ข่าว

'ประยุทธ์'ยันทหารไม่ยุ่ง'นิรโทษ'

'ประยุทธ์'ยันทหารไม่ยุ่ง'นิรโทษ'

09 ส.ค. 2556

'ประยุทธ์'ยันทหารไม่ยุ่ง'พรบ.นิรโทษ' ลั่น'ทบ.'ไม่ใช่จำเลยยิง 6 ศพ รับเจ็บปวดถูกมองทหารยิงปชช. เชื่อเดินหน้าคุยโจรใต้ต่อ

                 เมื่อเวลา 07.30 น.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเสนอ พรบ.นิรโทษกรรมว่า เป็นกระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งในตอนนี้ผ่านวาระที่ 1 แล้ว เหลือวาระ 2 และ 3 ตนไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหรือไม่ ซึ่งเท่าที่อ่านดูจากสื่อเห็นว่า อาจจะมีการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญกันอีก ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ส่วนกองทัพเราเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งจะต้องยืนหยัดดูแลบ้านเมือง วันนี้มีข้อขัดแย้งมากมายหลายประการ เราต้องปล่อยให้กระบวนการทุกกระบวนการเดินหน้าไปให้ได้ นั่นคือ สิ่งที่เราควรกระทำ ไม่ใช่ว่า เดินได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ แล้วไปหยุด แล้วมาเริ่มต้นใหม่อย่างนี้ก็ต้องมาเริ่มผิดใหม่กันอีก อยากให้สิ่งเหล่านี้เดินไปก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้มีกระบวนการอยู่แล้ว ทุกอย่างยังอยู่ครบ องค์กรของรัฐ ศาลทุกศาลยังอยู่ครบ กฏหมายทุกตัวยังใช้อยู่ก็ให้เดินหน้ากันต่อไป

                "ประชาชนในประเทศไทยมี 60 กว่าล้านคน ก็แสดงความคิดเห็นกันออกไป นี่แหละคือ สิ่งที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เราต้องรู้หน้าที่รู้ว่าอะไร คือ นิติรัฐ นิติศาสตร์ นิติธรรม อะไรคือความถูกต้อง ต้องสอนกัน อยากให้คนไทยเรียนรู้ว่า เราจะอยู่กันอย่างไรในวันนี้ ปัญหาที่มาทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นปัญหาที่สอนให้คนไทยเข้มแข็งขึ้น ให้สังคมไทย และองค์กรทุกองค์กรในประเทศชาติ เข้มแข็งขึ้น ผมไม่ได้ย้อนกลับไปปัญหาเก่า ผมพูดถึงว่า ปัญหาต่อไปข้างหน้า คือ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะมาอีกมากมายในการเป็นประชาคมอาเซียน ทุกประชาคมจะต้องแข่งขันกันเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อันตรายที่จะเกิดกับประเทศไทย ถ้าเรารบกันเองอยู่แบบนี้ ผมว่า เราไม่เข้มแข็งพอจะเข้าไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และจะเป็นประเทศที่อ่อนแอที่สุดในประชาคมอาเซียน เพราะปัญหาภายในประเทศที่แก้ไม่ได้ และปัญหาภายนอกที่จะตามเข้ามาอีก ซึ่งจะซ้ำเติมให้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า จะทำอะไรก็ทำกัน โดยใช้กระบวนการที่ถูกต้อง ชอบธรรมตามกฎหมายประชาธิปไตย แก้ปัญหาให้ได้โดยเร็วก่อนปี 2558 ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ถอยหลัง ผมเป็นห่วงเท่านี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                เมื่อถามว่า นายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคประชาธิปัตย์ ถามถึงผบ.เหล่าทัพว่ามีจุดยืนอย่างไร ที่จะมีการนิรโทษกรรมผู้ที่ทำความผิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเคยตอบไปแล้วว่า อะไรก็ตาม ถ้าได้มีการเดินตามกระบวนการทางกฎหมาย และถูกต้อง ตนไม่สามารถไปขัดขวางได้ แต่ถ้าอะไรไม่ถูกต้องและชอบธรรม สิ่งนั้นก็ผ่านไปไม่ได้ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย นี่คือกระบวนการประชาธิปไตย ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมไทยในขณะนี้ กฎกระทรวงกลาโหมเขียนไว้ชัดเจนว่า ทหารจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองดำเนินการ ไม่พูดจาขัดขวางต่อต้านกับรัฐบาล ไปดูกฎกระทรวงกลาโหมที่เขียนมา ตนพยายามยืนหยัดอยู่ตรงนั้น

                เมื่อถามย้ำว่า แต่กองทัพมีหน้าที่ปกป้องสถาบันจะยอมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะให้ตนปกป้องด้วยอะไร ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์หรือ ตนทำอะไรมากมายพอสมควร ซึ่งตนพูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม ในเรื่องนี้แล้ว แต่ไม่จำเป็นที่จะมาพูดออกสื่อ เพื่อประชาสัมพันธ์ เพราะไม่ใช่เรื่อง เราทำหน้าที่ตามกฎหมายเขาว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ใครละเมิดมาตรา 112 ถ้าเกินกว่าเหตุ หรือพูดจาพบปะพูดคุยแล้วไม่รู้เรื่องจะต้องส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนของตำรวจและกระทรวงไอซีทีดำเนินกันไป ไม่ใช่ทหารตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคน ทหารไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมาย คดีอาญา คดีแพ่ง ทหารไม่มีอำนาจตรงนี้ ถ้ามีได้ก็ตามกฎอัยการศึกเท่านั้น หรือตามประกาศ พรบ.มั่นคง, พรก.ฉุกเฉิน เท่านั้นที่ทหารสามารถออกมาทำงานนอกหน่วยได้ ตนยังรักชาติบ้านเมือง รักสถาบัน และประชาชนเหมือนเดิม แต่ตนจะต้องดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และเป็นไปตามกฏหมาย เป็นสิ่งที่ตนยืนยันอยู่เสมอ อย่ามาทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีกองทัพบก คนที่พูดจาใส่ร้ายให้เกิดความเสียหาย ขอให้ระมัดระวังตัวเองเพราะกฏหมายมีอยู่

 

               
ลั่น"ทบ."ไม่ใช่จำเลยยิง 6 ศพ รับเจ็บปวดถูกมองทหารยิงปชช.

 

                พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลอาญาอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 6 ศพว่า ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามระหว่างเหตุการณ์กระชับพื้นที่ชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ว่า ขั้นตอนนี้เรียกว่าขั้นตอนการไต่สวน ในกรณีที่มีผู้ไปร้องเรียนว่า มีการบาดเจ็บ สูญเสีย หรือเสียชีวิต จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องมีการไต่สวน ซึ่งผู้ที่ไปร้องนั้น ศาลจะเรียกไปชี้แจง ซึ่งพยานส่วนใหญ่ที่ไปชี้แจงเป็นพยานฝ่ายผู้เสียหาย ส่วนพยานที่ถูกกล่าวหา คือ กองทัพบกแทบยังไม่ได้เข้าไปชี้แจง  เพราะยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตรงนั้น

                "วันนี้ที่ศาลท่านได้สรุปมา ผมไม่อยากเข้าไปก้าวล่วง เพราะเป็นการตัดสินโดยศาลอาญาในการไต่สวน หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือ การเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อสู้ในการหาพยานหลักฐานมาต่อสู้กันอีก 3 ศาล จบเมื่อไรยังไม่รู้ และผมยืนยันอยู่เสมอว่า กองทัพบกได้รับคำสั่งหรือสั่งการลงไปไม่เคยสั่งให้ไปทำร้ายใครทั้งสิ้น และยังไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาสักคนที่ยืนยันว่า เขายิงคนเสียชีวิต ทุกอย่างเป็นไปตามระบบการทำงานทั้งสิ้น และทำงานด้วยความตั้งใจที่จะทำให้สถานการณ์ลดระดับลงไปสู่เหตุการณ์ปกติ ขอให้มองเรื่องนี้ให้เป็นกระบวนการยุติธรรมดีกว่า ผมไม่อยากไปตอบโต้ในสื่อต่างๆ ให้วุ่นวาย ผมเป็นฝ่ายที่เคารพกฎหมาย บางครั้งผมต้องยอมเจ็บปวดเองคือ การที่กองทัพบกถูกกล่าวหาและผู้ใต้บังคับบัญชาจะมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ดูแลเขา"ผบ.ทบ.กล่าว

               ผบ.ทบ.กล่าวต่อว่า อยากเรียนว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อปี 2553 จนถึงวันนี้ทุกคนที่ปฎิบัติหน้าที่ ทุกคนที่ถูกเรียกไปสอบปากคำ ทุกคนที่บาดเจ็บ และสูญเสีย ทางกองทัพบกดูแลทั้งสิ้น เพียงแต่เราไม่ได้เสนอเป็นข่าวเท่านั้น เรามีคณะกรรมการ ฝ่ายกฎหมายดูแลเรื่องนี้อยู่ เราเอาสำนวนต่างๆ มาดู และตรวจสอบทั้งหมด การจะไปให้การอะไรต่างๆ ต้องให้การในข้อเท็จจริง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการ หากมีการกล่าวหาต้องว่ากันไปตามตัวบทกฎหมาย ถ้าเราไม่รู้จักว่า อะไรคืออะไร มันจะไปไม่ได้ และไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง สิ่งนั้นยังไม่จบเดี๋ยวก็เกิดขึ้นมาใหม่ เงื่อนไขตรงนี้ก็มีอีก แล้วจะอยู่กันอย่างไร ผมไม่รู้จะตอบกันอย่างไร แล้วอย่ามองว่า กองทัพบกเป็นจำเลย กองทัพบกไม่ใช่จำเลย

