ข่าว

ไม่น่าห่วง!ปรอท...พิษในห่วงโซ่อาหารทะเล

ไม่น่าห่วง!ปรอท...พิษในห่วงโซ่อาหารทะเล

15 ส.ค. 2556

'หมอ'ฟันธงไม่น่าห่วง ปรอท...พิษในห่วงโซ่อาหารทะเล : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              หลังเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลระยองกว่า 5-7 หมื่นลิตร เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผ่านไปได้ 2 สัปดาห์ กรมควบคุมมลพิษ แถลงผลตรวจสอบคุณภาพน้ำชายฝั่งรอบเกาะเสม็ด 12 หาด ซึ่งเก็บตัวอย่างมาวันที่ 3 สิงหาคม พบสารปรอทปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่า โดยเฉพาะอ่าวพร้าวมีค่าสูงถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 29 เท่า ส่วนบริเวณอ่าวทับทิมนั้นสูง 0.25 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 2.5 เท่า จากค่ามาตรฐานกำหนดให้ไม่เกิน 0.1 เท่านั้น

              คำถามที่ตามมาคือ สารปรอทปนเปื้อนในน้ำทะเลนั้น มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร ?

              พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษจากโลหะหนัก สมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ที่ผ่านมากรณีพิษของปรอทต่อร่างกายมนุษย์นั้น พบจากผู้ทำงานในโรงงานหรือผู้สัมผัสสารเหล่านี้โดยตรง ส่วนที่ปนเปื้อนในน้ำทะเลแล้วส่งผลต่อร่างกายคนยังไม่เคยมี อาจจะต้องผ่านทางห่วงโซ่อาหาร ทั้งนี้สารปรอทเป็นโลหะสีขาวคล้ายเงินมีสถานะเป็นของเหลว และกลายเป็นไอที่อุณหภูมิห้องปกติ สารปรอทเข้าสู่ร่างกายคนได้ 3 ทาง ได้แก่ 1.การหายใจหรือสูดดมเข้าไป 2.การสัมผัสโดยตรง และ 3.การกินผ่านทางระบบทางเดินอาหารโดยไม่ตั้งใจ เช่น ไอปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ในสีทาบ้าน กระบวนการทำเครื่องปั้นดินเผา อุปกรณ์อุดฟัน เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ

              การเกิดพิษจากสารปรอท มีทั้งเฉียบพลันและพิษเรื้อรังหรือสะสมระยะยาว พิษเฉียบพลันเกิดจากการกินปรอทเข้าไปโดยตรงหรือกลืนเข้าไปแบบไม่รู้ตัว ทำให้เกิดความเสียหายกับเยื่อบุทางเดินอาหาร ปวดท้องรุนแรง อาเจียน อุจจาระเป็นเลือด ฯลฯ ซึ่งกรณีนี้ไม่ค่อยพบเห็นมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นพิษเรื้อรังมากกว่า หมายถึงการค่อยๆ สะสมในร่างกายมาเป็นเวลาต่อเนื่อง จะทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะที่สมองและไขสันหลัง ทำให้สูญเสียความสามารถในการทรงตัว ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่สามารถควบคุมอวัยวะร่างกายได้ ประสาทรับความรู้สึกสูญเสียไป บางรายสูญเสียระบบการมอง โดยเฉพาะกับเด็ก คนชรา คนป่วย หากได้รับสารปรอทเข้าไปสะสมจำนวนมากร่างกายจะได้รับผลกระทบหรือแสดงอาการพิษมากกว่าคนทั่วไป

              "สารปรอทเป็นสารที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันดิบตามธรรมชาติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับต้นกำเนิดหรือแหล่งผลิตว่ามีปรอทปนเปื้อนมากน้อยเท่าไร กรณีน้ำมันรั่วแล้วพบสารปรอทปนเปื้อนในน้ำทะเลมากกว่า 20 เท่านั้น คงมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร หรือสัตว์ทะเลที่คนกินเข้าไป แต่อย่าลืมว่าร่างกายสัตว์จะมีระบบกำจัดสารพิษออกจากร่างกายเช่นกัน ถ้าเผอิญไปกินปลาที่มีปรอทเยอะ ก่อนอื่นร่างกายคนจะกำจัดออกไปก่อน ส่วนที่ไม่หมดจึงสะสมไว้ ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน"

              ส่วนกรณีที่หลายคนเป็นห่วงอันตรายจะเกิดกับ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ลงไปว่ายน้ำบริเวณอ่าวพร้าวหรืออ่าวทับทิมนั้น

              คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพิษโลหะหนักข้างต้นยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นอันตรายถ้าไม่กินน้ำทะเลเข้าไปโดยตรงในจำนวนมาก เนื่องจากยังไม่เคยพบหรืออ่านรายงานวิจัยฉบับใด ที่อ้างหรือยืนยันการพบสารปรอทเจือปนในน้ำสามารถผ่านเข้าทางผิวหนังมนุษย์ได้ ดังนั้นจึงบอกไม่ได้ว่าคนที่ลงไปว่ายน้ำบริเวณนั้นจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน

