
ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของหลายกลุ่มก้อนฝักฝ่ายทางการเมืองเวลานี้ที่ประกาศชัดเจนในการสร้างความกดดันเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกรูปแบบนั้น รับรู้ได้ว่าเน้นหนักให้มีการดำเนินการด้วยหลากหลายวิธีเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "สถานการณ์สุกงอม" นำไปสู่กรณีคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในอดีตเห็นได้จากสื่อขาประจำที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพยายามให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การเดินเกมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทางกลุ่มตรงข้ามรัฐบาลต้องการให้ใช้มวลชนเป็นเสมือนเครื่องมือต่อรองทางการเมือง
นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการเมืองในฟากฝั่งที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง สามารถเลือกใช้ทุกวิถีทางใดก็ตามที่เชื่อว่าจะเป็นเหตุสำคัญนำไปสู่เป้าหมายที่ตนเองต้องการ ตั้งแต่ชี้แนะให้พรรคฝ่ายค้านนำมวลชนแหวกวงล้อมของเจ้าหน้าที่ หรือการปักหลักพักค้างเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยขอรอดูเชิงเพื่อนำกำลังผู้คนที่จะมาสมทบภายหลัง
ต้องบอกว่า "วิธีการคิดเช่นนี้" คงได้ใจฝ่ายสนับสนุนได้มากอยู่ แต่หากวินิจฉัยด้วยใจเป็นกลางไม่เลือกฝักฝ่ายจะพบว่าเป็นวิธีการเอาชนะทางการเมืองด้วยการใช้มวลชนเป็นตัวประกันอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งประชาชนหรือผู้สนับสนุนจะต้องถามตัวเองว่า การเสี่ยงภัยที่ท่านทั้งหลายต้องเผชิญเวลาต้องปะทะอยู่ในแถวหน้า และมีปรากฏการณ์ "วีรบุรุษหลังการสู้รบ" ในหลายๆ ครั้งในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง นั้นเป็นธรรมต่อตัวท่านและครอบครัวมากเท่าใด
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนตัวตนและอุดมการณ์ทางการเมืองของคนหลายๆ คนให้ได้เห็นกันแบบเปล่าเปลือยกระทั่งไม่จำเป็นต้องอธิบายความ หรือต้องการคำแก้ตัวใดๆ จากคนเหล่านั้น นับว่าโชคดีที่เหตุการณ์ไม่บานปลาย นำไปสู่อุบัติเหตุทางการเมืองอย่างที่บางฝ่ายต้องการ มีเรื่องน่าต่นเต้นอยู่ในช่วง "ผู้กองปูเค็ม" นำผู้สนับสนุนผลักดันแนวรับของตำรวจกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด
ทั้งนี้ ทางการข่าวของหลายฝ่าย เห็นตรงกันว่า ความพยายามของ "คณะบุคคล" ที่มีการก่อตั้งขึ้นนั้น คงไม่ลดละความพยายาม ในการมุ่งหน้าบรรลุเป้าหมายของพวกเขา รอจังหวะเวลาให้ฝ่ายที่เป็นเป้าหมายเพลี่ยงพล้ำหรือสะดุดขาตนเองในที่สุด
..............
(หมายเหตุ : ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)



