
4มาตรการกระตุ้นศก.เรื่องเก่าเล่าใหม่
4มาตรการกระตุ้นศก.เรื่องเก่าเล่าใหม่-ดูดีที่ไร้'ประชานิยม' : โดย...อนัญชนา สาระคู
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะซบเซาลง จนเป็นเหตุให้สำนักวิจัยต่างๆ ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2556 ลงเหลือเฉลี่ยที่ 4% ทำให้รัฐบาลคลอดมาตรการ 4 ด้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่าจะสามารถกระตุ้นจีดีพีให้โตได้ถึง 1% หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท
สำหรับ 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน โดยการสนับสนุนทางด้านภาษีแก่นิติบุคคลให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการจัดสัมมนาให้แก่ลูกจ้าง ค่าห้องพัก ค่าจัดการ และค่าอาหาร เป็นต้น หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าในปีภาษี 2556 และ 2557 และการสนับสนุนผู้บริโภคใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
2.มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน เช่น ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถนำเงินลงทุนซื้อ หรือซ่อมแซมทรัพย์สิน มาหักค่าเสื่อมราคาได้ 50% ของมูลค่าทรัพย์สินในปีแรก และที่เหลือทยอยหักรวมระยะเวลา 5 ปี กำหนดระยะลงทุนปี 2556 และ 2557, สนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ระยะที่ 2 เป้าหมาย 5 แสนคัน, อำนวยความสะดวก ผ่อนปรนกฎระเบียบในการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหาร โรงงานน้ำตาล และโรงงานเอทานอล
นอกจากนี้ เร่งรัดมาตรการสินเชื่อและค้ำประกันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในวงเงินเดิมที่ครม.เคยอนุมัติไว้ก่อนหน้าทั้งในส่วนบรรษัทประกันสินเชื่อ อุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) การผลักดันมาตรการค้ำประกันให้ผู้ประกอบการโอท็อป และวิสาหกิจชุมชน และมาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนรายย่อย
3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปีงบประมาณ 2556 และปีงบประมาณ 2557 ตลอดจนการเร่งรัดงบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกจ่ายกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล และกองทุนตั้งตัวได้ เป็นต้น และสุดท้าย 4.มาตรการด้านการส่งออก ส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน เน้นไปที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านกับไทยคือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (กลุ่มประเทศ CLMV) ผ่อนคลายกฎระเบียบการถือเงินบาทเข้าออกนอกประเทศ เป็นต้น
นักวิชาการหนุนไร้ "ประชานิยม"
อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเก่าที่นำมาเล่าใหม่ และไม่ได้ทำให้ตื่นเต้นนัก โดยเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพบุคลากร และภาคธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่ ประเด็นที่ทำให้มาตรการดังกล่าวดูดีขึ้นก็ตรงที่รัฐบาลไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐเข้ามาอุดหนุนเพิ่มเติม หรือไม่มีการใช้นโยบาย "ประชานิยม" นั่นเอง
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในภาพรวมของมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา มีเป้าหมายคือการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งมีทั้งมาตรการในระยะสั้น และระยะยาว โดยรัฐบาลต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งนอนใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลายมาตรการก็เป็นเรื่องเดิม และใช้วงเงินสินเชื่อเดิม โดยไม่มีการอนุมัติวงเงินใหม่เพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อแก่เอสเอ็มอี ซึ่งหากเร่งรัดให้สามารถทำได้ดีมากขึ้น ก็น่าจะช่วยได้ ขณะเดียวกัน การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวก็ถือเป็นการนำเงินเข้าประเทศ
"มาตรการที่ออกมาดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากนัก แต่ก็ดีกว่ามีมาก หมายถึงรัฐบาลไม่ได้ออกมาตรการในเชิงที่เป็นการประชาสัมพันธ์ ที่จะทำให้ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐจำนวนมากอีก ดังนั้น ในภาพรวมของมาตรการจึงดูดี เพราะจะไม่ทำให้เกิดการเสียวินัยการคลัง แต่ก็ไม่น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับ 1% ได้" นายสมชัย กล่าวและว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้แม้จะดูซบเซาลง แต่ในระยะอีก 4-5 เดือนจากนี้น่าจะฟื้นตัวได้ โดยเศรษฐกิจจีนเริ่มดีขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสหรัฐก็เริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ดังนั้น หากมองจังหวะเวลา การออกมาตรการใหญ่ๆ มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจดูจะไม่จำเป็น โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% ส่วนที่จะเติบโตถึงระดับ 4.5% ได้หรือไม่ก็มีสิทธิลุ้น
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โดยรวมแล้วถือเป็นมาตรการที่ดี ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้พอสมควร โดยเฉพาะหลายมาตรการเป็นมาตรการกระตุ้นการลงทุนด้านธุรกิจ และลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ รวมถึงเป็นการเร่งรัดการใช้จ่ายของรัฐบาล นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวที่ออกมาไม่ได้กระตุ้นการบริโภคมากนัก ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
