได้รับความร่วมมือจากเด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรภายในโรงเรียนได้ง่ายขึ้น โดยโรงเรียนเป้าหมายที่จะดำเนินการเป็นลำดับแรกๆ คือ โรงเรียนในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เนื่องจากเด็กและเยาวชนในวัยนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากได้รับการดูแลที่ใกล้ชิดจากตำรวจ หรือได้รับรับการฝึกฝน ได้รับคำแนะนำที่ดี ก็จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดี ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงในอนาคต
........................
(หมายเหตุ : รุกตั้ง'ยุวชนตำรวจ'ภาคต่อ'ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



