
'มาร์ค'ชี้สอบ'ไลน์'สวนทางรบ.โว'ปชต.'
'อภิสิทธิ์' ชี้ตรวจสอบ 'LINE' สวนทางอวดอ้างรบ.ประชาธิปไตย ซัด 'ปู' หากอยากให้ร่วมวงปฏิรูปก็หยุดสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง
14 ส.ค. 56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล ถึงกรณีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มีแนวความคิดจะตรวจสอบการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ ว่า ตนรู้สึกงงว่ารัฐบาล หรือหน่วยงานต่างๆ เป็นอะไรกับปัญหาพื้นที่การใช้สื่อ และตามปกติเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า มีความพยายามควบคุม ซึ่งไม่สอดคล้องกับการแอบอ้างอวดอ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย กำลังทำตัวสวนทางกับหลักการไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ หรือหลักเรื่องความโปร่งใส หลักความรับผิดชอบ ซึ่งต้องเรียกร้องรัฐบาลว่า ในขณะที่พยายามที่จะไปอวดอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น ทำไมไม่เคารพหลักการพื้นฐานประชาธิปไตยเรื่องของสิทธิเสรีภาพประชาชน เรื่องของการแสดงออก การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และการมีพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายที่จะแสดงออก
ทั้งนี้การที่ ปอท. อ้างว่าการตรวจไลน์ เพราะจะมีการใช้ไลน์ส่งข้อความเกี่ยวกับการก่อการร้าย ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตรวจสอบเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ รวมทั้งแอบฟังคนคุยกันด้วย ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองในภาพรวมก็สงบเรียบร้อยดีถ้ารัฐบาลไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นมา ทั้งนี้ตนค่อนข้างมั่นใจว่าตัวบริษัทไลน์คงไม่ยอมให้ตรวจสอบ เพราะเขามีหน้าที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้
ซัด 'ปู' หากอยากให้ร่วมวงปฏิรูปก็หยุดสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์บลูสกาย ชาแนล ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายค้านฯ เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง ว่า ถ้าตนขอรัฐบาลว่า หากอยากคุยกันก็ให้หยุดสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งได้หรือไม่ เวทีที่คุยได้พร้อมก็มีที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นหน้าที่ของนายกฯ และตนจะต้องมาอยู่แล้ว แต่ทำไมวันอภิปรายกฎหมายนิรโทษกรรม นายกฯ กลับไม่มาสภาฯ เลย ตนก็ขอเรื่องง่ายๆ ว่า เลื่อนกฎหมายนิรโทษกรรมออกไปไม่ได้หรืออย่างไร เพื่อให้เวทีทุกฝ่ายมาร่วมกัน เพราะมีหลายคนที่ทักท้วงเรื่องนี้และปฏิเสธการเข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าารที่นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ปฏิเสธเข้าร่วมปาฐกถาเรื่องดังกล่าวนั้น เห็นว่าก่อนหน้านี้นายโคฟี เคยเดินทางมายังประเทศไทยในฐานะที่ปรึกษา คอป. ซึ่งมีโอกาสได้พูดคุยด้วย และนายโคฟีแสดงท่าทีชัดเจนว่าอยากให้รัฐบาลสนับสนุนแนวทาง คอป. และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับผลประโยชน์ของตนเอง แต่ในวันนี้รัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอ คอป. แต่กลับผลักดันผลประโยชน์ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกนั้น ตนก็แปลกใจถ้านายโคฟีเดินทางมาไทยโดยรู้ว่ามีความพยายามจะดึงให้มาเพื่อให้เกิดความชอบธรรมต่อสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้ทำหนังสือถึงนายกฯ และผู้นำฝ่ายค้านฯ ขอให้ชะลอกฎหมายนิรโทษกรรมออกไปก่อน เพราะไม่สอดคล้องไม่เหมาะสม หากนิรโทษกรรมแบบนี้จะส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายกฯ คงต้องขออีกครั้งอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการพูดว่ามีอะไรให้มาพูดกันหรือเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา ซึ่งเวลานี้ไม่อยากให้นายกฯ ท่องคำพูดที่ไม่ตรงกับสถานการณ์ อยากให้แก้ปัญหาจริงๆ ซึ่งนายกฯ ควรทบทวนว่าเหตุใดองค์กรตั้งแต่ระดับสหประชาชาติ จนถึงคปก. และหลายคนที่รัฐบาลเชิญร่วมปฏิรูปการเมือง มีข้อเสนอเช่นนี้ แต่ทำไมนายกฯ ไม่พิจารณา ซึ่งสภาปฏิรูปการเมืองไม่ใช่มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายเดียวที่ไม่เข้าร่วม แต่มีหลายคนและมีผู้ใหญ่บางท่านแสดงจุดยืนแล้ว และไม่จริงที่จะโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์
จี้ทำคดี 'เอกยุทธ' ให้โปร่งใส
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ใทางสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล ถึงกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งข้อสังเกตถึงการเสียชีวิตของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจ ว่า รัฐบาลเองต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจะทำหน้าที่รักษากฎหมายตรงไปตรงมา โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่รัฐบาลมองว่าเป็นปฏิปักษ์กับตนนั้น ต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส ซึ่ง กสม. ทักท้วงเรื่องข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หรือจากหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ รัฐบาลก็ต้องดำเนินการเรื่องนี้
ชี้งบฯ 57 ไม่มียุทธศาสตร์ที่แท้จริง
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล ถึงการพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วาระ2 ว่า หากดูตัวเลขที่รัฐบาลทำงบประมาณ ก็มีข้อสังเกตเรื่องวินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลไม่ควบคุมการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ต่ำแล้ว ยังมีประเด็นที่มองไม่เห็นยุทธศาสตร์ที่แท้จริงในการทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจหรือความพร้อมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลพูดตลอดว่าต้องพึ่งพาเงินกู้นอกงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการฯ ซักรายละเอียด ก็มีเพียงพ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้าน และพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หากผ่านสภาไปได้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมียอดเงินใช้จ่ายในเศรษฐกิจ ประมาณแสนล้านบาท หรือ 2 แสนล้านบาท เท่ากับประมาณ 10% ของงบประมาณประจำปี ฉะนั้นยังมองไม่เห็นว่าจะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้อย่างไร



