ข่าว

 หมกเม็ดเขื่อน'แม่วงก์'สอดไส้..แพ็กเกจน้ำท่วม

หมกเม็ดเขื่อน'แม่วงก์'สอดไส้..แพ็กเกจน้ำท่วม

10 ส.ค. 2556

หมกเม็ดเขื่อน'แม่วงก์' สอดไส้..แพ็กเกจน้ำท่วม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             “ ...10 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ ให้สร้างเขื่อนแม่วงก์  จ.นครสวรรค์ งบประมาณ 13,280 ล้านบาท พ่วงรวมในแพ็กเกจแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน..”

              กว่า 1 ปีที่ผ่านมา ชะตากรรมผืนป่าแม่วงก์ถูกแขวนไว้บนผลประโยชน์หมื่นล้านอีกครั้ง หลังจากเมื่อปี 2527 กรมชลประทาน เคยศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงการชลประทานในลุ่มน้ำสะแกกรัง ล่าสุด มีการปัดฝุ่นโครงการเขื่อนแม่วงก์มาแก้ปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ “อีไอเอ” !!

              “เรากำลังแลกทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านบาท (ตามที่ระบุ อีไอเอ) เพื่อให้ได้น้ำ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร มาช่วยเหลือพื้นที่ชลประทาน 1 แสนไร่ แล้วก็ให้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นปลูกพริกเพราะราคาดีกว่า แล้วก็ลดน้ำท่วมที่ อ.ลาดยาวได้ 25 เปอร์เซ็นต์ องค์กรสืบฯ เป็นนักอนุรักษ์ป่า ไม่ใช่ไม่สนใจเรื่องการสร้างเขื่อน แต่เมื่อข้อมูลเป็นแบบนี้ ในแง่วิศวกรรมจะมีทางออกการบริหารจัดการน้ำวิธีอื่นไหม” อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งคำถาม

              ข้อสงสัยและคำถามมากมายที่ยังค้างคาใจนักอนุรักษ์ฯ ถึงรายงาน "อีไอเอ" ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลหลายประเด็น ทั้งที่เป็นตัวชี้วัดว่า เขื่อนจะสร้างได้หรือไม่ จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานอนุกรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ  รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอนุกรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ และ ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมทีมงานเกือบ 10 ชีวิต

              มาร่วมลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ปลายน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี, พื้นที่ชลประทานโครงการแม่วงก์ สว่างอารมณ์-ลาดยาว, พื้นที่ชลประทานลาดยาว-แม่วงก์-แม่เลย์ ตลอดจนการจัดการน้ำของชุมชนวัดธารมะยม และพื้นที่สร้างเขื่อน หน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ว่ามีความเหมาะสมจะสร้างเขื่อนแม่วงก์หรือไม่เพียงใด

              รศ.ดร.บัญชา วิเคราะห์ตามสรุปรายงาน "อีไอเอ" มีความเห็นว่า การสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นประเด็นรองมากๆ แต่การเอามาใส่ในแพ็กเกจป้องกันน้ำท่วม ทำให้ไม่ต้องไปวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เพราะคำนึงถึงผลตอบแทนหลัก คือการป้องกันน้ำท่วมนั้นเป็นความคุ้มของประเทศ แต่จริงๆ แล้วเป็นการหลอก เพราะเขื่อนแม่วงก์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

              “ผมเรียนมาทางด้านนักสร้างเขื่อนโดยตรง เขื่อนที่สร้างได้ต้องคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เขื่อนตัวนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อการใช้น้ำเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อป้องกันน้ำท่วม เมื่อมาวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ก็ไม่คุ้ม เงินเองก็เป็นเงินกู้ จึงไม่ค่อยไม่มีความเหมาะสม"

              รศ.ดร.บัญชา แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมาทบทวนเขื่อนที่สร้างไว้แล้วทั้งหมดว่า จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ที่สร้างไว้เดิมตอบสนองต่อโจทย์ที่ตั้งไว้ตอนสร้างหรือไม่ ตลอดจนการบริหารจัดการต้องทบทวนใหม่เพื่อเกิดประโยชน์หลากหลายมากขึ้น ผลประโยชน์บางอย่างอันอาจลดลง แต่ผลประโยชน์ภาพรวมจะสูงขึ้น อาจต้องทบทวนการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำมากๆ ในพื้นที่แห้งแล้ง ควรปรับเป็นเกษตรแบบยั่งยืนแทน แต่ปัจจุบันเราแทบไม่ได้ทบทวนแบบนั้น

