ข่าว

อาณาจักรธุรกิจ'กองทัพอียิปต์'

อาณาจักรธุรกิจ'กองทัพอียิปต์'

11 ส.ค. 2556

เปิดโลกวันอาทิตย์ : อาณาจักรธุรกิจกองทัพอียิปต์

 

                           "ตั้งแต่เข็มยันจรวด" เป็นวลีที่ชาวอียิปต์มักอุปมาแบบเกินจริงให้เกิดมโนภาพว่า กองทัพอียิปต์ทำมาค้าขายมากมายขนาดไหน แต่หากหันไปมองรอบตัว อาณาจักรธุรกิจของกองทัพที่เพิ่งยึดอำนาจขับนายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในประวัติศาสตร์อียิปต์เมื่อเดือนที่แล้ว คำกล่าวนี้อาจไม่ได้เกินจริงเท่าไหร่นัก

                           ขณะที่ความระส่ำระสายทางการเมืองฉุดเศรษฐกิจอียิปต์ตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ มีแต่กองทัพอันมั่งคั่งของประเทศนี้เท่านั้นที่ยังสามารถก่อสร้างสะพานได้ ผลิตขนมปังบรรเทาปัญหาขาดแคลนได้ เลี้ยงไก่เลี้ยงวัว ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและกระทั่งทำศูนย์รับเลี้ยงเด็ก

                           กองทัพอียิปต์ ซึ่งปัจจุบันมี พล.อ.อับเดล ฟาตาห์ เอล ซีซี รัฐมนตรีกลาโหม เป็นผู้บัญชาการที่ยังกำลังทำอีกหนึ่งหน้าที่คือ กำกับดูแลแผนที่นำทาง หรือโรดแม็พ สู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนกำหนด หลังขับคนก่อนออกไป และร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ทำธุรกิจการผลิตและภาคบริการ กุมสัดส่วนที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

                           กระทรวงการผลิตของกองทัพ บริหารจัดการบริษัทอย่างน้อย 14 แห่ง ผลิตสินค้าตั้งแต่กระสุนรถถัง กระสุน ปุ๋ย อุปกรณ์กีฬา ปูนซีเมนต์ จนถึงเส้นพาสตา และรถยนต์

                           นายรอเบิร์ต สปริงบอร์ก ผู้เชี่ยวชาญกองทัพอียิปต์ และศาสตราจารย์ภาควิชาความมั่นคงแห่งชาติ วิทยาลัยบัณฑิตนาวี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า "ไม่ควรถามว่า พวกเขาลงทุนในภาคธุรกิจใดบ้าง แต่ควรเป็น มีอะไรบ้างไหมที่พวกเขาไม่ได้ลงทุน"

                           แต่ขนาดธุรกิจของกองทัพอียิปต์ใหญ่ขนาดไหน ภายนอกรับรู้น้อย และกองทัพก็เปิดเผยน้อยมาก แต่นักวิชาการท่านนี้ประเมินธุรกิจของกองทัพอียิปต์น่าจะมีสัดส่วนราว 10-40% ของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งยอมรับว่าเป็นการประเมินที่มีช่วงกว้างมาก

                           แต่โฆษกกองทัพอียิปต์ปฏิเสธตัวเลขนี้ และยืนยันว่า บทบาทของกองทัพต่อเศรษฐกิจอียิปต์จำกัดมาก คนปล่อยข่าวตัวเลขที่ว่าเป็นพวกอิสลามนิยมที่ถูกจับกุมอยู่ในเวลานี้ และไม่เคยมีหลักฐานพิสูจน์

                           อาณาจักรธุรกิจของกองทัพอียิปต์ เริ่มก่อร่างสร้างในทศวรรษหลังปี 2509 ไม่นานนัก หลังจาก กามาล อับเดล นัสเซอร์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจและสถาปนาสาธารณรัฐอียิปต์ ความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูกำลังพลประมาณ 4.5 แสนนาย ซึ่งจัดว่าเป็นกองทัพใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและโลกอาหรับ คือแรงผลักดันให้บรรดานายพลต้องหาหนทางให้กองทัพพึ่งพาตนเอง และเป็นจุดเริ่มของอุตสาหกรรมทหาร แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็แผ่ขยายเป็นอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมถึงสินค้าพลเรือนด้วย

