
หลังเกษียณ
หลังเกษียณ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
สมัยก่อนเมื่อถามคนที่กำลังจะเกษียณอายุราชการว่าจะทำอะไรต่อไป คำตอบส่วนใหญ่ที่มักได้ยินก็คือจะไปทำสวนหรือปลูกต้นหมากรากไม้ ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทยในสมัยนั้นมีพื้นเพมาจากครอบครัวเกษตรกรที่ทำนาทำสวนทำไร่ เมื่อหมดภาระหน้าที่แล้วก็อยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบในถิ่นเดิม แต่ก็มีบางส่วนที่ตอบไปเพราะไม่ได้เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า หรือไม่ได้มีการเตรียมการวางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณเอาไว้ก่อน การทำสวนปลูกต้นไม้จึงเป็นความคิดที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้วการทำสวนทำไร่ไม่ใช่งานเบาๆ ที่เหมาะสำหรับวัยที่ต้องการการพักผ่อนเลย และถ้ายิ่งไม่มีประสบการณ์หรือสนใจศึกษาหาความรู้มาก่อน ร้อยทั้งร้อยก็ล่มตั้งแต่เริ่ม โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ที่เอื้ออำนวยให้มีลูกน้องหรือบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง ก็จะพบสัจธรรมเลยว่ายามที่มีอำนาจวาสนากับยามที่หมดอำนาจวาสนานั้น ชีวิตมันต่างกันมาก ที่เคยมีคนเฮละโลมาช่วยถางหญ้า ขุดดิน ดูแลสวนดูแลไร่ให้นั้น หลังอายุ 60 ไปแล้ว ก็ต้องโห่ละเล เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะมาช่วยอีกแล้วละครับ
งานอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นงานที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของคนวัยหลังเกษียณก็คือการเลี้ยงหลาน เพราะชีวิตต่อไปนี้จะหาความสุขได้ก็ด้วยการมีหลานตัวเล็กๆ เป็นเพื่อนเล่นเพื่อนคุย เพราะตอนนี้จะเล่นกับใครก็ไม่มีใครเขาเล่นด้วย จะพูดกับใครก็ไม่มีใครเขาฟังแล้วล่ะครับ เลยต้องหันมาปะเหลาะหลาน ยิ่งคนที่บังเอิญมีลูกตอนแก่ก็ยิ่งถอดชีวิตจิตใจไว้กับลูกเลยทีเดียว
แต่บางคนก็หลงกลิ่นการเมือง เหมือนนักมวยเก่าที่ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองก็ออกมารำมวยป้อ โดยลืมดูสังขารหรือสภาพการณ์ปัจจุบันของตนเอง ที่แค่รำมวย 2-3 ท่า ก็หอบแฮ่กแล้ว จะเอาเรี่ยวเอาแรงไปชกกับใครที่ไหนได้ บางคนก็เพ้อไปว่าตนยังมีตำแหน่งแห่งที่ในราชการ มีลูกน้องที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ ทั้งๆ ที่สั่งตัวเองให้ซ้ายหันขวาหัน ขาสองข้างยังไม่ค่อยจะทำตามเลยครับ แล้วลูกน้องเก่าที่ไหนจะมีเหลือ เขาก็ไปซ้ายๆ ขวาๆ กับนายใหม่กันหมดแล้ว
คนที่เกษียณอายุราชการมานานๆ แล้ว เกิดคึกอยากจะเล่นการเมืองในแบบที่ตนถนัด ไม่ว่าจะด้วยหลงตัวเองหรือหลงเชื่อใครก็ตาม ถ้าไม่สงสารตัวเองก็สงสารบ้านเมืองบ้างเถอะครับ ตัวของตัวเองยังประคองตัวแทบจะไม่รอดแล้ว จะมาประคับประคองบ้านเมืองได้อย่างไร นอกจากสร้างภาระและความหนักใจให้แก่ลูกหลานเปล่าๆ
การเมืองในยุคปัจจุบัน น่าจะเป็นหน้าที่ของคนหนุ่มสาว ที่มีคุณธรรม ความรู้ ความคิด ความสามารถ และก้าวทันโลก เพราะโลกทุกวันนี้ก็หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนคนอายุมากๆ ที่ยังดื่มด่ำอยู่กับอดีตของตนคงกระย่องกระแย่งตามไม่ทันหรอกครับ และโลกก็ไม่เหมือนรถสองแถวที่จะจอดรอคุณปู่คุณตาด้วย
อีกเดือนกว่าๆ ก็จะถึงเวลาอำลาชีวิตราชการของใครต่อใครมากมาย คนที่วางแผนรองรับอนาคตไว้เรียบร้อยแล้วก็คงจะไม่เป็นกังวลเท่าไหร่ เพราะชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป ต่างกันแต่ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป คุณก็จะต้องย้ายสังกัดไปอยู่กับ “กรมพระลำพัง” ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง ไม่มีบริวาร ไม่มีเพื่อนร่วมงาน และทำทุกอย่างตามความพอใจของตนเอง โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎข้อบังคับ หรือเกรงอำนาจนักการเมืองเจ้าสังกัดอีกต่อไป ซึ่งหลายคนบอกว่ารู้สึกหายใจโล่ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะที่บางคนก็เริ่มรู้จักกับความเหงาและว้าเหว่
สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะต้องหันไปปลูกต้นไม้ เลี้ยงหลาน หรือเล่นกอล์ฟ ไปตามเรื่อง
จะทำอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะครับ ขออย่างเดียวว่า อย่าไม่รู้จะทำอะไรก็เลยหันไปเล่นการเมืองเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระบบหรือนอกระบบ เพราะคนวัยหลังเกษียณที่ทำอะไรเชยๆ แบบนี้ ชีช้ำกะหล่ำปลีกันมานักต่อนักแล้ว



