
ศาลยกฟ้อง'สนธิ-สโรชา'หมิ่น'ทักษิณ'
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง " สนธิ-สโรชา " ไม่ผิดหมิ่น" ทักษิณ" จาบจ้วงสถาบันจนสุรเกียรติ์ อดีตรองนายกฯ ต้องลาออก
วันที่ 14 ส.ค.56 เวลา 09.40 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3323/2550 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) , นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ( ศาลยกฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไปแล้ว ) เป็นจำเลยที่ 1- 3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
คดีนี้ฟ้องโจทก์ ระบุว่า วันที่ 24 ส.ค.50 นางสโรชา จำเลยที่ 2 นำเทปการกล่าวปราศรัยของ นายสนธิจำเลยที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐฯ มาออกอากาศในรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และนสพ.ผู้จัดการรายวันของจำเลยที่ 3 นำข้อความมาตีพิมพ์ ทำนองว่า นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับนายสนธิ ถึงสาเหตุที่ต้องออกจากรัฐบาล เนื่องจากตลอด 8 ชั่วโมง หลังการยึดอำนาจรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดจาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ค.55 ให้จำคุกนายสนธิ และนางสโรชา จำเลยที่ 1-2 คนละ 6 เดือน และปรับ คนละ 20,000 บาท ซึ่งโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ นสพ.ผู้จัดการรายวัน แนวหน้า ข่าวสด เดอะเนชั่น ไทยโพสต์ เป็นเวลา 3 วัน ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า ในวันที่ 24 ส.ค.50 นายสนธิจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมจัดรายการกับนางสโรชา จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ขณะที่คำพูดดังกล่าวจำเลยที่ 1 ปราศรัยที่ประเทศสหรัฐฯ ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นในการจัดรายการกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้การบันทึกเทปดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องคือวันที่ 24 ส.ค.50 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ปรากฏจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำการต่อโจทก์
สำหรับเนื้อหาการปราศรัยจะหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่นั้น ก็ได้ความจากการนำสืบพยานของทนายจำเลยว่า ช่วงเวลาที่โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2548-2549 ตลอดจนช่วงที่ถูกยึดอำนาจจาก คปค. มีการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อมวลชน เกี่ยวกับการพูดของโจทก์ที่มิบังควร และในการชุมนุมของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปก.) ที่หน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ โจทก์ก็ได้วิดีโอลิงก์ มายังกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นกลุ่มพวกเดียวกัน จากพฤติการณ์ของโจทก์ มีเหตุเพียงพอที่จะทำให้พสกนิกรชาวไทย ที่มีความเคารพเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงจำเลยที่ 1 เห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจาบจ้วงสถาบัน ต้องการทำตัวเหนือองคมนตรี ข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวจึงเป็นการแสดงความเห็นโดยการติชมด้วยความสุจริต ไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ภายหลังนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ได้ยืนยันสิ่งตนพูดและเข้าใจว่ามาจากพฤติการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความนายสนธิ ยังกล่าวถึงคดีที่นายสนธิ และกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทฯ กรณีกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูงด้วยว่า ในฐานะทนายความไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เนื่องจากคดีส่วนใหญ่ศาลได้พิพากษายกฟ้อง เช่นเดียวกับคดีนี้ที่ศาลเชื่อพยานเอกสารต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอต่อศาลว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้กระทำการอย่างไรบ้าง
ยกฟ้อง"จตุพร"คดี"จำลอง ศรีเมือง"กับพวกฟ้อง
ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.771/2554 ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2553 จำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำนองว่า โจทก์ทั้ง 6 คน ร่วมกับทหารบางกลุ่ม ใช้บันทึกเอ็มโอยู 2543 ปลุกกระแสชาตินิยมและออกมาชุมนุมเพื่อสร้างความวุ่นวาย เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาล ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน



