ข่าว

ป.ป.ช.รับลูกสอบ"บุญจง"แจกเงินอนุพงษ์ท้าแม้วขึ้นศาลป.

ป.ป.ช.รับลูกสอบ"บุญจง"แจกเงินอนุพงษ์ท้าแม้วขึ้นศาลป.

26 ม.ค. 2552

ป.ช.รับลูกสอบ "บุญจง-เมีย" แจกเงินแนบนามบัตร กกต.ชี้ มท.2 อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 266 แนะยื่นศาล รธน.ตีความ ด้าน "บุญจง" แจงให้นามบัตรหลังแจกของเสร็จแล้ว อ้างชาวบ้านร้องขอ "อภิสิทธิ์" เหน็บ "แม้ว" ความเป็นธรรมอยู่ในไทยไม่ต้องถามหาจากนรก-สวรรค์ "บิ๊กป๊อก" ท้าข

นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เตรียมเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่ นางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ อดีตสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ภรรยาของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินพร้อมสิ่งของสงเคราะห์คนยากจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา โดยแนบนามบัตรของนายบุญจงด้วย ว่า เรื่องนี้ต้องดูคำร้องก่อนให้สอบในประเด็นใด พฤติกรรมแบบใดบ้างที่เข้าข่ายการเป็นเจ้าหน้าที่กระทำผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ หากคำร้องเข้าข่ายมาตรา 84 และมาตรา 85 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็จำเป็นที่ ป.ป.ช.จะรับไว้ตรวจสอบ ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็เคยสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 84 และ 85 ของกฎหมาย ป.ป.ช.เป็นมาตราที่ระบุเกี่ยวกับรายละเอียดการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกร้องจะต้องอยู่ในราชการหรือพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 2 ปีในวันที่ยื่นคำร้อง โดยคำร้องต้องระบุชื่อผู้ถูกร้อง ตำแหน่ง ข้อกล่าวหา พฤติการณ์ รวมถึงต้องอ้างหลักฐานมาด้วย

กกต.ชี้อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 266

�นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แนบนามบัตร มาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนใน จ.นครราชสีมา ว่า เรื่องดังกล่าวคงไม่สามารถมองเป็นการเตรียมซื้อเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าได้ เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง แต่อาจพิจารณาในเรื่องของการทำหน้าที่ว่าขัดต่อหน้าที่ของรัฐมนตรี ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานของข้าราชการประจำ

�นายประพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการ หรือมีหลักฐานชัดเจน กกต.จึงยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้โดยตรง เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการจงใจมุ่งเอาผิดเกินไป หาก ส.ส.คนใดติดใจก็สามารถเข้าชื่อ 1 ใน 10 เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนได้

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 266 ระบุว่า ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.เข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

"ชวรัตน์" บอกแจกเงินเรื่องธรรมดา

�นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายบุญจงให้ภรรยาแจกเงินและนามบัตรให้แก่ประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ว่า ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะประชาชนได้รับประโยชน์ ซึ่งเงินก็ไม่ใช่ของนายบุญจง แต่เป็นของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยแจกไปคนละ 500 บาท ส่วนเรื่องนามบัตรได้สอบถามไปทางประชาชน เขาอยากรู้เบอร์ของผู้แทนว่าเบอร์อะไร ซึ่งคงต้องดูว่าหมิ่นเหม่แค่ไหน ถ้าไม่ถูกต้อง คราวหน้าจะพูดว่ากล่าวตักเตือนว่าอย่าทำ ซึ่งได้ตักเตือน รมช.มหาดไทยไปแล้ว

มท.3 บอกพร้อมเป็นทนายให้บุญจง

�ด้านนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย (มท.3) กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า คิดว่าคงไม่ใช่การไปหาเสียง การแจกนามบัตรไม่ได้เย็บติดกับเงิน เห็นว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดกันซึ่งผลประโยชน์ของรัฐหรือผลประโยชน์ส่วนตัว การแจกนามบัตร ส.ส.ทุกคนก็แจกกันทุกคน เพื่อความสะดวกในการที่ประชาชนจะเข้ามาติดต่อกับ ส.ส.ของเขา ส่วนสถานที่ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ที่สุดประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากการดำเนินการ เรื่องนี้คงไม่น่ากลัว ถ้าจะมีการนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจคิดว่าสามารถชี้แจงได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หรือหากมีการยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ตนก็พร้อมจะไปช่วยเขียนคำชี้แจงให้นายบุญจง ขอยืนยันว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว

"สุเทพ"บอกใครสงสัยยื่นศาล รธน.ได้

�นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เงินที่นายบุญจงแจก ไม่ใช่เงินส่วนตัว จึงไม่ใช่การกระทำอย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต ส่วนกรณีมีการแจกนามบัตรนั้น นายบุญจงบอกว่าตัวเองเป็น ส.ส. เมื่อลงพื้นที่ประชาชนก็ขอนามบัตร จึงให้นามบัตรไป เพื่อให้ติดต่อได้ ดังนั้น เรื่องการแจกเงินกับการให้นามบัตรจึงเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าเอาทั้งสองเรื่องนี้มารวมกันก็จะกลายเป็นเรื่องแปลกไป

�เมื่อถามว่า กรณีนี้เหมือนจะช่วยการันตีความบริสุทธิ์ให้นายบุญจง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผมจะไปการันตีคุณบุญจงได้อย่างไร คุณบุญจงต้องการันตีตัวเอง แต่ถ้ามีคนติดใจก็ส่งเรื่องไปให้ฝ่ายที่มีหน้าที่วินิจฉัย และการที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ไม่มีปัญหา ให้ตรวจสอบดูก็ดีแล้ว"

"บุญจง" เผยเป็นโครงการรัฐช่วยคนยากจน

�นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ว่า การแจกเงินคนละ 500 บาท ที่เกิดขึ้นเป็น ไปตามโครงการของรัฐเพื่อช่วยเหลือคนยากจน ซึ่งตนเป็นผู้ประสานงาน โดยมีการร้องขอจากประชาชนว่าต้องการพบรัฐมนตรีและอยากให้รัฐมนตรีเลี้ยงอาหาร ส่วนตัวก็ยินดี จึงเปิดบ้านพักเพื่อแจกจ่ายเงินดังกล่าวให้ประชาชน รวมถึงใช้เงินส่วนตัวซื้อผ้าห่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาในวันนั้นด้วย และภายหลังจากมอบของเสร็จก็มีชาวบ้านอยากได้เบอร์โทรศัพท์ของตน จึงแจกนามบัตรไป วันนั้นชาวบ้านขอเบอร์โทรศัพท์ทีหลัง ไม่ได้แนบติดกับสิ่งของหรือเย็บติดกับเงินอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

�ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 266 ไม่ต้องการนักการเมืองหาเสียงจากการใช้เงินจากงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งการแจกเงินและแจกนามบัตรหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบุญจงกล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้หาเสียง แต่เป็นการทำเพื่อประชาชนให้มีความสุข และไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไร ถ้าพรรคฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องนี้ ตนก็เคารพต่อการตัดสินใจอยู่แล้ว

อ้างมือตบ ผอ.หอสมุด มช.ไม่ใช่เสื้อแดง

�วันเดียวกัน กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 30 คน นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่ม ได้เข้ายื่นหนังสือพร้อมดีวีดีบันทึกเหตุการณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านนายสุรชัย จงรัก ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ โดยขอให้ตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมสันติอโศกภูผาฟ้าน้ำ ที่บ้านป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ โดยให้ดำเนินการภายใน 15 วัน จะมาขอคำตอบอีกครั้ง�

�ส่วนกรณีที่ นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และอุปนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถูกคนใส่เสื้อแดงบุกตบหน้าขณะพยายามห้ามปรามกลุ่มเสื้อแดงไม่ให้เข้ามาก่อกวนในงานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า มช.และทำทรัพย์สินเสียหายนั้น นายเพชรวรรตกล่าวว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ขอให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย เนื่องจากในวันดังกล่าวมีทั้งสมาชิกกลุ่มและคนอื่นเข้ามาปะปนด้วย

�ส่วนเหตุการณ์ยิงรถประชาชนคืนที่มีการชุมนุมขับไล่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่หน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบและเปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ปืนยิง ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ โดยจะให้เวลา 7 วัน ในการย้ายตำรวจคนดังกล่าวออกนอกพื้นที่ ถ้าไม่ย้ายจะกลับมาชุมนุมขับไล่อีก

�ด้านนางเพ็ญสุวรรณ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ยามเช้าริมเจ้าพระยา” ทางเอเอสทีวี โดยยืนยันว่า ต้องการให้ชายคนดังกล่าวมาขอโทษต่อหน้าสาธารณชน และจะติดตามคดีให้ถึงที่สุด

สันติบาลถอดเทปแม้วไม่หมิ่นเบื้องสูง

�พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.สันติบาล กล่าวว่า สันติบาลได้บันทึกเทป และตรวจสอบคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โฟนอินเมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา โดยได้รับรายงานว่าเป็นการพูดเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกรณีพูดพาดพิงถึงสถาบัน เข้าข่ายคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตรวจสอบแล้วไม่พบ ส่วนกรณีที่พูดพาดพิง หรือคิดว่าหมิ่นประมาท ใครที่คิดว่าเข้าข่ายก็สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีได้

�ส่วนการตรวจสอบที่อยู่ที่แน่ชัดเพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามหมายจับจากการโฟนอินนั้น พล.ต.ท.ธีระเดช กล่าวว่า ขอให้วางใจว่า เรื่องนี้เราก็ดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ขั้นตอนหรือเบาะแสนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ เป็นความลับ เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ

ผบ.ทบ.พร้อมการันตีความปลอดภัยแม้ว

�พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน ที่อาจทำให้ปลุกคนเสื้อแดงมาชุมนุมในวันที่ 31 มกราคม มากขึ้น ว่า คนไทยทุกคนต้องอยู่กับปัจจุบัน และทำให้สังคมเราอยู่รวมกันได้

�เมื่อถามว่า หากอดีตนายกฯ กลับประเทศ จะมีชีวิตปกติได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะยังมีโอกาสจะกลับเข้ามาต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจว่าจะต้องปลอดภัย หากมีความกล้าหาญกลับมาพิสูจน์กันทางกระบวนยุติธรรม คิดว่าน่าจะเป็นทางออกทางหนึ่ง ทั้งนี้ กองทัพไม่เคยกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ

�เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่ามีการเตรียมลอบสังหาร กองทัพมีการตรวจสอบหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จะถามให้เป็นประเด็นทำไม ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกองทัพ

"อภิสิทธิ์"ชี้ความเป็นธรรมอยู่ในไทย

�นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามเกี่ยวกับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่าจะเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าจะต้องไปอยู่ในนรกหรือสวรรค์ว่า “ความเป็นธรรมอยู่ที่ประเทศไทยนี่แหละครับ กลับมาเถอะครับ”

"สนั่น"ชี้แม้วคิดมากเรื่องลอบสังหาร

�พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า คงไม่มีใครไปตามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในต่างประเทศอย่างนั้น เพราะคนไทยไม่ทำอะไรถึงขนาดนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะพะวงไปเอง อย่างไรก็ตาม คงห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้พูดไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่รัฐบาลก็ยังทำงานได้ เดี๋ยวพูดๆ ไป พ.ต.ท.ทักษิณ คงเบื่อไปเอง เพราะสาระต่างๆ มันก็ซ้ำอยู่อย่างนี้

