
อีกมุมมองบังคับใช้กม.กับมือปราบ'โซเชียลเน็ตเวิร์ก'
อีกมุมมองบังคับใช้กฎหมายกับมือปราบ'โซเชียลเน็ตเวิร์ก' : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน
กรณีที่จะปฏิบัติการล้วงข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ โดยยกเหตุผลด้านความมั่นคงและป้องกันอาชญากรรมทั้งเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ ทำให้หลายฝ่ายเตือนถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และนักกฎหมายก็ได้ชี้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดควรดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจที่มีอยู่ ไม่ควรล้ำเส้น ล่าสุดมีความเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายและมีประสบการณ์ต่อเรื่องปัญหาในโลกออนไลน์
พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน ผู้กำกับการกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงประเด็นปัญหาเรื่องการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ ที่กำลังมีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่
เขาเห็นว่า "หากมีการปฏิบัติตาม หรือบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างถูกต้องและจริงจังแล้ว ก็จะไม่เกิดประเด็นปัญหาอย่างทุกวันนี้ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียดครอบคลุมทั้งการป้องกันและปราบปรามอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติของผู้ที่เกี่ยวข้องมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามมากกว่า ทั้งที่หลักการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งได้ผลที่ดีสุดคือการปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายด้านการป้องกัน"
นอกจากนี้ไม่ว่าจะเกิดคดีลักษณะใด สิ่งสำคัญที่สุด คือ การระบุตัวตนของผู้กระทำความผิดให้ได้เสียก่อน หากมีการร้องเรียนในเรื่องการกระทำผิดข้อหาต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์เข้ามายังเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำความผิดได้ ก็ไม่มีประโยชน์ การที่เจ้าหน้าที่จะสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือระบุตัวตนของผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้นั้น ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลการใช้บริการอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ
แต่ทุกวันนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนที่รับผิดชอบได้บังคับใช้หรือปฏิบัติตามกฎหมายที่ระบุไว้หรือไม่ ผู้ให้บริการทั้งระบบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการจัดเก็บข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายและสามารถนำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การจัดเก็บข้อมูลตามกฎกระทรวงอาจเก็บมากเกินความจำเป็น และเป็นภาระแก่ผู้ให้บริการมากจนเกินไป ทั้งที่สาระสำคัญตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 วรรคสอง ระบุว่า ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ แต่ทุกวันนี้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงตัวพระราชบัญญัติ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เก็บเท่าที่จำเป็น แต่ต้องระบุตัวตนของผู้ใช้บริการให้ได้
พ.ต.อ.นิเวศน์ กล่าวด้วยว่า หากผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลโดยคัดเฉพาะผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว ก็เชื่อว่าปัญหาการกระทำผิดในระบบคอมพิวเตอร์จะดีขึ้น เพราะปัญหาทุกวันนี้เกิดจากผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หากเรามีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ดีอยู่แล้วก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
"การรับเรื่องร้องเรียนเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย แล้วใช้วิธีปิดกั้นนั้น เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ซึ่งในระยะยาวจะมีผลกระทบต่อการให้บริการที่ล่าช้า ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเห็นด้วย และสุดท้ายก็ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้"
ผู้กำกับการกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี เห็นว่า ทำไมเราไม่ทำสลับกัน คือ ทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการ ให้จัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็น โดยเน้นไปที่การนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก และส่งข้อมูลการใช้บริการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในเชิงรุก หากพบว่าเข้าข่ายความผิด ก็สามารถใช้ข้อมูลเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีได้ทันที
ส่วนการนำเข้าข้อมูลจากต่างประเทศต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งมีขั้นตอนและเงื่อนไขมาก เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ คือ เป็นความผิดในประเทศที่ร้องขอ ผู้กระทำผิดอยู่ในประเทศนั้น และต้องไม่ขัดต่อการแสดงความคิดเห็นตามมาตรฐานสากล ถ้าไม่ขัดกับเงื่อนไข 3 ข้อนี้ก็สามารถขอข้อมูลได้ แต่ก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งใช้ระยะเวลานานมาก ทำให้เกิดผลเสียต่อการดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.นิเวศน์ กล่าวว่า ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น จะต้องขออนุมัติหมายจากศาล ในส่วนการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปซึ่งไม่ใช่เนื้อหาการติดต่อสื่อสาร พนักงานสอบสวนสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ออกหมายเรียกเพื่อขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น เรียกผู้ให้บริการมาสอบปากคำเพื่อให้ข้อมูล หรือส่งข้อมูลให้ แต่หากต้องลงลึกถึงเนื้อหาก็ต้องขอหมายศาล ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีกำหนดไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว
ทั้งนี้ กรณีของสื่อสังคมออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นแชทชื่อดังต่างๆ นั้น อยู่ที่ผู้ใช้จะเลือกใช้เป็นส่วนตัวหรือสาธารณะ ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดได้ ถ้าไม่มีการแชร์ออกไปก็คงไม่มีปัญหา
อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทำความเข้าใจในประเด็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริงเสียก่อน ไม่เช่นนั้นการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
------------------------------
(หมายเหตุ : อีกมุมมองบังคับใช้กฎหมายกับมือปราบ'โซเชียลเน็ตเวิร์ก' : วิศิษฎ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน)



