ข่าว

เข้าใจการเมืองแห่งความขัดแย้ง

เข้าใจการเมืองแห่งความขัดแย้ง

09 ส.ค. 2556

เข้าใจการเมืองแห่งความขัดแย้ง : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

         หลังปรากฏการณ์ "อาหรับสปริง" มีการคาดหมายกันว่า สถานการณ์ทางการเมืองในโลกอาหรับจะเป็นไปในทางบวกมากกว่าทางลบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงวันนี้กลับเป็นเรื่องตรงข้าม อียิปต์แม้จะเป็นประเทศแรกๆ ที่ประชาชนสามารถล้มผู้นำเผด็จการลงได้ แต่กลับกำลังเผชิญกับภาวะ "ทางตันทางการเมือง" หลังทหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างขาวสะอาด

         ส่วนตูนิเซียประเทศต้นแบบของอาหรับสปริงก็กลายเป็นประเทศที่ถนนไม่เคยว่างเว้นจากการชุมนุมของประชาชนทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลใหม่ หลายฝ่ายกลัวว่าสถานการณ์ในตูนิเซียจะลงเอยเหมือนอียิปต์ ขณะที่ลิเบียและเยเมนแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านไปแล้ว แต่ก็กลายเป็นประเทศที่เกิดสงครามย่อยภายหลังสงครามใหญ่ และไม่รู้ว่าจะเกิดความสงบสุขขึ้นเมื่อใด ซีเรียเองวันนี้ก็กลายเป็นดินแดนที่ต้องเผชิญกับภาวะ "สงครามกลางเมืองซ้อนสงครามกลางเมือง"

         สภาพที่เป็นไปเช่นนี้ทำให้ต้องทำความเข้าใจการเมืองแห่งความขัดแย้งในโลกอาหรับกันใหม่ แม้ว่าจะมีแนวทางการอธิบายเรื่องนี้หลากหลาย แต่บทความนี้ผมขอยกการอธิบายของ Monte Palmer ในงานของเขาเรื่อง “The Politics of the Middle East” (2007)

         เขาอธิบายว่า การที่เราจะทำความเข้าใจการเมืองของแต่ละประเทศในโลกอาหรับ เราคงต้องพิจารณาปัจจัยทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม 3 ประการด้วยกันคือ 1.ความเป็นชนเผ่า (Tribalism) 2.ศาสนาอิสลาม (Islam) 3.และลัทธิอาณานิคม (Colonialism) ซึ่งแต่ละปัจจัยที่ว่ามานี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในความคิดจิตใจของชาวอาหรับมาช้านาน อันทำให้การเมืองในภูมิภาคนี้มีความพิเศษเฉพาะที่ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ

         ระบบชนเผ่าถือเป็นแบบแผนดั้งเดิมของการจัดระเบียบสังคมในโลกอาหรับ การรวมตัวของแต่ละชนเผ่าเกิดจากการมีสายเลือดบรรพบุรุษเดียวกัน ก่อเกิดเป็นกลุ่มชนเผ่าต่างๆ มากมาย แต่ละกลุ่มก็มักอยู่แต่ในโลกของตนเองและมองกลุ่มอื่นเป็นศัตรูคู่แข่งอยู่เสมอ ลักษณะเช่นนี้ทำให้สังคมชนเผ่าในภาพรวมเกิดความขัดแย้งแตกแยกกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางความเป็นไปดังกล่าว ศาสนาอิสลามที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7 ได้นำสารแห่งความเป็นเอกภาพและความศรัทธามาสู่โลกของชนเผ่า โดยพยายามจัดระเบียบใหม่ให้สังคมทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบคิดเรื่อง "ประชาชาติอิสลาม" (Islamic Ummah) และความเป็นภราดรภาพระหว่างมุสลิมด้วยกัน (ตามแนวทางที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอาน) โดยปัจจุบันอิสลามกลายเป็นศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนับถือ แม้กระนั้น ระบบชนเผ่าและสายตระกูลก็ยังดำรงสถานะสำคัญของการจัดระเบียบทางสังคมอยู่เหมือนเดิม

         ต่อมาในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 โลกอาหรับก็ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมตะวันตก อันเป็นจุดเริ่มต้นที่วิถีตะวันออกถูกท้าทายด้วยวิสัยทัศน์แห่งความเป็น "โลกวิสัยนิยม" ที่ตะวันตกนำมาเผยแพร่ พร้อมทั้งเสนอแนะให้จัดระเบียบสังคมตามแนวคิดรัฐ-ชาติ (Nation-states) ซึ่งตะวันตกเชื่อว่าดีกว่าที่จะไปยึดติดกับการรวมกลุ่มประชาคมตามแนวทางศาสนาและชนเผ่าแบบที่เคยเป็นมา ตะวันตกมองตนเองเป็นตัวแทนความสมัยใหม่ ขณะที่ตำหนิค่านิยมทางศาสนาและชนเผ่าว่าเป็นตัวแทนของความโบราณคร่ำครึ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมองว่าหากโลกอาหรับต้องการความรุ่งโรจน์เหมือนอย่างที่ตะวันตกประสบความสำเร็จ ชาวอาหรับก็จำต้องเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ให้เหมือนกับตะวันตก

         ค่านิยมสมัยใหม่ที่ถูกสอดไส่เข้าไปโดยจักรวรรดินิยมตะวันตกและความพยายามที่จะครอบงำโลกอาหรับในภายหลัง ได้ทิ้งบาดแผลที่มิอาจลบเลือนได้ โดยเฉพาะกรณีความพยายามของผู้นำโลกอาหรับคนต่างๆ ที่ต้องการให้ประเทศตนเป็นชาติอุตสาหกรรมและเป็นมหาอำนาจทางการทหาร แต่ท้ายที่สุดโลกอาหรับก็ไม่ได้มีความสมัยใหม่อย่างที่ตะวันตกนิยามไว้

         ในทางกลับกัน ความเป็นสมัยใหม่ในแบบอาหรับกลับดำรงอยู่อย่างแย้งย้อนกับค่านิยมอิสลามและระบบชนเผ่าที่มีมาแต่เดิม แทนที่จะผสมกลมกลืนให้เกิดความสมดุล ด้วยเหตุนี้ ภาพของแต่ละประเทศในโลกอาหรับวันนี้จึงเป็นการแข่งขันขับเคี่ยวระหว่างพลังของ 3 ปัจจัยดังกล่าว ผลที่ตามมาคือ ความสุดโต่งทางศาสนา ความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในกลุ่มสังคม และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้