�“ยอมมาติดคุกเหมือนเนลสัน แมนเดลา มาเถิด ยังมีโอกาสที่จะหลุดได้ ถ้ามาอยู่ในเมืองไทยยังมีโอกาสรอดเยอะ ไม่ต้องไปโดดเดี่ยวอย่างนั้น คนไทยให้อภัยกันได้” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

“สุเทพ”ไม่เชื่อโฟนอินปลุกระดมคนได้

�นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐาน ดังนั้นตนไม่เข้าใจเหมือนกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างไร ตอนที่ศาลพิพากษาตัดสินคดีก็เปิดโอกาสให้มาอุทธรณ์ได้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเลือกที่จะหนีคำพิพากษา เพราะฉะนั้นการจะมาอ้างว่าไม่ยุติธรรมก็แปลกอยู่

�ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีมนต์ขลังหรือมีพลังที่จะทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่าเขาคงจะไม่สามารถปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลได้ เพราะสังเกตจากที่เขาพูดมา ก็ไม่เห็นว่าคนจะตื่นเต้นกันเท่าไหร่

"วิฑูรย์"ท้าเปิดชื่อคนเอี่ยวปลากระป๋องเน่า

�นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบหมายให้นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและรับของบริจาคเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านของกระทรวงย้อนหลัง 3 ปี ก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รวมทั้งช่วงที่ตนเข้ามารับตำแหน่งแล้ว เพื่อนำไปชี้แจงต่อสภา ส่วนกรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยอ้างถึงบุคคลที่มีอักษร "จ." เป็นเจ้าของโรงงานปลากระป๋องชาวดอยนั้น ขอให้พูดชื่อจริงออกมา อย่าพูดแต่อักษรย่อ

โฆษก พท.แฉหญิงอักษร "ร." มีเอี่ยว�

�นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง รมว.พัฒนาสังคมฯ ท้าให้พูดชื่อจริงของบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการแจกจ่ายถุงยังชีพให้แก่ประชาชนว่า ตนพร้อมจะพูดชื่อจริงของทุกคน และพร้อมจะอธิบายขั้นตอนวิธีการจัดซื้อสิ่งของในการแจกจ่ายถุงยังชีพอย่างละเอียดว่าจะเชื่อมโยงกับบุคคลใดบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากนายวิฑูรย์ยืนยันว่าจะไม่ฟ้องร้อง เพราะตนไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองเหมือนกับนายวิฑูรย์

�นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องปลากระป๋องเน่านั้น ไม่ได้มีแค่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีตำแหน่งในรัฐบาลอักษรย่อ "จ." และคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลนี้ที่มีชื่อจริงอักษรย่อ "พ." แต่ยังมีผู้หญิงอีกหนึ่งคน ชื่อย่อ "ร." ที่เป็นคนใกล้ชิดกับนายวิฑูรย์มาก ข้าราชการต่างรู้กันดีว่าเป็นเจ้าแม่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพราะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการทุกเรื่องให้นายวิฑูรย์

�โฆษกพรรคเพื่อไทยยังท้าทายให้ รมว.พัฒนาสังคมฯ ดีเบตเรื่องเส้นทางปลากระป๋องเน่า และจะกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อยจนกว่านายวิฑูรย์จะลาออก ซึ่งพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ เพื่อตั้งกระทู้ถามสดและจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นอกจากนี้จะรวบรวมหลักฐานฟ้องแพ่งและอาญาผู้เกี่ยวข้อง และยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย

ม็อบชาวนาพังรั้วทำเนียบจี้รัฐแก้ปัญหา

�กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยกว่า 1,000 คน นำโดยนายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่มาปักหลักชุมนุมประท้วงปิดถนนพิษณุโลก บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 11.30 น. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินทำกินซึ่งกำลังถูกดำเนินคดี

�ต่อมาเวลา 14.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้พังประตูเหล็กบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ด้านทางเข้าประตู 1-2 ทำเนียบรัฐบาล เข้ามาปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณโดยรอบรั้วด้านในทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำประกาศจะปักหลักพักแรมในทำเนียบรัฐบาล หากนายกรัฐมนตรีไม่มาเจรจาแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร

"กรณ์" เล็งของบ 1.75 หมื่นล้านแก้ปัญหา

�นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจากับตัวแทนเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยว่า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม ครม.ในวันที่ 28 มกราคมนี้ เพื่อนำเงินจำนวน 600 ล้านบาท ที่ค้างอยู่ในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ไปซื้อหนี้สินของเกษตรกรที่กำลังจะถูกขาย นอกจากนี้ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จะของบประมาณจำนวน 1.75 หมื่นล้านบาท มาแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ระหว่างนี้หากรัฐบาลสามารถหาแหล่งเงินกู้อื่นได้ ก็จะเร่งนำมาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ อย่างไรก็ตาม จะต้องรอผลการอนุมัติจากที่ประชุม ครม.ก่อน และหลังจากนี้รัฐบาลจะไปพิจารณาปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งระบบ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ไม่ให้เกิดปัญหาเกษตรกรนำที่ดินไปจำนองจนเกิดปัญหาเช่นนี้อีก

สั่งกรมที่ดินเช็กสต็อกทำแผนที่ใหม่ทั่ว ปท.

�ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย (มท.3) กำกับดูแลกรมที่ดิน พร้อมด้วย ส.ส.ประชาธิปัตย์เกือบ 10 คน เช่น นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ระบบสัดส่วน นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก นายสมบัติ ยะสินธุ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน มีการหารือกันแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินทั่วประเทศ รวมทั้งแนวคิดการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดิน โดยได้เรียกนายประทีป เจริญพร รองอธิบดีกรมที่ดิน เข้าร่วมหารือ

�นายประทีป กล่าวว่า มีการสอบถามความเห็นกรมที่ดินต่อกรณีนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินของรัฐบาล ซึ่งกรมที่ดินได้เสนอไปว่าปัญหาทั้งหมด สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องมีแผนที่ที่ถูกต้อง และเป็นแผนที่อย่างเป็นทางการ เนื่องจากปัจจุบันแต่ละหน่วยงานต่างอ้างแผนที่ของตัวเอง ทำให้เกิดความสับสนและเป็นข้อมูลเท็จ มีการแต่งเติม อ้างการครอบครอง ทำให้ไม่รู้ตัวเลขที่แท้จริงของที่ดินหลวงกับที่ดินเอกชน รวมทั้งไม่ทราบว่าปัจจุบันที่ดินของรัฐที่ถูกบุกรุก ถูกครอบครอง หรือที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มีจำนวนเท่าไร นายถาวรจึงมีนโยบายให้กรมที่ดินเช็กสต็อกที่ดินทั่วประเทศ โดยจัดทำแผนผังแผนที่ใหม่ทั่วประเทศ และแยกพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ตามลักษณะ เช่น ที่ ส.ป.ก.มีเท่าไร ที่มีการแจกแล้ว และที่รอการแจกมีเท่าไร ที่ดินป่าสงวน ที่ดินเอกชน ที่ นส.3 ก. เพื่อให้แผนที่ดังกล่าวมีการใช้ได้กับทุกหน่วยราชการ

�"กรมที่ดินได้เสนอของบประมาณในการทำจัดรูปแผนที่ใหม่ เป็นวงเงิน 4,500 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการทำ 2 ปี ซึ่งจะต้องเสนอของบประมาณไปยังรัฐบาลต่อไป" รองอธิบดีกรมที่ดิน ระบุ

ประชุมร่วม 2 สภาถกกรอบอาเซียน

�เมื่อเวลา 09.30 น. การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญทั่วไป เพื่อพิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 190 บัญญัติ 20 ฉบับ แบ่งเป็น กรอบความร่วมมืออาเซียน 19 ฉบับ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และบันทึกความเข้าใจกระทรวงแรงงานไทย-เกาหลี เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขาดเพียงนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา โดยมีกำหนดเดินทางกลับในเย็นวันที่ 26 มกราคม

�อย่างไรก็ดี กว่าจะเข้าสู่การพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ ต้องล่าช้าไปกว่า 30 นาที เนื่องจากสมาชิกรัฐสภามาสาย ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ มีสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อเพียงแค่ 253 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง นายชัยต้องกดออดเรียกถึง 3 ครั้ง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้หารือ เพื่อรอเวลาให้ครบองค์ประชุม

�ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาเปิดประชุมในเวลาประมาณ 10.00 น. หลังมีผู้เข้าร่วมประชุม 307 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่ง

�อย่างไรก็ตาม ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะมีการนำกรอบความร่วมมืออาเซียนมาพิจารณา โดยตั้งข้อสังเกตว่ากรอบอาเซียนมีเอกสารเป็นจำนวนมาก ควรให้เวลาสมาชิกไปศึกษา นอกจากนี้ยังมีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ จึงควรหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาก่อน ในที่สุดที่ประชุมลงมติเลื่อนการให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน มาพิจารณาก่อน ด้วยเสียง 296 ต่อ 74 เสียง

�นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งประเทศไทยต้องลงนามในการประชุมอาเซียนวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม และอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งจะมีการเซ็นสัญญาระหว่างประเทศ 41 ฉบับ แบ่งเป็นระดับผู้นำ 8 ฉบับ รมต.ต่างประเทศ 5 ฉบับ รมต.เศรษฐกิจและที่เกี่ยวข้อง 28 ฉบับ ครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้เอกสารทั้งหมดส่วนใหญ่ส่งมาแล้วรอบหนึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 เพราะเป็นเรื่องที่ ครม.สมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อนุมัติไว้และนำเสนอต่อสภาไว้ สมาชิกน่าจะพิจารณาได้

�นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเป็นคนแรกว่า ไม่เห็นด้วยในการแต่งตั้งตัวบุคคลมาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งต้องทำหน้าที่ในการเจรจากรอบอาเซียน เช่น กรณีของนางพรทิวา รมว.พาณิชย์ ที่ครอบครัวมีธุรกิจอาบอบนวด เพราะหมิ่นเหม่ต่อเรื่องการค้ามนุษย์หรือไม่ นอกจากนี้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ภูมิหลังก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการประชุมอาเซียน เพราะติดภาพของการบุกยึดสนามบิน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ คาบเกี่ยวกับการก่อการร้ายสากล ซึ่งขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดนายกษิตออก

�ส่วนอีกคนที่มีปัญหาคือ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก็มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ ว่ามีประสบการณ์ในเรื่องการคมนาคมหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวคือการขึ้นรถเมล์ และเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเจรจาจริงๆ นายโสภณก็จะไม่กล้าชี้แจงหรือตัดสินใจอะไร คงจะโทรหาแต่นายเนวิน ชิดชอบ อย่างเดียว ส่วนนายวิฑูรย์ นามบุตร ก็ควรถูกปรับออกจาก รมว.พัฒนาสังคมฯ เพราะมีเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ได้เป็น รมว.พัฒนาสังคมฯ ก็เพราะในอดีตเป็นเลขานุการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาก่อน

�ขณะที่นางพรทิวาชี้แจงว่า รู้สึกผิดหวังต่อการอภิปรายในวันนี้ แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อสภาและชาติ มากกว่ามาพูดเรื่องคุณสมบัติของตน จะขอตอบเรื่องนี้เพียงครั้งเดียว เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ตนเคยผ่านงานด้านบริหาร การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นงานค้าขายมาก่อน ดังนั้นการทำงานในกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่น่าจะหนักหนาสาหัส และก็ไม่ได้ทำงานคนเดียว เนื่องจากมีทีมงานที่ต้องร่วมมือกัน

