ข่าว

สภาปิดปาก!มติ300ต่อ124นิรโทษผ่าน

สภาปิดปาก!มติ300ต่อ124นิรโทษผ่าน

08 ส.ค. 2556

มติสภา 300 ต่อ 124 ผ่าน พรบ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ วาระแรก พร้อมตั้ง 35 กมธ.แปรญัติ หลังเสียงส่วนใหญ่ให้ปิดอภิปราย

               8 ส.ค.56 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 300 เสียง เห็นชอบให้มีการปิดอภิปราย ร่างพรบ.นิรโทษกรรมฯ จากนั้นนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งให้มีการลงคะแนนว่าจะรับหลักการในร่าง พรบ.นิรโทษกรรมดังกล่าวทันที ทั้งนี้ ผลปรากฏว่าสภาฯ มีมติรับหลักการ ด้วยเสียง 299 เสียง ต่อ 121 เสียง งดออกเสียง 14 เสียงไม่ออกเสียง 3 เสียง ก่อนจะตั้งกรรมาธิการฯ นายเชน เทือกสุบรรณ พรรคเพื่อไทย ท้วงติงถึงประเด็นที่ผู้นำเสนอร่างกฎหมายอภิปรายปิด แต่นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ไม่ติดใจ จึงไม่ขออภิปรายปิด

               ทั้งนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่า บัตรมีปัญหาทำให้นายเจริญ สั่งให้มีการลงคะแนนใหม่ ผลปรากฏว่า มีเสียงรับหลักการ 300 เสียง ไม่รับหลักการ 124 เสียง ไม่ลงคะแนน 14 เสียง และไม่ออกเสียง 3 เสียง จากนั้นที่ประชุมมีมติตั้งกรรมาธิการฯ จำนวน 35 คน โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ อยู่ในโควต้าของคณะรัฐมนตรี และมีบุคคลภายนอก คือ นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้ประสานงานกลุ่มไทยสปริง อยู่ในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ที่ประชุมกำหนดให้มีการแปรญัตติภายใน 7 วัน

 

"บุญจง" จี้ "นายกฯ"ถอนนิรโทษฯ เสนอทำประชามติ ซัดม.3 ยังคลุมเครือ

 

                ทั้งนี้เมื่อ เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการ แสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.... ฉบับนายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นการพิจารณาในวันที่สองต่อจากเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งใช้เวลาพิจารณาไปกว่า 9 ชั่วโมงครึ่ง

                โดย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับร่าง พรบ.นิรโทษกรรม เพราะเป็นการทำลายอธิปไตย กฎหมายของประเทศ จะทำให้สังคมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญญา เชื่อว่าผู้เสนอกฎหมายและพวกพ้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกฎหมายนี้ 100% และตนเห็นว่าคนที่กระทำความผิดต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขอเสนอทางออกให้ประเทศให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถอนกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากสภา และให้ทุกคนเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และควรทำประชามติถามประชาชนว่าต้องการกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ รัฐบาลอย่าสร้างปัญหาเพิ่ม โดยชื่อบอกว่าเป็นการปรองดอง แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ บรรยากาศในการพิจารณาก็ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ปิดทางเข้าออกสภาฯ ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าฟังการอภิปราย แม้กฎหมายมีเพียง 7 มาตรา แต่ก็เป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งของคนในชาติ มีการชุมนุมประท้วงต่อต้าน

                ทั้ง นี้ ในมาตรา 3 เป็นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ ยังมีความคลุมเครือของกลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์ ซึ่งช่วงเวลาที่ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมจะให้ความคุ้มครองกำหนดชัดเจนว่าอยู่ในช่วง 19 กันยายน 2549-10 พฤษภาคม 2554 ได้แก่เหตุการณ์ต่อต้านรัฐประหารของนปช. กลุ่มพันธมิตรฯต่อต้านรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ และการชุมนุมของนปช.ต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ แต่เหตุการณ์กลุ่มพธม.บุกยึดสนามบิน และการชุมนุมขององค์การพิทักษ์(อพส.) ไม่ได้รับประโยชน์เพราะไม่อยู่ในช่วงเวลา อย่างไรก็ตามในมาตรา 3 วรรคท้าย ที่การนิรโทษกรรมจะไม่รวมถึงการนิรโทษกรรมแกนก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม ระหว่างผู้เสนอและผู้ที่มีความเห็นต่าง ซึ่งผู้ที่เห็นต่างแย้งว่าไม่มีใครยอมรับว่าเป็นแกนนำซักคน อีกทั้งคนที่เกี่ยวข้องอีกมากปฏิเสธที่จะรับผลประโยชน์จากฎหมายฉบับนี้ พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

                ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ถือว่าเป็นสัญญาณส่งไปยังสังคมไทยและสังคมโลกว่า เรากำลังหาทางออกให้ประเทศ เพราะเราคงจะไม่สร้างมรดกที่เสียหายไว้ให้ลูกหลาน ถ้าเรื่องนี้ถ้าทุกคนมีใจที่เป็นกลางอยากเห็นบ้านเมืองสามัคคี เราก็ต้องมาหาทางออกร่วมกัน ร่างฉบับนี้มีความสำคัญที่หลักการสำคัญคือ การนิรโทษกรรมให้ผู้แสดงออกทางการเมืองของประชาชน เพื่อให้อภัยพี่น้องประชาชาที่เข้ามามีส่วนร่วมการชุมนุมทางการเมือง ส่วนหลายคนบอกว่าจะเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในเรื่องคดีหมิ่นสถาบันนั้น ขอเรียนว่า ถ้าอ่านดูดีๆก็ไม่มีส่วนไหนที่จะช่วยคนเหล่านั้น หากอ่านโดยละเอียดสิ่งที่กังวลจะไม่เกิดขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าหากมีการพิจารณาในชั้นกรรมมาธิการแล้วจะมีการเขียนเพิ่ม ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน

                ทั้งนี้ ยืนยันว่าการออก พรบ.นิรโทษกรรมฉบับนี้เราต้องการที่จะช่วยประชาชนอย่างแท้จริง และข้อกังวลที่ว่าการออกพรบ.ฉบับ นี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพราะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองบาง ช่วงเวลานั้น ตนก็ขอให้ไปแปรญัติในชั้นกรรรมมาธิการในประเด็นเรื่องช่วงเวลา วันนี้มันถึงเวลาที่จะต้องถอยคนละก้าวหันมาช่วยกันทำให้ประเทศเดินหน้าดัง นั้นตนจึงขอสนับสนุนร่าง พรบ.ฉบับนี้

 

 

"สภา"พักประชุม2รอบติดหลัง สส.สรุปไม่ลงเรื่องเวลาปิดอภิปราย

 

                เมื่อเวลา 13.45 น. ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฯ เป็นวันที่ 2 ซึ่งเป็นลำดับการอภิปรายของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น ได้มีเหตุประท้วงโดยนายวัชระ เพชรทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะนายณัฐวุฒิได้อภิปรายความเท็จต่อกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า มีการซ่องสุมและพบยาเสพติด ทำให้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯ คนที่ 1 วินิจฉัยว่า ในเนื้อหาของการอภิปรายที่พาดพิงถึงกลุ่มภายนอก ตนไม่สามารถทราบว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ทั้งนี้ขอให้ สส.ทั้ง 2 ฝ่ายอดทน

                จากนั้นนายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่า นายณัฐวุฒิไม่ได้ติดบัตรประจำตัวเข้าห้องประชุมซึ่งถือเป็นการทำผิดระเบียบของรัฐสภา และไม่สามารถอภิปรายได้ และขอให้นายเจริญวินิจฉัย แต่นายเจริญกลับให้นายณัฐวุฒิอภิปรายต่อ จึงเป็นสาเหตุให้นายบุญยอดใช้เอกสิทธิ์ สส.เสนอนับองค์ประชุม ทำให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลโห่ด้วยความไม่พอใจ

                ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการนับองค์ประชุม พบว่า มีจำนวน 261 คน ต่อจากนั้นนายพายัพ ปั้นเกตุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติให้ปิดการอภิปราย ทำให้เกิดความไม่พอใจจาก สส.พรรคประชาธิปัตย์และได้แสดงเสียงโห่ ต่อจากนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฏรธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโดยให้เหตุผลเดียวกันว่า ขอเปิดอภิปรายต่อ เพื่อให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ รวมถึงไม่เป็นการปิดหูปิดตาประชาชน อีกทั้ง สส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายไปเพียง 4 คนจากทั้งหมด 60 คน ดังนั้น ขอเวลาให้ใช้สิทธิ์อภิปราย ทั้งนี้ นายสุเทพได้เสนอญัตติให้เปิดอภิปรายสู้

                อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ใช้เวลาถกเถียงเรื่องการถอนญัตติเปิดและปิดอภิปรายนานกว่า 30 นาที แม้นายสุเทพจะเดินไปปรึกษานายสุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา แล้วก็ตาม ในที่สุดนายเจริญสั่งพักการประชุมเพื่อให้วิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลหารือ

                จากนั้นในเวลา 15.00 น. หลังพักการประชุมประมาณ 20 นาที นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ฐานะวิปรัฐบาล รายงานผลหารือกับวิปรัฐฝ่ายค้านว่า สส.ฝ่ายค้านยืนยันให้มีการเปิดอภิปรายต่อและขอใช้เวลาอภิปรายไปจนถึง 20.00 น. ส่วนฝ่ายรัฐบาลยินดีให้มีการเปิดอภิปรายต่อแต่จะขอปิดอภิปรายในเวลา 18.00 น. ทั้งนี้ เรื่องเวลาปิดอภิปรายไม่สามารถตกลงกันได้ สรุปวิปรัฐบาลขอยืนยันให้ลงมติในญัตติขอปิดการอภิปราย

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นที่ประชุมยังคงถกเถียงเรื่องเวลาอภิปรายและการใช้สิทธิพาดพิงของนายอภิสิทธิ์ต่ออีก 20 นาที ก่อนที่นายเจริญจะสั่งพักการประชุมเป็นรอบที่ 2 เพื่อขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

               
"ณัฐวุฒิ"ยันนิรโทษกรรมทุกสีเสื้อ


               นายณัฐวุฒิ อภิปรายว่า ร่างพรบ.ฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ก่อตัวยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 49 ซึ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในประเทศนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะมีการออกกฎหมายลักษณะนี้มาแล้ว 24 ฉบับ โดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสามารถทำได้ทั้งก่อนและหลังมีการพิพากษา วันนี้สิ่งที่เราพูดกันว่าการตรากฎหมายทุกฉบับสิ่งที่ต้องยึดคือ หลักนิติธรรม กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งมีการใช้วิธีนี้ทั่วโลก เมื่อเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้น มุมมองกฎหมายฉบับนี้จะยึดเพียงนิติรัฐนิติธรรมอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องยึดถึงหลักมนุษยธรรมด้วย ส่วนข้อกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดหลักนิติรัฐนิติธรรมนั้นตนเห็นว่า เราน่าจะมองอีกเรื่องหนึ่งที่ละเมิดหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างร้ายแรงที่สุดคือ การกระทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเอาอำนาจมาอยู่ที่คน ๆ เดียว ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการละเมิดหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างชัดแจ้ง ซึ่งทุกครั้งที่มีรัฐบาลเราก็จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตาม

              นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่ตนจะต้องพูดคุยกันต่อคือ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกแล้วมีผลถึงใครและคดีใดบ้าง ตนย้ำมาตลอดว่ากฎหมายฉบับนี้นิรโทษกรรมให้คนทุกกลุ่มทุกสีเสื้อที่มีส่วนร่วมในการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 49 ถึง ปี 54 ซึ่งจะต้องมาพิจาณาถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำด้วย ซึ่งเมื่อต้องคดีความแล้วก็เป็นเรื่องที่เราต้องมาพิจารณากัน ความขัดแย้งที่มีอยู่ไม่ใช่ให้ลืมแต่เราต้องจดจำเอาไว้ให้เป็นบทเรียน ถ้าความผิดทางการเมืองที่ประชาชนมีเหตุจูงใจทางการเมืองรัฐจะต้องมาพิจารณาว่าคนเหล่านั้นต้องได้รับการพิจารณาเพื่อลดเงื่อนไขความคัดแย้งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนและแกนนำคนเสื้อแดงก็ยืนยันมาตลอดตั้งแต่ขึ้นเวทีที่ราชประสงค์ว่าจะไม่รับการนิรโทษกรรม

              นายณัฐวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ที่บอกว่าถ้ากฎหมายนิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้จะทำให้คนในสภาฯได้รับการนิรโทษกรรมตนขอให้ระวังคำพูดเพราะขณะนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา อีกทั้ง การกล่าวอ้างเช่นนี้ยังขัดกับหลักการของร่างฉบับดังกล่าว เรื่องนี้จะมีการแปรญัติอย่างไรตนเห็นด้วย เพราะได้คิดเรื่องนี้มาแต่ต้นอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นไม่มีเป้าประสงค์ในกฎหมายฉบับนี้แน่นอนซึ่งหากเมื่อเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการจะมีการแปรญัติเพื่อให้ข้อมูลชัดเจนขึ้นตนก็ยินดี แต่ต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

              จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้กล่าวถึงกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวน 85 คน พร้อมตรวจพบอาวุธและยาเสพติด และตั้งข้อหาซ่องโจร ทำให้นายวัชระ เพชรทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายณัฐวุฒิ อภิปรายไม่เป็นความจริงและพาดพิงคนนอก ขอให้ถอนคำพูด