
ผลสอบ'อ่าวพร้าว'ต้องเที่ยงตรง-ไม่หมกเม็ด
ผลตรวจสอบ'อ่าวพร้าว' ต้องเที่ยงตรง-ไม่หมกเม็ด : รายงาน
หลังจาก 2 สัปดาห์ในการกำจัดคราบน้ำมันดิบรั่วจากท่อส่งน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่ทะลักเข้าอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง สิ่งที่ต้องติดตามผลพวงคือเรื่องสารโลหะหนักหรือสารปนเปื้อนที่ตกค้างในสภาพแวดล้อม ในน้ำทะเล รวมทั้งสัตว์น้ำและระบบนิเวศ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เข้าไปทำการสำรวจตรวจสอบว่ามีหรือไม่และต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติดังเดิม
แต่ในช่วงที่ผ่านมา ยังเกิดคำถามของสังคมต่อประเด็นเคลือบแคลงสงสัย อาทิ น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ทำไมใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันจำนวนถึง 3.5 หมื่นลิตร รวมทั้งปมบางประการที่ไม่ชัดเจน จึงดูเสมือนว่าข้อมูลมีความพยายามปกปิดไม่ให้สังคมได้รับรู้ความจริง และพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าเมื่อจัดการเสร็จแล้วทุกอย่างจบลง
ขนาดรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ไปกินอาหารทะเลโชว์ให้เห็นความปลอดภัย แม้จะเป็นที่รับรู้กันว่าผลกระทบท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเสม็ดเป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องไม่ละเลยความปลอดภัยและข้อเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร์ ถึงผลที่เกิดขึ้นจากเหตุน้ำมันรั่วครั้งนี้
ล่าสุด ผลตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลรอบเกาะเสม็ด ปรากฏออกมาพบว่ามีสารปรอทเกินค่ามาตรฐาน โดย นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยผลตรวจสอบว่า คพ.ได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลบริเวณด้านหน้าเกาะ หลังเกาะ และรอบพื้นที่เกาะเสม็ด รวมทั้งหมด 23 จุดใน 12 หาด อาทิ อ่าวพร้าว อ่าวน้อยหน่า อ่าวไผ่ อ่าวลูกโยน อ่าวทับทิม อ่าวนวล หาดทรายแก้ว อ่าวช่อ อ่าวหวาย อ่าวกิ่ว มาตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนตกค้างจากคราบน้ำมันดิบอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มโลหะหนัก รวมทั้งสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (พีเอเอชเอส) กับสารโททอล ปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอน (ทีพีเอช) โดยได้เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ผลจากการตรวจสอบค่าความเป็นกรด-ด่าง ค่าออกซิเจนละลายน้ำ มีค่าปกติไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้
แต่ผลการตรวจวัดโลหะหนักทั้ง 12 หาด พบว่า อ่าวทับทิม มีค่าปรอท 0.25 ไมโครกรัมต่อลิตร และอ่าวพร้าว 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร ถือว่าเกินค่ามาตรฐานสูงมาก เนื่องจากค่าคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดให้มีสารปรอทเพียง 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตรเท่านั้น
"การพบสารปรอทในอ่าวพร้าวสูง ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นพื้นที่มีผลกระทบจากคราบน้ำมันโดยตรง แต่อ่าวทับทิม อยู่คนละฝั่งของเกาะเสม็ด พบสารปรอทมีค่าสูง ทำให้มีข้อสงสัยว่าอาจจะมีกิจกรรมอื่นที่มีการปล่อยลงมาจนทำให้มีค่าสูง โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจหาสาเหตุแล้ว ส่วนสารหนูยังไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร รวมทั้งแคดเมียมด้วยที่ยังอยู่ในค่า 0.5 ไมโครกรัมต่อลิตร" อธิบดี คพ.กล่าวตั้งข้อสังเกต
สำหรับสารโพลีไซคลิกอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน จากการตรวจพบมีค่าเพียง 1 ไมโครกรัมต่อลิตร ยังไม่เกินค่ามาตรฐานตามที่องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (ยูเอสอีพีเอ) กำหนดไว้ระดับต่ำสุดที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ 300 ไมโครกรัมต่อลิตร และการตรวจวัดโททอล ปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอน ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ผลไม่แล้วเสร็จ จะทราบผลจากห้องปฏิบัติการในวันที่ 15 สิงหาคมนี้
"ช่วงนี้ คพ.ขอแนะนำประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในพื้นที่อ่าวพร้าว อ่าวทับทิมของเกาะเสม็ด จนกว่าจะทราบผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำรอบที่ 2 ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม จะทราบผลในวันที่ 15 สิงหาคม" อธิบดี คพ.เตือนให้หลีกเลี่ยง
เขายังกล่าวถึงกรณีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.พรรคต้นตระกูลไทย ลงเล่นน้ำทะเลโชว์ไปเมื่อวันก่อน อาจได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนได้นั้น ตามปกติสารปรอทจะเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการบริโภค ส่วนการลงว่ายน้ำทะเลอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยอมรับว่าคพ.รายงานผลการตรวจสอบล่าช้าเกินไป เนื่องจากต้องรอผลวิเคราะห์ที่ใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นนับจากตอนนี้จึงขอเตือนประชาชนว่ายังไม่ควรลงเล่นน้ำและใช้กิจกรรมบริเวณหาด เพราะยังมีอันตรายจากสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนจากคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่
ไม่เพียงเท่านี้ คพ.ยังเตรียมตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลอีก 2 ครั้งระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม และ 22-24 สิงหาคม จำนวน 32 จุดแบ่งเป็นรอบเกาะเสม็ด 23 จุด และบริเวณชายฝั่งทะเลอีก 9 จุด โดยเพิ่มสารโลหะหนักอื่น เช่น แคดเมียม นิเกิล โครเมียม ตะกั่วทองแดงด้วย พร้อมมอนิเตอร์ทุกเดือนและทุก 3 เดือนจนกว่าจะมั่นใจว่าคุณภาพน้ำกลับสู่ภาวะปกติ รวมไปถึงขุดเจาะพื้นทรายเพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อน โดยจะรายงานผลให้สาธารณชนทราบต่อเนื่อง
ขณะที่ นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงวันเดียวกัน ถึงผลประชุมคณะรัฐมนตรีว่า (ครม.) ว่า กระทรวงพลังงานได้รายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันดิบลงทะเลและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ดำเนินการใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยความคืบหน้าทั้งชายหาดและทะเลเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมประมงตรวจสอบ ดังนี้ 1.คุณภาพสัตว์น้ำทั่วไปในบริเวณที่คราบน้ำมันเคลื่อนผ่านพบอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2.การตรวจสอบปริมาณโลหะหนักในน้ำทะเล 5 ชนิด คือ ปรอท แคดเมียม ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสี ในน้ำทะเลที่คราบน้ำมันเคลื่อนผ่านพบว่ามีค่าไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลตามประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
3.การตรวจสอบปริมาณโลหะหนักในเนื้อสัตว์น้ำ โดยสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำที่จับจากแหล่งประมงพื้นบ้านบริเวณรอบเกาะเสม็ด พบว่ามีค่าไม่เกินค่ามาตรฐาน 4.การตรวจสอบปริมาณสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในสัตว์น้ำยังไม่พบความผิดปกติของการปนเปื้อน และ 5.การตรวจสอบระบบนิเวศในแนวประการังเทียมพบว่าคุณภาพน้ำทั่วไปและลักษณะความขุ่นใสของน้ำมีคุณภาพปกติ สภาวะทรัพยากรประมงในแนวประการังเทียมอยู่ในสภาพปกติ
สิ่งที่ปรากฏขึ้นจากหน่วยงานภาครัฐเหมือนกัน แต่ผลการตรวจสอบกลับสวนทางแตกต่างกัน หน่วยหนึ่งพบสารปรอทเกินค่ามาตรฐาน แต่อีกหน่วยกลับบอกว่าปกติ ดังนั้นรัฐบาลควรต้องใส่ใจและสะสางให้กระจ่าง
ไม่เช่นนั้น สังคมจะคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่ามีความต้องการเบี่ยงเบนปกปิดความจริงเพื่อกลบเรื่องให้จบเร็วที่สุด ทั้งที่ผลพวงของน้ำมันรั่วในต่างประเทศที่เกิดขึ้นยังต้องใช้เวลานานกว่าจะสมบูรณ์คืนสภาพเดิม
ผ่าซาก"เต่าตนุ"พิสูจน์เหตุการตาย
ท่ามกลางการจับตาดูผลกระทบต่อระบบนิเวศจากเหตุน้ำมันรั่วกลางทะเล ได้มีการพบเต่าตนุตายเกยตื้นที่ชายหาดสวนสน ตรงข้ามสวนรุกขชาติเพ ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 ได้เข้าไปตรวจสอบ ขณะที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวก็เข้ามุงดูว่าการตายมาจากสภาพแวดล้อมปนเปื้อนมีมลพิษจากคราบน้ำมันหรือไม่
เต่าตนุที่ตายเป็นเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 90-100 กิโลกรัม ขนาดลำตัวกว้าง 30.3 นิ้ว ยาว 32 นิ้ว อายุประมาณ 20-25 ปี พบกระดองหลังมีรอยแตกคาดว่าตายมาแล้ว 3-5 วัน จากนั้นนำซากไปผ่าพิสูจน์
โดยนสพ.วศิน จริสาวิมลใส ได้ผ่าซากเต่าพบถุงพลาสติกและกระดาษฟอยล์ขาวอยู่ในลำไส้ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติในอวัยวะส่วนอื่น และยังไม่สามารถระบุการตายของเต่าได้ว่าเกิดจากการกินถุงพลาสติกหรือผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่ว ต้องส่งอวัยวะทุกส่วนของเต่าไปตรวจในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ คาดว่าประมาณอย่างน้อย 1 เดือนถึงทราบผล
--------------------
(หมายเหตุ : ผลตรวจสอบ'อ่าวพร้าว' ต้องเที่ยงตรง-ไม่หมกเม็ด : รายงาน)