 

               
เชื่อเดินหน้าคุยโจรใต้ต่อ ยังไม่ยันคลิป"บีอาร์เอ็น"ล้มเจรจาจริงหรือปลอม

 

                พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ที่มีการเผยแพร่คลิปขบวนการบีอาร์เอ็นขอยุติการเจรจาสันติภาพกับคณะตัวแทนจากรัฐไทยว่า เท่าที่ตรวจสอบยังไม่มี เป็นเพียงการพูดออกมาในคลิป ซึ่งตนได้ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4สน.) ตรวจสอบกับหน่วยราชการอื่นแล้วยังไม่ได้ยืนยันในจุดนี้ คงต้องรอเวลาสักเล็กน้อยว่า ข้อสรุปคืออะไร เท่าที่ทราบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะรมว.กลาโหม ได้เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.จชต.) ในสัปดาห์หน้าเพื่อหาหนทางในการปฏิบัติที่ดีที่สุด

                "ซึ่งผมไม่อยากให้พวกเราตื่นเต้น เพราะเขาจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่า เขาพูดอะไรมาก็ตื่นเต้นตามเขา เราเป็นรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่ เราเป็นประเทศ ไม่ว่า ใครจะพูดอะไรก็ตาม เราต้องหนักแน่น และยืนหยัดในหลักการของเราว่า ยืนหยัดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย และการปฎิบัตงานราชการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยึดแนวยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในวันนี้เรามี 6 กลุ่มงานเข้ามาปฏิบัติ เราก็ยืนหยัดในตรงนี้    คิดว่า การพูดคุยคงจะมีต่อไป แต่จะมีอย่างไร และเอาประเด็นไหนมาพูดคุยก็ต้องมาตั้งหลักกันตรงนั้น ในวันนี้ได้มีการหารือกันหลายระดับทั้งด้านการบูรณาการ การประสานงานการปฏิบัติที่ได้พูดคุยกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปบ้างแล้ว ที่ผ่านมา ทางพล.อ.ขวัญชัย กล้าหาญ เลขานุการ รมว.กลาโหม ได้มารับฟังบรรยายสรุป สถานการณ์ต่างๆ แม้ท่านจะเพิ่งเข้ามารับหน้าที่ แต่ท่านรู้ดีพอสมควร เพราะในตอนนั้นท่านก็เป็นแม่ทัพ 4 อยู่ ท่านก็รับว่างานที่กองทัพบก และกอ.รมน. ทำอยู่นั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหา แล้วจะนำเสนอนายกฯในฐานะรมว.กลาโหมให้ประสานสอดคล้องกันทั้งในส่วนรัฐบาลและในส่วนของความมั่นคง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                เมื่อถามว่า หากเปลี่ยนตัวผู้เจรจาจาก นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นบุคคลอื่นจะส่งผลกระทบต่อการพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากเปลี่ยนตัวก็เป็นคนอื่น แต่ถ้าเขาหยุดการพูดคุยก็ไม่มีการพูดคุย คำตอบมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาเลิกคุย เราก็หาคนอื่นมาพูดคุย ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่อยากให้เอาอะไรต่างๆมาพันกัน เขาจะทำอะไรก็ให้เขาทำกันไป เรามาตั้งหลักพูดคุยกัน เพราะการพูดคุยมี 2 ฝ่าย เขาก็มีหลักของเขา และเขาจะไปพูดที่ไหนก็พูดได้ ในวันนี้เขามีช่องทางที่จะพูดเขาก็พูด เราเป็นรัฐพูดอะไรต้องระมัดระวัง เพราะมีผลกระทบทั้งสิ้น ขอว่าอย่าไปเพิ่มน้ำหนัก และศักดิ์ศรีให้มันเท่ากัน เราเป็นรัฐ อีกพวกเป็นคนส่วนหนึ่งที่เห็นต่าง เราต้องทำความเข้าใจ บางอย่างที่พูดคุยกันได้ก็พูดคุยกันไป บางอย่างพูดคุยไม่ได้ก็เป็นกฎหมายที่ต้องไปหาทางแก้ปัญหากันให้ได้ ต้องแยกแยะให้ออกว่า อะไร คือ กฎหมาย อะไร คือ การพูดคุยและอะไรคือรัฐ อะไรไม่ใช่รัฐ อย่านำมาปนกัน