                           หลังจากเสร็จศึกสงครามครั้งหลังสุดในปี 2516 ปรากฏว่า มีทหารเกษียณและทหารหลายหมื่นนายต้องการงานทำ ต้องการที่พักอาศัยและสิทธิประโยชน์อื่นๆ จึงเป็นเหตุผลที่เพิ่มเข้ามาให้ผู้บังคับบัญชาขยายธุรกิจ ไปถึงอสังหาริมทรัพย์ การเคหะ การท่องเที่ยวการศึกษาและการดูแลสุขภาพ 

                           เมืองหลายแห่งที่ขยายตัวทั่วอียิปต์และมีทหารพักอาศัยอยู่ เป็นสัญญาณการแสดงความเป็นเจ้าของของกองทัพ รวมถึงพื้นที่อย่าง นาซร์ ซิตี้ ในกรุงไคโร ซึ่งผู้ประท้วงสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ปักหลักนั่งชุมนุมนานนับเดือนมาแล้ว เพื่อเรียกร้องให้นายมอร์ซีกลับเข้าดำรงตำแหน่ง ประชาชนที่พักในละแวกนั้นมีความเกี่ยวข้องกับกองทัพ จึงไม่พอใจกับการประท้วงปิดทาง คณะรัฐมนตรีเฉพาะกาลอียิปต์ได้มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินมาตรการจำเป็นเพื่อสลายการชุมนุมเมื่อ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

                           อย่างไรก็ดี โฆษกกองทัพบกอียิปต์ กล่าวว่า ที่ดินในบางพื้นที่เป็นของเอกชน แต่อยู่ในความดูแลของกองทัพในทางเทคนิคด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง อาทิ พื้นที่รอบสนามบินนานาชาติไคโร ที่เครื่องบินททหารใช้ขึ้นลง จึงต้องอยู่ในความควบคุมทาง "เทคนิค" ของกองทัพตามไปด้วย สื่อมักรายงานผิดๆ ว่า กองทัพจ้องฮุบที่ดินเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงคือ กองทัพกำลังดูแลผลประโยชน์ของส่วนร่วมต่างหาก

                           เมื่อเดือนกันยายน 2551 เคเบิลกระทรวงต่างประเทศที่เว้บไซต์วิกิลีกส์นำออกเผยแพร่ มากาเร็ต สโคบี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐในเวลานั้น เขียนว่า กองทัพอียิปต์เป็นเสาหลักค้ำประกันเสถียรภาพของระบอบและดำเนินเครือข่ายธุรกิจที่กว้างใหญ่ เนื่องจากโดยตัวกองทัพเองก็อยู่ในสถานภาพกึ่งสถานประกอบการด้วย เอกสารอื่นๆ ที่เผยแพร่โดยวิกิลีกส์ อ้างการเปิดเผยของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการผลิตของทหาร นายไซเอ็ด เมชาล ว่า รายได้จากภาคธุรกิจของกระทรวงอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านปอนด์อียิปต์ (ประมาณ 8,290 ล้านบาท) ต่อปี และจ้างพนักงานพลเรือน 4 หมื่นคน

                           นายเยซิด ซาเยคห์ นักวิจัยศูนย์ตะวันออกกลางคาร์เนกี้ กล่าวว่า นี่จึงแสดงว่ากองทัพได้แผ่เข้ามาในธุรกิจพลเรือนหลากหลายหนทาง รับเหมางานก่อสร้าง และระบบสาธารณูปโภค บริษัทที่กองทัพเป็นเจ้าของเริ่มร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติและในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ กองทัพเข้ามามีส่วนเสมอเมื่อใดก็ตามที่รัฐและเอกชนมีโครงการใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ดังนั้นกิจกรรมการค้าการพาณิชย์ของกองทัพที่ขยายใหญ่และเติบโต จึงอาจไม่สามารถเปิดเผยหรือรับรู้ได้ทั้งหมด

                           นอกจากนี้แล้ว กองทัพอียิปต์ยังเป็นผู้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐรายใหญ่อันดับสองในภูมิภาครองจากอิสราเอล โดยมีรายงานว่า ตัวเลขความช่วยเหลืออยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี

                           หลังการขับนายมอร์ซี ร่างกฎหมายของวุฒิสภาสหรัฐเพื่อระงับการให้ความช่วยเหลืออียิปต์ด้วยเหตุว่ามีการรัฐประหาร กลับตกไป โดยมีผู้สนับสนุนแค่ 13 เสียง คัดค้านถึง 86 เสียง เหตุผลหนึ่งคือ หากตัดความช่วยเหลือ จะเป็นการซ้ำเติมสถานะทางการเงินแก่อียิปต์ ที่เศรษฐกิจเสื่อมทรุดเรื่อยมา นับจากการปฏิวัติพลังประชาชนบวกทหารหนุนหลังในตอนท้าย เพื่อโค่นประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ในปี 2554