�สำหรับการอภิปรายในช่วงบ่าย ส.ส.พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีคุณสมบัติของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โดยไม่ได้อภิปรายถึงเนื้อหาของสัญญา มากนัก อาทิ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน อภิปรายว่า นายกษิตจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ เนื่องจาก เคยกล่าวโจมตีนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเคยกล่าวสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

�นอกจากนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประท้วงเป็นระยะ อาทิ ขณะที่นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม กล่าวติงรัฐบาลว่า กรอบความร่วมมืออาเซียนที่รัฐบาลเสนอมามีเอกสารเยอะ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ส่วนที่เข้าข่ายดูแล้วมี 5 เรื่อง จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงด้วยที่เสนอมาทั้ง 20 เรื่อง ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ ร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อชี้แจง แต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคน อาทิ นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ ลุกขึ้นประท้วงว่า ต้องให้ รมว.ต่างประเทศ ชี้แจง

�นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสนอให้นำหนังสือที่ รมว.ต่างประเทศ มอบหมายให้ผู้อื่นมาชี้แจงแทน แสดงต่อที่ประชุม

�ทำให้นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งมาชี้แจงแทนนายกษิตลุกขึ้นชี้แจงว่า การอภิปรายที่ผ่านมามี 2 ประเด็น คือ คุณสมบัติรัฐมนตรี ซึ่งวันที่ 27 มกราคม รมว.ต่างประเทศจะมาชี้แจง ส่วนเรื่องกรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน จะรับไปพิจารณา

นายกฯ ปัดข้อเสนอยุบสภา-ลาออก

�นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ถึงข้อเสนอให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนว่า ขณะนี้ตนเดินหน้าทำงานแล้ว และจะมีการประเมินผลงานอยู่เป็นระยะๆ การจะมากำหนดอย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์

�ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ที่ว่าหากสภาล่ม 3 ครั้ง ก็ควรจะต้องมีการยุบสภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาจจะเป็นวิธีการกระตุ้นให้พวกเราทำงานสภา ซึ่งขณะนี้ทางวิปรัฐบาลก็ดูแลอย่างเต็มที่

"กษิต"ชม"ฮุน เซน"-ยันไม่หนีสภา

�นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกัมพูชา ถึงผลการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อแนะนำตัวในฐานะเข้ารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศคนใหม่ว่า ได้เข้าพบบุคคลสำคัญทั้งหมดของกัมพูชา ซึ่งการเยือนเป็นไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร

�เมื่อถามว่า สมเด็จฮุน เซน ได้สอบถามถึงสิ่งที่นายกษิตกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรที่ได้วิพากษ์วิจารณ์สมเด็จฮุน เซนหรือไม่ นายกษิตตอบว่า สมเด็จฮุน เซนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และพูดกับตนว่าเรารู้จักกันมานาน 20 ปี และท่านก็เป็นสุภาพบุรุษ และถือเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในแวดวงการเมืองของอาเซียน ซึ่งสมเด็จฮุน เซนก็คงจะมองไปข้างหน้าในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ท่านคงไม่ใช่เป็นเด็กตอแย เราควรจะรุดหน้าและช่วยกันสร้างสรรค์ ให้ความสัมพันธ์เดินไปได้

�เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมีการอภิปรายถึงนายกษิตว่าไม่มีความเหมาะสมในการดำเนินการทางการทูตกับกัมพูชา เพราะเคยวิจารณ์สมเด็จฮุน เซนไว้อย่างรุนแรง นายกษิตตอบว่า ฝ่ายค้านก็ไม่ใช่สมเด็จฮุน เซน เพราะสมเด็จฮุน เซนปฏิบัติต่อตนเองเยี่ยงผู้ใหญ่ในทางการเมืองที่ให้ความกรุณาในการปรึกษาหารือร่วมนานชั่วโมง ทั้งนี้ถ้ากลับจากกัมพูชาแล้วจะเข้าร่วมประชุมสองสภา เพื่อชี้แจงเรื่องที่ถูกพาดพิง ยืนยันว่าไม่หนีสภา