              ขณะที่ ผศ.ดร.เวณิกา เบ็ญจพงษ์ ฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่า สารปรอทจำนวนมากที่ปนเปื้อนในน้ำทะเลนั้น มีผลกระทบโดยตรงกับห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะสัตว์หน้าดินเช่น หอย แพลงตอน ฯลฯ ที่กินสารปรอทเข้าไป แล้วสัตว์น้ำตัวเล็กเช่นกุ้ง ปลาเล็กมากินแพลงตอน สุดท้ายปลาใหญ่มากินปลาเล็กต่อ สารปรอทสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปลาใหญ่ที่ชาวประมงไปจับมา เพราะปลาตัวเล็กอายุสั้น แต่ปลาตัวใหญ่อายุยาว ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็กหลายตัว จึงได้รับปรอทเข้าไปสะสมมากต่อเนื่องจนกว่าจะถูกจับมากิน 

              "ร่างกายคนได้รับอันตรายจากพิษปรอทของสัตว์ทะเลที่เรากินมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เผอิญเรากินปลาตัวที่มีสารปรอทมากเป็นพิเศษหรือเปล่า กินปริมาณมากแค่ไหน กินต่อเนื่องนานไหม ร่างกายเราแข็งแรงหรือไม่ น้ำหนักตัวคนเราก็ไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าการไปจับกุ้ง หอย ปู ปลา ตอนนี้มาตรวจวัดโลหะหนัก ไม่ว่าจะเป็น ปรอท แคดเมียม ตะกั่ว ฯลฯ คงยังไม่ค่อยพบอะไร เพราะต้องใช้เวลาสะสมอีกสักพัก ไม่รู้ว่ากี่เดือนกี่ปี วิธีดีที่สุดคือการเฝ้าระวังตรวจเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ควรแจ้งเตือนให้งดจับสัตว์น้ำบริเวณนั้นสักพักเพื่อความปลอดภัย แต่อย่าเป็นกังวลมาก เพราะส่วนใหญ่เรากินอาหารทะเลจากหลายแหล่ง ไม่ได้กินจากแหล่งเดียว" ดร.เวณิกา กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

 

"ปรอท"อาการพิษ


พิษเฉียบพลัน

              เมื่อรับปรอทเข้าสู่ร่างกายมากกว่า 0.02 กรัม ส่วนใหญ่จากการกินปรอทโดยไม่รู้ตัว

              - อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดเป็นชิ้นๆ

              - ปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด

              - บางรายอาจเสียชีวิตได้

พิษชนิดเรื้อรัง

              ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง สมอง ไขสันหลัง ฯลฯ สูญเสียการควบคุมร่างกาย เด็กที่ได้รับสารปรอทสะสมในร่างกายจะมีพัฒนาการช้าและผิดปกติ


เตือนระวังเล่นน้ำ'อ่าวพร้าว'

              ข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่ามีสารปรอทเกินค่ามาตรฐานที่บริเวณอ่าวพร้าว รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ออกมาเตือนว่า นักท่องเที่ยวควรงดลงเล่นน้ำทะเล เนื่องจากกรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารปรอทสูงถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 29 เท่าจากค่ามาตรฐาน สารปรอทมีฤทธิ์ทำลายประสาท ฉะนั้นไม่ควรที่จะสัมผัสน้ำทะเล และควรระมัดระวังตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 3 เดือน เพราะเป็นช่วงพัฒนาการทางสมอง ถ้าแม่ได้รับสารปรอทในช่วงนี้ สารปรอทจะผ่านไปยังทารกที่อยู่ในครรภ์ เรื่องนี้เคยมีตัวอย่างที่โรงไฟฟ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปล่อยสารปรอทออกมาจำนวนมาก

              ขณะเดียวกัน สารปรอทยังส่งผลต่อสัตว์น้ำที่จะสะสมสารปรอทตามวัฏจักรห่วงโซ่อาหาร สัตว์ใหญ่จะกินสัตว์เล็ก และเมื่อเรากินสัตว์น้ำเข้าไปเราจะได้รับสารปรอทด้วย

              "สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ คนที่ลงเล่นน้ำทะเลต้องระวัง เพราะคนที่ลงเล่นน้ำทะเล ไม่มีใครน้ำทะเลไม่เข้าปาก และกลืนน้ำทะเลลงไป ถึงไม่ได้กลืน น้ำทะเลก็สามารถซึมผ่านเยื่อบุในช่องปากของเราได้ สารปรอทเป็นสารตกค้างที่ต้องใช้เวลาในการเจือจางค่อนข้างนาน และเป็นสารที่องค์การอนามัยโลกให้เฝ้าระวังด้วย"

              ทั้งนี้ ค่าปรอทที่พบบริเวณอ่าวพร้าว สูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า เมื่อเทียบเกณฑ์น้ำทะเล แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเกณฑ์น้ำดื่ม ยิ่งถือว่าเป็นค่าที่สูงมาก เรื่องนี้ต้องระวัง อยากให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว และนักท่องเที่ยวระมัดระวังด้วย

              ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขควรออกมาประกาศ เรื่องของการเฝ้าระวังเกี่ยวกับสุขภาพตลอดจนแนวทางในการปฏิบัติตัวของประชาชน นอกจากสารปรอท ยังมีสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสารหนู แคดเมียม ที่มีค่าไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนด แม้ว่าไม่ใช่ระดับอันตราย แต่มีโอกาสที่จะสะสมในร่างกายมนุษย์

              อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นที่อ่าวพร้าว อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี สถานการณ์ถึงจะคลี่คลาย

........................

(หมายเหตุ : 'หมอ'ฟันธงไม่น่าห่วง  ปรอท...พิษในห่วงโซ่อาหารทะเล : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)