                           ช่วง 5 ปีก่อนการล่มสลายของระบอบมูบารัก เศรษฐกิจอียิปต์โตเฉลี่ย 6.2% ตามข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่โต 2.2%

                           นายสตริงบอร์ค แสดงความเห็นว่า ทุกคนในอียิปต์ได้รับผลกระทบจากภาพลบเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจกองทัพก็น่าจะหดตัวเช่นกัน แต่นักวิชาการอย่างนายซาเยห์ เห็นต่างว่า ธุรกิจของทัพดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลยนับจากปี 2554 แต่มีกรณีตัวอย่างหลายกรณีที่ว่า กองทัพกับรัฐบาลมอร์ซีขัดแย้งกันเรื่องโครงการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่กองทัพยืนกรานว่า จะต้องมีบทบาทหรือมีอำนาจยับยั้ง ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนว่า กองทัพรู้สึกว่ากำลังถูกท้าทายจากความเป็นประธานาธิบดีของมอร์ซี และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัย ที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า กองทัพต้องขับคนผู้นี้ออกจากอำนาจ

                           มีรายงานว่า การเก็บข้อมูลสถานะการเงินของกองทัพจากหูตาพลเรือน มีความสำคัญสูงสุดสำหรับบรรดานายพล

                           เมื่อธันวาคม 2554 กองทัพอียิปต์ถูกโจมตีหนักว่า ทำลายกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ด้วยการพยายามผลักดันให้รัฐบาลเฉพาะกาลเวลานั้น ผ่านร่างประกาศที่มีเนื้อหาไม่ให้พลเรือนตรวจสอบงบประมาณกองทัพ

                           นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องกองทัพอียิปต์อย่างสตริงบอร์ก กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีสถาบันใดอยู่เหนือการตรวจสอบ ก็อยากจะพูดได้ว่าเป็นประชาธิปไตย มีความสำคัญมากสำหรับอียิปต์ ที่กองทัพและอาณาจักรธุรกิจจะต้องอยู่ใต้การควบคุมของพลเรือน แต่คิดว่าคงจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เนื่องจากไม่มีองค์กรเคลื่อนไหวพลเรือนกลุ่มใด ในห้วงเวลานี้ที่มีขีดความสามารถพอที่จะผลักดันได้

                           โฆษกกองทัพอียิปต์ ยืนยันว่า บริษัทจำนวนหนึ่ง อาทิ องค์การอุตสาหกรรมอาหรับ จริงๆ แล้วเป็นของรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับกองทัพในทางเทคนิคเท่านั้น แต่คนคิดว่าเป็นของกองทัพ และโครงการธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม บริการ อุตสาหกรรมและอื่นๆ ล้วนมีภาระที่จะต้องเสียภาษีและตรวจสอบโดยองค์การตรวจสอบบัญชีกลาง เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ในอียิปต์ 

                           โฆษกย้ำว่า จำเป็นจะต้องแยกแยะระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการผลิตของทัพ เนื่องจากสองกระทรวงมีหน้าที่และลักษณะงานแตกต่างกัน แต่รัฐมนตรีคนเดียวกัน ส่วนการปิดลับเกี่ยวกับทรัพย์สินและงบประมาณของกองทัพนั้น โฆษกกล่าวว่า เงินเดือนทหาร รายจ่ายด้านอาวุธส่วนมาก และงบประมาณบริษัทต่างๆ สาธารณชนเข้าถึงได้ แต่เป็นธรรมดาที่เรื่องบางเรื่องไม่สามารถเปิดเผย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

                           แต่สำหรับชาวอียิปต์ทั่วไปอย่าง นาเดีย ชาฮีน เภสัชกรวัย 64 ปี คิดว่าจำเป็นที่กองทัพจะต้องเปิดเผยสถานะการเงิน

 

                           "อะไรที่เคยเป็นบรรทัดฐานมานานหลายสิบปี เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับแล้ว พวกเขาต้องการความชัดเจน โปร่งใส และไม่ยอมรับกฎชุดเดียวกับที่คนรุ่นก่อนได้กะเกณฑ์ไว้"

 

 

-----------------------

(เปิดโลกวันอาทิตย์ : อาณาจักรธุรกิจกองทัพอียิปต์ : ที่มาข้อมูล ... อัลจาซีราห์)