ข่าว

ตีกันเอกชนเอี่ยวไฟฟ้าแสงอาทิตย์ชุมชน

ตีกันเอกชนเอี่ยวไฟฟ้าแสงอาทิตย์ชุมชน

15 ส.ค. 2556

พลังงานเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ชุมชนหารือ วางเกณฑ์ตีกันไม่ให้เอกชนร่วมหุ้น หวังให้ชุมชนมีรายได้เป็นของตัวเอง

             นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในเดือนสิงหาคมนี้ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน เช่น สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกหมู่บ้านเข้าร่วมโครงการ และรูปแบบของการลงทุน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบภายในปี 2557 ได้

              ทั้งนี้ นโยบายของภาครัฐต้องการจะให้กองทุนหมู่บ้านเป็นเจ้าของโครงการทั้งหมด โดยไม่ควรที่จะให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นเอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นหรือลงทุน เนื่องจากต้องการให้ชุมชนมีรายได้เป็นของตัวเอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าอุดหนุนในรูปของ Feed in Tariff ที่กำหนด ถือว่าให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี และจูงใจที่จะให้สถาบันการเงิน ปล่อยกู้ให้แก่กองทุนหมู่บ้านได้ โดยที่กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ให้คำแนะนำแหล่งเงินกู้ และคุณภาพมาตรฐานของวัสดุอุปกรณ์การติดตั้ง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

              นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ราคาของแผงโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น คาดว่าการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะใช้เงินลงทุนไม่ถึงเมกะวัตต์ละ 100 ล้านบาท โดยต้นทุนโครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณเมกะวัตต์ละ 60 ล้านบาท ซึ่งการคัดเลือกหมู่บ้านที่จะเข้าร่วมโครงการต้องพิจารณาองค์ประกอบด้วยว่า ต้องอยู่ในโซนที่แสงอาทิตย์มีความเข้มข้นเพียงพอที่จะดำเนินโครงการได้ รวมทั้งมีระบบสายส่งจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครองรับ

              “สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือพอที่จะให้กองทุนหมู่บ้านกู้อยู่แล้ว จึงไม่น่าหนักใจ เพราะอัตราค่าไฟฟ้าที่รัฐส่งเสริม มีผลตอบแทนการลงทุนที่ดี ที่สำคัญคือโครงการดังกล่าวจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้าน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

              สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีอัตราค่าไฟฟ้าที่รัฐส่งเสริมในรูปแบบ Feed in Tariff  (FIT) เป็นเวลา 25 ปี โดยอัตราเอฟไอที ช่วงปีที่ 1-3 อยู่ที่ 9.75 บาทต่อหน่วย ช่วงปีที่ 4-10 อัตรา 6.5 บาทต่อหน่วย และปีที่ 11-25  อัตรา 4.5 บาทต่อหน่วย คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในชุมชนทั้งหมดไม่น้อยกว่า 48,000 ล้านบาท ใน 800 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