
'หมอประเวศ'อ้างแก่แล้ว!ไม่ร่วมปฏิรูป
'หมอประเวศ'อ้างแก่แล้ว!ไม่ร่วมปฏิรูป ปล่อยให้เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ แนะอย่ารวมเรื่องปรองดองกับการปฏิรูป 'วราเทพ' คาดประชุมนัดแรกหลัง 20 ส.ค.
เมื่อเวลา13.30น.วันที่ 14 ส.ค.2556 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติเพื่อเชิญเข้าร่วมเป็นกรรมการปฎิรูปประเทศ ภายหลังการเข้าหารือ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ตนสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองและเห็นว่าควรทำให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ให้ทุกคนทุกฝ่ายทุกส่วนเข้ามาร่วมได้หมด ใครจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลก็เข้าร่วมได้ เพราะเป็นกระบวนการทางสังคม ส่วนตัวจะสนับสนุนอยู่ข้างนอกโดยไม่เข้าไปอยู่ในคณะทำงาน เนื่องจากอายุ 82 ปี ถือว่าชราภาพแล้ว และภรรยาได้ห้ามไว้ว่าอย่ารับงานอะไรให้มากเพราะอายุมากแล้ว ขอปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งธรรมชาติของตนการทำงานอย่างอิสระจะทำได้ดีกว่าไปรวมเป็นกลุ่ม
นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า แม้ว่าตนจะอยู่นอกแต่ก็ช่วยงานได้ช่วยสนับสนุนได้ ถ้าตนพูดสนับสนุนแล้วไปอยู่ข้างในพูดแล้วไม่มีน้ำหนักเพราะคนจะบอกว่า ก็พวกเดียวกันก็เชียร์กันเอง แต่ถ้าเป็นผู้สนับสนุนน้ำหนักจะมากกว่า หากมีอะไรอยากให้ไปเสนอความเห็นในคณะทำงานตนก็จะไป แต่คงไม่ใช่ช่วงต้น ปล่อยให้เขาคิดกันไปก่อน มิเช่นนั้นจะไปผลักดันเขามากเกินไป
นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีการปฏิรูปการเมืองมาหลายครั้งแล้ว ก็ต้องถือว่ายังไม่ได้ผลจริง ดังที่มีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 18 ฉบับ หากจะมีการปฏิรูปการเมืองกันอีกและต้องการให้ได้ผลจริง ควรจะศึกษาบทเรียนจากอดีตแล้วมีหลักการ กลไก และกระบวนการที่ถูกต้อง ขอเสนอแนะหลักการ ดังนี้1.ต้องแยกเรื่องการปรองดองและการปฏิรูปการเมืองเป็นคนละเรื่อง การปรองดองเป็นเรื่องแก้ไขอดีต การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องของการสร้างอนาคต การแก้ปัญหาของอดีตทำได้ยากและบางทียิ่งทำยิ่งขัดแย้งกันมากขึ้น เการร่วมกันทำสิ่งที่ดีต่อไปในอนาคตง่ายกว่ามาก และในที่สุดจะสร้างความเชื่อถือไว้วางใจกัน ฉะนั้นในช่วงนี้อย่าเอาเรื่องการปรองดองกับการปฏิรูปการเมืองมาปนกัน จะทำให้สับสนและเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้
นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า 2. ต้องไม่มุ่งปฏิรูปองค์กรทางการเมืองเท่านั้น เพราะจะคับแคบและไม่ได้ผลเช่นเคย แต่ต้องมีเป้าหมายใหญ่ในการสร้างประเทศไทยที่ดีงามหรือประเทศไทยน่าอยู่ 3. ต้องไม่คิดกันอยู่ในวงเล็กๆ เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะคิดออกมาได้ดีแค่ไหนก็ปฏิบัติไม่ได้ ถึงเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีอย่างใดก็ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมโดยกว้างขวาง
นพ.ประเวศกล่าวว่า กลไกการปฏิรูปการเมืองควรมีกลไก 3 ประเภททำงานร่วมกันคือ 1. คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ประกอบด้วย 4 ภาคใหญ่ๆ คือ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ร่วมเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษาก็สามารถจัดได้ให้งามและเหมาะสม 2. คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนปฏิรูปการเมือง ในกระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ควรส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและเป็นผู้ปฏิรูปการเมือง และควรเกิดขึ้นโดยก่อตัวขึ้นเอง (self-organization) ตามพื้นที่ ตามกลุ่มอาชีพ ตามประเด็นและเป็นอิสระ3.สภาปฏิรูปการเมือง คือการประชุมการปฏิรูปการเมือง อาจเป็นสภาปฏิรูปการเมืองระดับพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ สภาปฏิรูปการเมืองเฉพาะประเด็นหรือสภาปฏิรูปการเมืองระดับชาติ อย่างไรก็ตามทั้ง 3 กลไกนี้ทำงานเชื่อมโยงกันในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีสร้างกลไกทั้ง 3 นี้ให้สามารถทำงานต่อเนื่องข้ามรัฐบาลควรสังเกตว่ากลไกการปฏิรูปการเมืองที่ออกแบบไว้นี้เป็นหลักการ “ประชา-รัฐ” คือประชาชนกับรัฐร่วมกัน
นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า พูดคุยเรื่องปฏิรูปการเมืองทั่วประเทศ ควรจะพยายามตอบคำถามใหญ่ 3 คำถาม คือ 1.ประเทศไทยที่ดีที่สุดในจินตนาการของท่านคืออย่างไร 2. จะต้องทำอะไรบ้างที่จะบรรลุเป้าหมาย ประเทศไทยที่ดีที่สุดตามที่ร่วมกันสร้างไว้ คำตอบจะมีหลากหลายมาก แต่รวมกันแล้วจะครอบคลุมเรื่องดีๆ ที่ควรทำหมดทุกเรื่อง แต่ควรจะมีผู้ที่มีความสามารถในการสังเคราะห์ สังเคราะห์คำตอบเป็นหมวดหมู่หรือกลุ่มใหญ่ๆ 3. ทำแผนปฏิบัติในแต่ละเรื่องใหญ่ๆ ที่ควรปฏิรูป จากเรื่องใหญ่ๆที่ควรปฏิรูปที่ได้มาตามข้อสอง แต่ละเรื่องนำมาทำแผนปฏิบัติ (plan of action) ในแต่ละเรื่อง ในแผนปฏิบัตินั้นจะบอกว่าต้องทำอะไร ทำอย่างไร ใช้เครื่องมือและทรัพยากรเท่าไหร่ ใครทำ ที่ว่าใครทำนั้นก็ทุกคนทุกฝ่าย เช่น เรื่องอะไรเกี่ยวกับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีก็รับไปทำ เรื่องอะไรเกี่ยวกับรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็รับไปทำ อะไรเกี่ยวกับกระทรวง กระทรวงก็รับไปทำ อะไรเกี่ยวกับองค์กรท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่นก็รับไปทำ อะไรเกี่ยวกับภาควิชาการ อะไรเกี่ยวกับภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาคการสื่อสาร ภาคนั้นๆ ก็รับไปทำ คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองมีหน้าที่ติดตาม เร่งรัด ตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติปฏิรูปประเทศไทย การปฏิบัติจะมีในหลายมิติ ทั้งที่เกี่ยวกับแก้ไขกฎหมายรวมทั้งรัฐธรรมนูญและที่ไม่เกี่ยว
นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า กระบวนการสุดท้ายกระบวนการปฏิรูปการเมืองเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่ได้อธิบายกลไกและกระบวนการมาดังกล่าวข้างต้น เป็นการ ประกอบเครื่องประเทศไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยเปรียบเสมือนประเทศเครื่องหลุดที่ส่วนต่างๆ ไม่ประกอบเข้ามาด้วยกัน รถยนต์ที่เครื่องหลุดจากกันถึงเร่งเครื่องก็วิ่งไปไม่ได้ฉันใด ประเทศที่เครื่องหลุดก็ฉันนั้น การปฏิรูปประเทศไทยที่ออกแบบดังกล่าวข้างต้น เป็นการประกอบส่วนต่างๆ ของประเทศไทยให้เข้ามาเชื่อมโยงกัน เมื่อประกอบเครื่องประเทศไทยได้ ประเทศก็สามารถวิ่งไปข้างหน้าอย่างเรียบร้อยและดีขึ้นเรื่อยๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมไทยที่เกิดมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงขณะนี้ มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า อย่าไปมองว่าทุกอย่างหมดหวัง หากดูปัญหาที่เกิดในพื้นที่อื่นเขามีปัญหารุนแรงมากกว่าเรา เช่น แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ ซึ่งอดัม คาเฮน ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก เขียนไว้ในหนังสือว่าการแก้ปัญหาที่ยากที่สุดก็มีทางแก้ได้ เพราะทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ทั้งสิ้น อย่าไปคิดว่าหมดหวัง แม้จะมองไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย ยังมีความเพียรอยู่เรื่อย และวันหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น
ด้านนายพงศ์เทพกล่าวว่า ถึงแม้ว่านพ.ประเวศจะไม่สะดวกแต่ก็ได้มีข้อเสนอแนะให้ ก็เปรียบเหมือนอยู่ในเวทีเหมือนกัน ซึ่งเราจะนำข้อเสนอแนะไปให้เวทีปฏิรูปพิจารณาด้วย ถือเป็นสิ่งที่ดี
ขณะที่นายวราเทพกล่าวว่า ในวันที่ 15 ส.ค.เวลา 18.00 น. จะมีการหารือกับภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อทาบทามเข้าร่วมเวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศไทย และในวันที่ 16 ส.ค. คาดว่าจะเปิดเผยผู้ตอบตกลงเข้าร่วมเวทีปฏิรูปได้บางส่วน ทั้งนี้เวทีปฏิรูปจะมีองค์ประกอบประมาณ 50 - 100 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมครั้งแรกของเวทีปฏิรูปดังกล่าว คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 20 ส.ค.ไปแล้ว เนื่องจากวันที่ 19 - 20 ส.ค.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ



