ข่าว

'ศึก'ต่อไปในการตรากฎหมาย'นิรโทษกรรม'

'ศึก'ต่อไปในการตรากฎหมาย'นิรโทษกรรม'

13 ส.ค. 2556

'ศึก'ต่อไปในการตรากฎหมาย'นิรโทษกรรม' : โอภาส บุญล้อมรายงาน

              จะเขียนอย่างไรให้ชัดเจนว่าใครบ้างจะได้นิรโทษกรรม?

              คดีหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะได้นิรโทษด้วยไหม?

              จะสอดไส้ เอาเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ปรองดองมาใส่ด้วยไหม?

              ล้วนเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน" ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่สภารับหลักการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

              วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 35 คน ตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมืองจะประชุมนัดแรก

              การทำงานของขั้นตอนกรรมาธิการ คือ "ศึก" ต่อไปของฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้

              นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในกรรมาธิการ บอกว่า การจำแนกความผิดว่าประเภทไหนบ้างที่จะได้รับการนิรโทษก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ร่างกฎหมายมีความชัดเจนขึ้น

              เขาเห็นว่า "ความผิดทางการเมือง" ต้องได้รับการนิรโทษ ซึ่งนิยามของเขาคือ การกระทำผิดต่อหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐหรือแม้กระทั่งต่อเอกชนเพื่อให้รัฐบาลกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ต้องไม่กระทำผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล สภา หรือสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล ได้รับการนิรโทษ แต่ถ้าไปเผาสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด ไม่ได้รับการนิรโทษ เพราะถ้าหากนิรโทษกรรมให้จะไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดความรุนแรงในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคตเพราะจะเป็น "ตัวอย่าง" ให้มีการทำตาม

              "นิพิฏฐ์" ยังเสนอด้วยว่า การเขียนระบุอัตราโทษของคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมีความชัดเจนขึ้น โดยเขียนเป็นบัญชีแนบท้ายตัวร่าง เพราะการที่จะไปเขียนในตัวร่างทำได้ยาก

              ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในอดีตที่ผ่านมาทั้ง 24 ฉบับนั้น เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 จะเขียนในลักษณะที่ว่า การชุมนุมของนิสิต นักศึกษา ระหว่างวันที่เท่าไหร่ถึงวันที่เท่าไหร่ ได้รับการนิรโทษ ไม่มีตัวผู้กระทำผิดที่ชัดเจน แม้ว่าจะมีการกระทำผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ก็นิรโทษกรรมให้ได้ เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาลหรือทหาร เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในระยะหลังเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับของนายวรชัย จึงไม่สามารถเขียนเหมือนในอดีตได้

              ด้าน "แก้วสรร อติโพธิ" กรรมาธิการโควตาพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า การเขียนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะต้องเริ่มที่หลักคิดในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก่อน ต้องมาดูว่าก ารดำเนินคดีกับความผิดประเภทไหนไม่มีประโยชน์ อะไรเป็นความผิดทางการเมือง อะไรเป็นเรื่องที่เกินเลย ไม่ใช่คิดในแง่นิรโทษกรรมให้คนหรือใคร

              แก้วสรร เล่าว่า ในอดีตที่ผ่านมาการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการนิรโทษกรรมให้แก่เหตุการณ์ มีการจลาจลเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาทมิฬ 35 แต่หาคนกระทำผิดไม่ได้ กฎหมายนิรโทษกรรมในอดีตจึงไม่ได้เขียนในลักษณะว่าใครได้รับการนิรโทษและยกเว้นไม่ให้ใครได้รับนิรโทษกรรม อย่างที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับของนายวรชัย เหมะ เขียน

              "ดังนั้นการเขียนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงต้องดูที่ความผิดว่าความผิดประเภทไหนที่จะนิรโทษกรรมให้ได้ ไม่ใช่ดูที่ตัวคน ต้องเขียนลงไปให้ชัดในตัวร่าง หรือเขียนเป็นบัญชีแนบท้ายก็ได้ อย่างเช่น "การกระทำความผิดทางการเมือง" นิรโทษกรรมให้ได้ คือกระทำความผิดต่อองค์ของรัฐ ไปยึดทำเนียบรัฐบาล ไปยึดสภา เป็นความผิดจากการต่อสู้ทางการเมือง เป็นเรื่องระหว่างรัฐกับผู้ชุมนุม เป็นเรื่องของสังคม แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง เช่น การไปฆ่าคนหรือเผาทำลายทรัพย์สินอย่างนี้นิรโทษกรรมไม่ได้"

              ขณะที่กรรมาธิการฝั่งพรรคเพื่อไทย วรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เจ้าของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังยืนยันหลักการตามร่างเดิมที่เสนอ คือ นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุม แต่ไม่นิรโทษกรรมให้แก่แกนนำ แต่ถ้ามีการเสนอว่าให้เขียนกำหนดประเภทคดีว่าคดีอะไรบ้างที่ได้รับการนิรโทษกรรมหรือกำหนดอัตราโทษของคดีที่จะได้รับการนิรโทษกรรมเพื่อจะได้มีความชัดเจนมากขึ้นก็พร้อมที่จะรับฟัง

