
'ยิง'(ประตู)สู่สันติภาพความหวังแดนใต้
'ยิง'(ประตู)สู่สันติภาพ เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังในแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
ระหว่างการเฝ้ารอแสงสว่างปลายอุโมงค์ของผู้คนปลายด้ามขวานจากโต๊ะเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายความมั่นคงของไทย กับแกนนำบีอาร์เอ็น ซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว 3 เวที แต่ยังไม่มีวี่แววแสงแห่งสันติสุขจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเวลาอันใกล้
ทว่ายามนี้ชาวเมืองนราธิวาส ขยับเข้าใกล้ความฝันที่จะเห็นความสุขมากขึ้นทุกขณะจิต
เด็กหนุ่มและชายฉกรรจ์กว่า 20 ชีวิต จากพื้นที่ 13 อำเภอในจังหวัดแห่งนี้ คือ พลังที่คอยแต่งเติมสุขให้คนในท้องถิ่น หลังจากพวกเขาฝึกฝนวิทยายุทธ์ "ลูกหนัง" สำหรับปฏิบัติการในนามขุนพล “กอและพิฆาต” วาดลีลาบนทุ่งหญ้งสีเขียว
“ฟุตบอล คือ ความบันเทิง ซึ่งเป็นสุขเดียวที่เหลืออยู่ของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะชาวนราธิวาส ที่คลั่งไคล้เกมลูกหนังชนิดเข้าเส้นเลือด ดังนั้นจึงเกิดแคมเปญที่มีชื่อว่าคนนราฯ ไปดิวิชั่น 1 ทั้งจังหวัด จนนำมาสู่การรวมพลังสร้างทีมฟุตบอลอาชีพ ซึ่งมีผู้เล่นจากทุกสาขาอาชีพ ด้วยเป้าหมายเปลี่ยนฝันคนนราธิวาสให้เป็นจริง" วัชระ ยาวอหะซัน ประธานสโมสรนรา ยูไนเต็ด ร่ายถึงจุดเริ่มต้น
วัชระ บอกอีกว่า ท่ามกลางปัญหารุมเร้าจากการยิง ฆ่า ฟัน แทง ระเบิด และเผา ชนิดไม่เว้นวัน แต่นี่คือสโมสรฟุตบอลทีมเดียวที่มีผู้คนแห่เข้าชมการแข่งขันจนเกิดปรากฏการณ์ “สนามแตก” ทุกนัดที่เล่นในบ้าน ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยเก็บค่าผ่านประตูมากเป็นอันดับหนึ่งในระดับดิวิชั่น 2 ภาคใต้ เฉลี่ยประมาณ 2 แสนบาทต่อนัด
ทีมฟุตบอลนรา ยูไนเต็ด คือ สโมสรที่รวบรวมผู้เล่นมาจากทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ข้าราชการ ครู และพ่อค้า อาจเป็นทีมเดียวในประเทศไทย ที่เป็นทีมลูกหนังของประชาชนโดยแท้ และผู้เล่นทุกคนแบกความหวังของเพื่อนร่วมจังหวัดไว้บนบ่ายามลงสนามทุกนัด ดังนั้นจึงไม่แปลกหากชาวบ้านจะแห่มาให้กำลังใจชนิดล้นทะลักทุกนัด
“นรา ยูไนเต็ดเป็นสโมสรจนๆ ไม่มีรายได้จ้างนักฟุตบอลค่าตัวแพง ดังนั้นจึงดึงผู้เล่นจากหลากหลายอาชีพมาสร้างทีมเพื่อเติมเต็มความฝันของคนนราฯ ที่อยากมีทีมไปโลดแล่นในระดับสูงสุดของประเทศ โดยมีเป้าหมายแรก คือ แชมป์ภาคใต้ แล้วขยับขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1”
ประธานสโมสรนรา ยูไนเต็ด บอกด้วยว่า นอกจากเป็นการเติมเต็มความสุขให้ผู้คนในยามที่บ้านเมืองนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงได้แล้ว การสร้างทีมฟุตบอลยังเป็นการดึงเยาวชน และคนหนุ่มออกจากวงจรความรุนแรงด้วยเกมฟุตบอล
“รีดวน ปิ” หรือ “วัง ”เด็กหนุ่มวัย 24 ปี จากสุไหงโก-ลก ที่มีอาชีพประจำคือขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง แต่มีลูกหนังในหัวใจ ฟอร์มการเล่นเตะตาผู้จัดการทีมนรา ยูไนเต็ดจากการตระเวนแข่งฟุตบอลระดับท้องถิ่น ก่อนจะถูกดึงเข้ามาร่วมทีมในตำแหน่งกองหลัง เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จนวันนี้กลายเป็นผู้เล่นระดับกระดูกสันหลังของทีม ชนิดขาดไม่ได้แม้แต่นัดเดียว
“ทุกวันจะขับรถรับจ้างที่วินหัวสะพานสุไหงโก-ลก ตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงบ่าย ก่อนจะหยิบรองเท้าสตั๊ดบึ่งรถไปเกือบ 50 กิโลเมตร เข้าสู่ตัวเมืองเพื่อซ้อมกับเพื่อนๆ ทุกวัน โดยเวลาไปและกลับระหว่างบ้านกับสนามซ้อมเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ด้วยจักรยานยนต์คู่ชีวิตที่หาเลี้ยงครอบครัว” รีดวน บอก
นักแข้งมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนเดิม เล่าว่า ตั้งแต่เป็นนักเตะของนรา ยูไนเต็ด รู้สึกได้รับเกียรติอย่างมาก เพราะจะมีแฟนฟุตบอลเรียกใช้บริการทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กอปรกับผู้ใช้บริการจะฝากความหวังทุกครั้งที่ขึ้นซ้อนท้ายด้วยประโยคว่า “พาทีมไปดิวิชั่น 1 ให้ได้นะ”