"มองว่าน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยรวมถือเป็นมาตรการที่ดี ไม่ได้เน้นกระตุ้นบริโภคมากนัก แต่เป็นการกระตุ้นการลงทุนด้านธุรกิจ ลดอุปสรรคการทำธุรกิจ เร่งการใช้จ่ายภาครัฐบาล และเร่งรัดเม็ดเงินในมาตรการที่คั่งค้าง" นายเมธี กล่าว
บี้ล้างท่องบประมาณใช้จ่ายรัฐ
ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาถือเป็นเรื่องดี และดีกว่าไม่ทำอะไร โดยเฉพาะมาตรการด้านเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2556 นั้นมีความจำเป็น เพราะขณะนี้กำลังใช้จ่ายของเอกชนแผ่วลงไปมาก ทั้งการลงทุนและบริโภค รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งรัดให้เกิดการใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใดๆ อีกที่จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพราะในที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นการเพิ่มในด้านหนี้สินอีก
สำหรับมาตรการที่ให้ภาคเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการจัดอบรม สัมมนามาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ถือเป็นการใช้นโยบายด้านการคลัง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว โดยหลังจากรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศไปแล้ว ที่ผ่านมาภาคเอกชนจะพูดถึงกันมากถึง การเพิ่มผลผลิต (Productivity) มาตรการดังกล่าวที่ออกมาจึงเป็นการสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว ทั้งการจัดอบรม การสัมมนา การประหยัดพลังงานต่างๆ
ขณะที่ด้านการส่งออก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน แต่เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV หากภาครัฐสามารถช่วยลดอุปสรรคต่างๆ และเพิ่มอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการได้ รวมทั้งการผลักดันการใช้เงินบาทเป็นสกุลหลักในการค้าขายให้มากขึ้นได้ จะทำให้การค้าขายสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น
"มองมาตรการในภาพรวมแล้วถือว่าจะส่งผลไปที่ประโยชน์ในระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ดีกว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการอะไรเลย โดยเฉพาะในเรื่องการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ขอให้ล้างท่อออกมาให้มากที่สุด" นางเสาวณีย์ กล่าว และว่า ส่วนมาตรการด้านการลงทุนเอกชน อยากเห็นการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งระบบไม่เฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินต่างๆ อุปกรณ์ เครื่องจักร การปรับปรุงโรงงาน ตลอดจนด้านการวิจัยและพัฒนา
ยันจำเป็นใช้มาตรการปั๊มศก.
ส่วนนายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างได้ผลในระยะสั้น ต้องให้น้ำหนักไปที่การเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนของภาครัฐ กระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว รวมไปถึงการขยายตลาดส่งออกประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีศักยภาพ โดย 4 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติออกมาล่าสุดนั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตเพิ่มขึ้น 1% หรือทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 1.2 แสนล้านได้ เพราะต้องรอดูว่าทั้ง 4 มาตรการจะสามารถดำเนินการตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากมาตรการบางส่วนต้องใช้เวลาดำเนินการ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับภาษีและสิทธิประโยชน์การลงทุน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงหรือผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที และคาดว่าบางมาตรการกว่าจะดำเนินการได้น่าจะเป็นไตรมาสที่ 4 และกว่าจะเกิดผลต่อเศรษฐกิจจริงๆ อาจเป็นต้นปีหน้า
นอกจากนี้ พลวัตของเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจจีน อินเดีย และประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัว เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว แต่จะเกิดกระแสเงินไหลกลับ และการลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินลงหรือลดขนาดของคิวอี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองภายในจะส่งผลต่อการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจึงมีความจำเป็นในสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์มากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่วิตกกังวลจนกระทั่งมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น หรือเฉพาะหน้า โดยลดความสำคัญการแก้ปัญหาระยะยาวเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายอนุสรณ์ เสนอเพิ่มเติมว่า เงินและงบประมาณควรมุ่งไปที่เป้าหมายและยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเศรษฐกิจชะลอตัวช่วงนี้ยังไม่ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน หรือหนี้เสียในธนาคารพาณิชย์ หรือปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเฉพาะหน้าแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ารายได้ของบุคคล และผลประกอบการของกิจการต่างๆ ปรับตัวลดลง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อและแรงกดดันด้านราคาก็ลดลงจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงด้วย
.................
(4มาตรการกระตุ้นศก.เรื่องเก่าเล่าใหม่-ดูดีที่ไร้'ประชานิยม' : โดย...อนัญชนา สาระคู)