              ส่วนที่ว่าร่างเขียนไม่ชัดในประเด็นที่ยกเว้นไม่ให้คนระดับแกนนำได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่รู้ว่าแกนนำหมายถึงใครบ้างนั้น วรชัย เสนอว่า ให้เขียนลงไปในร่างให้ชัดในชั้นกรรมาธิการเลยว่าไม่นิรโทษกรรมให้จำเลย 24 คนในคดีก่อการร้าย (รวมอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร), แกนนำพันธมิตร 5 คนในคดีก่อการร้ายที่กลุ่มพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกดีเอสไอดำเนินคดีฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล

              และที่วิจารณ์กันมากก็คือ มีการตีความกันว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา แต่เขายืนยันว่า ร่างที่เขาเสนอไม่เกี่ยวกับผู้กระทำตามมาตราดังกล่าว

              "คดีผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 เป็นคดีอาญาปกติ ไม่ใช่คดีการเมือง แต่ถ้ามีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในชั้นกรรมาธิการว่าเพื่อความชัดเจน เขียนให้ชัดไปเลยว่า ยกเว้นไม่นิรโทษกรรมให้ ผมก็เห็นด้วยเพราะตรงกับหลักการของร่างที่ผมเสนออยู่แล้ว"

              นอกจากนี้ ข้อหวั่นเกรงอีกอย่างหนึ่งต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ในชั้นกรรมาธิการจะมีการนำเอาหลักการตามร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่นิรโทษกรรมให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกสี ซึ่งรวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และผู้กระทำผิด มาตรา 112 มาปนกันจนกลายเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" ในเรื่องนี้ "วรชัย" เห็นว่า หลักการของร่างมีการแบ่งว่า นิรโทษกรรมให้ใครบ้างและไม่ให้ใครบ้าง แต่ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง นิรโทษกรรมให้แก่ทุกคน จึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ยังยืนตามหลักการเดิมว่า นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุม ไม่นิรโทษกรรมให้แก่แกนนำและผู้กระทำผิด มาตรา 112

              แต่ในทุกประเด็น "วรชัย" เปิดช่องไว้ว่า "ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในกรรมาธิการว่าจะเห็นอย่างไร" ซึ่งแน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการด้วย

              ส่วน สามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ว่าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เห็นว่า หากจะใช้วิธีเขียนกำหนดประเภทคดีที่ได้นิรโทษกรรมหรือกำหนดอัตราโทษของคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรม อาจไม่ครอบคลุมถึงคดีที่ต้องการนิรโทษกรรมทั้งหมด จึงเห็นว่าอาจใช้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในอดีตมาเป็นต้นแบบในการเขียนก็ได้ โดย ร่าง.พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับของนายวรชัย นิรโทษกรรมให้แก่เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงระหว่าง 19 กันยายน 2549-10 พฤษภาคม 2554

              แต่คำถามที่ว่า ทำไมไม่นิรโทษกรรมให้แก่เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อน 19 กันยายน 2549  และหลัง 10 พฤษภาคม 2554 นั้น "สามารถ" กล่าวว่า ในชั้นกรรมาธิการอาจขยายระยะเวลาของช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองที่ได้รับการนิรโทษมากกว่าร่างเดิมก็ได้ และความไม่ชัดเจนว่า "ระดับแกนนำ" ที่ไม่ได้รับการนิรโทษหมายถึงใครบ้างนั้น ก็อาจนำประมวลกฎหมายอาญมาปรับใช้ก็ได้ คือคนที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ จ้างวาน ยุยงส่งเสริม ไม่ได้รับการนิรโทษ

              ส่วนผู้กระทำผิด มาตรา 112 ส..ส.เชียงรายผู้นี้ เห็นว่า เพื่อความชัดเจนอาจเขียนลงไปในตัวร่างว่า ไม่นิรโทษกรรมให้แก่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญาก็ได้

              เมื่อโฟกัสไปที่ความกังวลจะนำหลักการร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่นิรโทษกรรมให้แก่ทุกคนทุกฝ่าย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้กระทำผิด มาตรา 112 มารวมด้วยนั้น นายสามารถ ย้ำว่า "หลักการปรองดองกับนิรโทษกรรมไม่เหมือนกัน และในชั้นกรรมาธิการแปรญัตติต้องไม่ทำเกินหลักการตามร่างเดิมที่ผ่านวาระแรกมาแล้ว จึงไม่สามารถแปรญัตตินิรโทษกรรมให้แก่ทุกคน ทุกฝ่าย หรือระดับผู้สั่งการได้"

              จับตาดูว่า การทำงานขั้นกรรมาธิการของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะช่วยสร้างความปรองดอง หรือยิ่งตอกย้ำความแตกแยก!!

---------------------------------

(หมายเหตุ : 'ศึก'ต่อไปในการตรากฎหมาย'นิรโทษกรรม'  : โอภาส บุญล้อมรายงาน)