“ผมเรียนหนังสือไม่สูง แค่คนขี่รถรับจ้าง แต่วันนี้ไม่คิดว่าการเป็นนักฟุตบอลจะได้รับเกียรติ และเป็นแบบอย่างให้กับเด็กในหมู่บ้าน รวมทั้งพ่อแม่เยาวชนต่างฝากความหวังไว้มากมายขนาดนี้ ดังนั้นทุกครั้งที่ลงสนามผมคิดเสมอว่าทำเพื่อจังหวัดและทุกชีวิตในพื้นที่ให้มีความสุขด้วยการพาทีมชนะให้ได้” รีดวน กล่าว
สอดรับกับคำบอกเล่าของ “ฮาเซ็น แมเร๊าะ” ตำแหน่งศูนย์หน้าดาวยิงประจำทีม ผู้มีอาชีพหลักเป็น “ครูพลศึกษา” แห่งโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส บอกว่า สังคมและคนส่วนใหญ่รู้จัก โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ ในทางลบ นับตั้งแต่เกิดเหตุกับ “ครูจูหลิง” แต่วันนี้ชื่อเสียงในด้านดีเริ่มกลับคืนมานับตั้งแต่ได้เข้ามาทำหน้าที่นักฟุตบอล ในฐานะกองหน้า เพราะทุกครั้งที่ยิงประตูได้จะมีเสียงชื่นชมว่า “ครูกูจิงลือปะ” คือ ผู้ทำประตูเพื่อชาวนราธิวาส
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูจูหลิง ทำให้พื้นที่มีแต่ความหวาดกลัว ทั้งครูพุทธและมุสลิม ไม่เว้นแม่กระทั่งผู้ปกครอง แต่เมื่อผมมาเป็นนักฟุตบอลของนรา ยูไนเต็ด บรรยากาศก็ดีขึ้น เด็กๆ ก็เอาเราเป็นแบบอย่าง เสียงหัวเราะและเสียงแห่งความสุขดังกังวาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวันแข่งแทบจะยกหมู่บ้านเข้าสนามเชียร์ เพื่อให้ครูพละคนนี้ยิงประตู เพื่อมอบเป็นของขวัญแห่งความสุขให้แก่ทุกคนให้ได้” ครูฮาเซ็น กล่าวทั้งน้ำตา
ฮาเซ็น กล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ยามอยู่ในสนาม คือ ยิงอย่างเดียว เพราะนี่คือความสุขที่ทุกคนต้องการ!!
เช่นเดียวกับ “มาหามะซับรี อาแวบือซา” นักเตะแกนหลักของทีมในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ผู้มีอาชีพประจำ คือ อส.สุไหงโก-ลก กล่าวอย่างภาคภูมิว่า การทำหน้าที่ในสนาม กับการทำหน้าที่ทางราชการด้วยการดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชน คือภารกิจสร้างความสุขให้แก่ชาวบ้านและแฟนบอล ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องแบบชุดไหน ก็ต้องเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เพราะนี่คือหน้าที่สำคัญที่ต้องแบกฝันของคนนราฯ ให้ไปสู่เป้าหมายแห่งความเป็นจริงให้ได้
“เวลาทำหน้าที่ อส. ผมเห็นแววตาและความคาดหวังของชาวบ้านที่อยากให้บ้านเมืองสงบสุข และยามลงสนามแข่งฟุตบอล ก็เห็นสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขของชาวนราฯ โดยเฉพาะเมื่อเรายิงประตูคู่แข่งได้ จะได้ยินเสียงแห่งความสุข ซึ่งเสียงนี้ไม่มีวันได้ฟัง หากเป็นวันปกติ หรือในยามสถานการณ์เต็มไปด้วยความไม่ปกติ” มาหามะซับรี บอก
ไม่ต่างไปจาก “อาบีฟาอีซัน ยง” ผู้รักษาประตูของทีม ภูมิลำเนาอยู่ใน อ.ตากใบ แต่มีอาชีพเป็น “ครูฝ่ายปกครอง” ที่โรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี บอกว่า เด็กนักเรียนแซวเสมอว่า “ครูอย่าให้ถูกยิงนะ ไม่งั้นผมโกรธ” เพราะในฐานะนายทวารของทีม คือ ด่านสุดท้ายของทีม หากถูกเจาะตาข่ายแทบไม่มีลูกศิษย์คนไหนอยากเจอหน้า แต่ยามที่สวมชุดทีมนรา ยูไนเต็ดพาทีมคว้าชัย บรรดาลูกศิษย์ต่างเข้ามาหาชนิดเป็นคนละคน
“คุณเคยเห็นคนชายแดนภาคใต้เรือนหมื่นมารวมตัวกันโดยไม่มีใครบังคับ แต่มาด้วยใจ วันนี้ไม่เคยมีความรุนแรงเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลเลย เกมลูกหนัง คือสะพานเชื่อมความสุขให้กับทุกคน ในฐานะครูยามทำหน้าที่นายประตูลูกศิษย์มาให้กำลังใจไม่ให้ครูถูกยิง แถมตะโกนเชียร์ให้ทีมของเรายิงคู่แข่งให้ได้” อาบีฟาอีซันกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
นี่คือเรื่องราวเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขที่มาจากความร่วมมือของผู้คนหลากชีวิต หลายอาชีพ ร่วมกันเติมเต็มความสุขบนเกมลูกหนัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่สิ้นเสียงระเบิดและควันปืน !!
......................
(หมายเหตุ : 'ยิง'(ประตู)สู่สันติภาพ เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังในแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)



