ข่าว

ชาวนา ยิ่งทำ ยิ่งจน

ชาวนา ยิ่งทำ ยิ่งจน

13 ส.ค. 2556

ชาวนา ยิ่งทำ ยิ่งจน : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

                 "ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ" เป็นประโยคสวยหรูที่พูดปลอบใจให้คนไทยภาคภูมิใจกับอาชีพของบรรพบุรุษมาเนิ่นนาน แต่การกระทำของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับอาชีพทำนาทุกภาคส่วน ล้วนแต่บ่อนทำลายให้กระดูกสันหลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทุกวัน ชาวนาจึงมีคำพูดใหม่ที่เกี่ยวกับอาชีพของตนเองว่า "ชาวนา ยิ่งทำนา ยิ่งยากจน"

               ในยุคสมัยที่ข้าวเปลือกราคาเกวียนละหรือตันละต่ำกว่าห้าร้อยบาท ชาวนาผู้มีที่นาเป็นของตนเองประมาณ 20 ไร่ สามารถทำนาหาเลี้ยงครอบครัวประกอบไปด้วยเมียและลูกอย่างสบาย แถมยังมีเงินเก็บออมเอาไว้สร้างอนาคตให้มั่นคงได้อีกด้วย เพราะชาวนายุคสมัยนั้นทำนาด้วยวิธีการที่ได้รับการสอนสั่งมาจากบรรพบุรุษ ใช้เครื่องมือทำนาที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

               แม้ผลผลิตต่อไร่จะมีน้อยกว่าการทำนาด้วยการพึ่งพาหลักวิชาการสมัยใหม่ แต่ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนก็ต่ำมากๆ ทำให้เมื่อหักรายรับกับต้นทุนก็ยังสามารถมีกำไรอยู่ได้ เช่น การไถนาก็ใช้ควายเป็นเครื่องทุ่นแรง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนรถไถนา แม้ควายจะมีขีดความสามารถในการทำงานต่ำกว่ารถไถขนาดเล็กบ้าง  

               แต่ต้นทุนการดูแลและซ่อมบำรุงควาย ก็มีเพียงแค่ฟางข้าวที่ได้มาฟรีๆ จากท้องนานั่นเอง ต่างจากรถไถนาที่นอกจากจะมีค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าน้ำมันหล่อลื่น, ค่าสึกหรอ, ค่าอะไหล่ และค่าซ่อมบำรุงแล้ว เมื่อหมดสภาพการใช้งานก็ไม่มีมูลค่าหลงเหลือพอเอามาทำอะไรได้ ในขณะที่ควายเมื่อแก่ตัวลงยังสามารถขายเข้าโรงฆ่าสัตว์ได้ หรือฆ่าเอาเนื้อหนังมาใช้งานและบริโภคได้

               ชาวนายุคไร้ข้อมูลข่าวสารและวิทยาการด้านการเกษตร เลือกพันธุ์ข้าวมาปลูกตามสภาพพื้นนาของแต่ละคนต่างกันออกไป นาบนที่ดอนก็ปลูกข้าวหนักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน  และทำนาในระบบนาหว่านเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ นาในพื้นที่ลุ่มก็เลือกพันธุ์ข้าวปลูกที่เป็นข้าวเบาเก็บเกี่ยวได้เร็ว และเลือกการทำนาด้วยวิธีการแบบนาดำเพราะมีน้ำท่าบริบูรณ์

                จนเมื่อบรรดานักวิชาการสมัยใหม่ระดับดอกเตอร์ นำเอาวิชาการทำนาจากฝรั่งโลกตะวันตก ผู้ซึ่งไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างต้นข้าวกับต้นหญ้าได้ด้วยซ้ำมาเผยแพร่ให้ชาวนาได้ใช้  การปรับพื้นที่นาทั้งท้องทุ่งให้อยู่ในระดับเดียวกันนับพันนับหมื่นไร่ ตามหลักการของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.)  หรือชาวนาในยุค พ.ศ. 2515 เรียกกันว่า "การจัดรูปที่นา หรือการทำแปลงเกรด" 

               ทำให้ชาวนาต้องหันมาปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันทั้งท้องทุ่ง โดยพันธุ์ข้าวก็เกิดขึ้นมาจากความคิดของนักวิชาการจากกรมการข้าว ซึ่งนั่งอยู่แต่ห้องทดลองไม่เคยได้ออกมาสูดอากาศบนพื้นที่นาจริงๆ ที่ใช้ปลูก แม้ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ที่ได้จะมีมากขึ้นกว่าระบบเดิม แต่รายจ่ายด้านสารเคมีและเครื่องมือการเกษตรต่างๆ ล้วนแต่ทำให้ชาวนาไทยในยุคนั้นและยุคต่อมา ตกอยู่ในภาวะ "ยิ่งทำ ยิ่งจน" ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องมีมาตรการประกันราคาข้าวบ้าง รับจำนำข้าวบ้าง จนเละเทะไปหมดทั้งประเทศและทำให้การทำนาเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก ดังที่ผมจะมาเล่าให้ฟังในสัปดาห์หน้าครับ

 

.........................

(ชาวนา ยิ่งทำ ยิ่งจน : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ)