
วงโค้งอินโด-แปซิฟิก(1)
วงโค้งอินโด-แปซิฟิก(1) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : Ruarob joe Muangman
การเชื่อมต่อร้อยรัดของโลกยุคหลังโลกาภิวัตน์ทำให้ภูมิภาคเฉพาะที่เคยใหญ่พอสมควร อย่างเช่นเอเชียอาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออก เล็กไป จนถึงวันนี้ภาคขยายของมันซึ่งก็คือเอเชีย-แปซิฟิก ก็เล็กไปอีกแล้ว นักยุทธศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงได้พยายามจับกรอบของสองมหาสมุทรมารวมกัน เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในฟากของแปซิฟิกกับอินเดีย ไม่ใช่เรื่องที่จะประเมินอย่างแยกเฉพาะอย่างสิ้นเชิงได้อีกแล้ว การเติบโตของอินเดียกับจีนและการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน การเข้ามามีส่วนร่วมชี้นำภูมิภาคของสหรัฐ และออสเตรเลีย พัฒนาการที่เข้มแข็งในการเป็นตัวกลางของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ภายในสามภูมิภาคเป็นที่น่าจับตามองของโลกในปัจจุบัน โดยเหตุการณ์เฉพาะความร่วมมือหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อยู่ในวงโค้งที่ชื่อว่า อินโด-แปซิฟิกนี้สามารถสร้างผลกระทบกับประเทศอื่นได้มากกว่าในอดีต
ในประเด็นของการเติบโตของอินเดียกับจีนและการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ต้องดูจากจุดเริ่มที่ทั้งสองประเทศเปิดประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ต่างก็เติบโตขึ้นจนมีอิทธิพลเหนือฝั่งมหาสมุทรที่ตนอยู่คือมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกตามลำดับ อินเดียมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างมาก ทำให้อินเดียเป็นประเทศแนวหน้าของโลกด้านคอมพิวเตอร์ พลังงาน การแพทย์ อวกาศและนิวเคลียร์ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้อินเดียกลายเป็นผู้นำของเอเชียใต้และประเทศริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มีกองทัพที่เข้มแข็งพร้อมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อป้องปรามคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ทางเหนือคือปากีสถานและจีน และทำให้สหรัฐต้องทำข้อตกลงกับอินเดียในปี 2551 เพื่อจำกัดการขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอินเดีย
ส่วนจีนก็มีอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจข้ามทวีปสูงมาก ส่งเสริมให้สถานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีแห่งสหประชาชาติโดดเด่น ความก้าวหน้าในทุกมิติ รวมทั้งการยกระดับขีดความสามารถทางทหารแบบก้าวกระโดดทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชีย-แปซิฟิกและมีอิทธิพลต่อทุกประเทศในปัจจุบัน
ความเจริญเติบโตและสถานภาพที่เข้มแข็งในปัจจุบันเป็นตัวขยายความเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นมาแต่ครั้งอดีตให้อินเดียและจีนแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิมในบริบทของวงโค้งอินโด-แปซิฟิก เดิมทีนั้นทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งด้านพรมแดนอยู่ก่อนถึงขนาดทำสงครามในปี 2505 ถึงทุกวันนี้จีนยังยึดบางส่วนของอินเดียและไม่รับรองการผนวกสิกขิมของอินเดีย ขณะที่อินเดียไม่รับรองการผนวกทิเบตของจีนและให้ทะไล ลามะ ลี้ภัยในอินเดีย ในปัจจุบันการขยายอิทธิพลของจีนในมหาสมุทรอินเดียด้วยการสร้างท่าเรือในพม่า บังกลาเทศ ศรีลังกาและปากีสถาน รองรับยุทธศาสตร์ส่งกำลังบำรุงโพ้นทะเล อีกทั้งการเสริมสร้างกองเรือทะเลลึกของจีน ทำให้อินเดียต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ล่าสุดเมื่อเมษายน 2556 อินเดียประท้วงอย่างรุนแรงต่อการที่กองกำลังจีนล่วงล้ำแดนแคว้นลาดักท์เข้ามา 20 กม. ขณะเดียวกันการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐ ก็ถูกจีนลอบจับจ้องอย่างไม่กะพริบตา เนื่องจากอาจมีส่วนในการพัฒนาขีดความสามารถของกองเรืออินเดียจนอาจคุกคามจีนได้ นอกจากนี้ การที่นโยบายมองตะวันออกของอินเดียที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มประสบผลสำเร็จในห้วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่ออินเดียเข้ามาเกาะเกี่ยวกับอาเซียนในฐานะคู่เจรจาสำคัญมากขึ้น ตามกลไกกรอบความร่วมมือต่างๆ เช่น อาเซียนบวกหกและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนรัฐชายฝั่งช่องแคบมะละกาและการปราบปรามการก่อการร้าย นั้นอาจเป็นความพยายามช่วงชิงความเป็นผู้นำในภูมิภาคจากจีนซึ่งมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน สัปดาห์หน้าว่ากันต่อครับฃ
..................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก vovworld.vn)