              “การสร้างเขื่อนในยุคปัจจุบัน ที่มีประโยชน์มากๆ และมีราคาไม่สูง ไม่มีเหลือแล้วในประเทศไทย เพราะถูกสร้างไปจนหมดแล้ว จึงควรพิจารณาให้ดี ว่าเขื่อนที่ราคาถูกมันไม่มีแล้ว สร้างแล้วก็ไม่คุ้ม บางทีก็ต้องไปทำอะไรเยอะแยะให้มันดูคุ้มค่า ที่สำคัญ สถาบันต่างๆ ทั่วโลก เท่าที่ผมอ่านรายงานวิเคราะห์มา ไทยพัฒนาแหล่งน้ำค่อนข้างพอเพียงอยู่แล้ว เขื่อนขนาดใหญ่ไม่น่าจำเป็นแล้ว ที่จำเป็นคือการสร้างแหล่งน้ำให้มันกระจายไปในภูมิภาคที่ยังขาดแคลน พูดตรงๆ สิ่งที่เรามีอยู่ก็ยังบริหารจัดการได้ไม่ดีพอเป็นอะไรที่น่าเสียดาย เพราะลงทุนไปเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน รวมก็เป็นล้านล้านๆ บาทแล้ว แต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี มีคนใส่ใจแต่จะสร้าง นี่คือสิ่งที่น่ากลัวของประเทศ”

              รศ.ดร.บัญชา ขยายความว่า ทุกประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ตอนนี้เราแทบไม่ได้ใส่ใจเลย รัฐบาลที่ผ่านๆ มาทิ้งการบริหารจัดการหมด มาสนใจแต่เรื่องโครงสร้าง ทั้งที่โครงสร้างมันไม่ได้แก้ปัญหา ต้องเป็นการบริหารจัดการที่มีข้อมูลมากพอในการตัดสินใจ แต่ทุกวันนี้ กลับใช้ความรู้สึกและความกังวลต่างๆ มาร่วมตัดสินใจด้วย จนกลายเป็นที่มาของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย!!

              นอกจากประเด็นความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ใน  “อีไอเอ” ฉบับล่าสุด ยังประเมินมูลค่าของป่าไม้และสัตว์ป่าต่ำเกินไป แถมใน "อีไอเอ" ไม่ได้ระบุถึงการพบเสือโคร่ง 13 ตัว ที่เข้ามาหากินในผืนป่าแห่งนี้

              "เมื่อ 3-4 ปีก่อน มีการสำรวจพบเสือโคร่ง 2 ตัวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พวกเราดีใจจนน้ำตาไหล..." อดิศักดิ์ จันทวิชานุวงษ์  หรือ "พี่กิ้น" หนึ่งในแกนนำคนสำคัญในการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ บอกกับ "คม ชัด ลึก" ขณะนั่งอยู่ม้านั่งหน้าบ้านพักหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หากมีการสร้างเขื่อนจะเป็นพื้นที่น้ำท่วม พรางชี้ไปในราวป่าเห็นทิวเขาสีเขียวขจีเบื้องหน้า อยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร นั่นคือ บริเวณพื้นที่พบ “เสือโคร่ง” คาดว่ากระจายตัวมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และปัจจุบันสำรวจพบเสือเข้ามาหากินในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 13 ตัว

              อดิศักดิ์ บอกอีกว่า ทุกเขื่อนที่อยู่ในโปรเจกท์ 3.5 แสนล้านบาท ล้วนอยู่ในอุทยานแห่งชาติทั้งสิ้น ในโมดูล A1 (เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ) เฉพาะลุ่มน้ำภาคเหนือถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มี 5 เขื่อนต้องทำ “อีไอเอ” คือ เขื่อนแม่แจ่ม จ.ชียงใหม่, เขื่อนน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์, เขื่อนยมบน-ยมล่าง จ.แพร่ (เขื่อนแก่งเสือเต้น), เขื่อนวังชมพู จ.พิษณุโลก และเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เพราะปริมาณน้ำเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอื่นๆ ไม่เรียก “เขื่อน” แต่เรียก “อ่างเก็บน้ำ” ล่าสุดศาลปกครองสั่งให้ทำ "อีไอเอ" เพื่อทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน

              “ผมว่ายุคนี้ มันไม่ควรมีเขื่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอีกแล้ว อย่างที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มเงินเป็นพันล้านบาท สร้างเขื่อนคลองโพธิ์ แต่กลับใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ แถมในเขื่อนก็ไม่มีน้ำ…” อดิศักดิ์ สะท้อนและอดคิดไม่ได้ว่า เบื้องลึกของสร้างเขื่อน อาจแค่ต้องการกินเปอร์เซ็นต์กันเท่านั้น!!


              "รัฐบาล" กำลังลงทุน 3.5แสนล้านบาท เพื่อการแก้ปัญหาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ไขปัญหาอุทกภัยประเทศไทยจากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 อย่างครบวงจร ถูกบรรจุอยู่ในแพ็กเกจ 9 Module ซึ่งการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเกือบ 20 แห่ง รวมอยู่ใน  "Module A1" มูลค่ารวม 5 หมื่นล้าน

              หนึ่งในนั้นคือการสร้าง "เขื่อนแม่วงก์" มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามมาตรา 67 วรรค 2 ตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์เชื่อว่า หาก "อีไอเอ" ฉบับดังกล่าวผ่านเมื่อใด อาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอย่างประเมินค่าไม่ได้!!


..............................

(หมายเหตุ : หมกเม็ดเขื่อน'แม่วงก์' สอดไส้..แพ็กเกจน้ำท่วม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)