ข่าว

ธปท.ชี้ไม่ถึงเวลาดึงทุนสำรองมาใช้

ธปท.ชี้ไม่ถึงเวลาดึงทุนสำรองมาใช้

11 มิ.ย. 2552

ธปท.ชี้ยังไม่ถึงเวลานำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ มองเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ต้องมีเงินทุนสำรองไว้รองรับ ยอมรับศึกษาว่าระยะยาวจะนำออกใช้ได้อย่างไร

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ แต่ยอมรับว่าในระยะยาวได้มีการศึกษาว่าจะนำเงินสำรองออกมาใช้ได้อย่างไรบ้าง โดยที่ผ่านมาเป็นเพียงแนวคิดของนักวิชาการเท่านั้น นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดการเงินโลกก็ไม่มีความแน่นอนจึงต้องให้ความสำคัญกับการสำรองเงินทุนระหว่างประเทศให้อยู่ในเกณฑ์สูงต่อไป

 "หน้าที่ของ ธปท. คือ ต้องดูเรื่องเงินทุนระหว่างประเทศอย่างระมัดระวัง โดยต้องดูแลให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ เหมาะสมต่อการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงระยะยาว และขณะนี้ ธปท.เห็นว่าควรให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศในเกณฑ์ที่สูงอยู่ เพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การมีเงินทุนสำรองที่สูงเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมากนัก" นายบัณฑิตกล่าว

 นายบัณฑิต กล่าวถึงแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่ 2 หรือมาสเตอร์แพลน ว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปลายปีนี้เป็นต้นไป และมีการพูดคุยหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งประเด็นของ ธปท.เกี่ยวกับมาสเตอร์แพลนนั้น ยังให้ความสำคัญกับการแข่งขัน ด้วยการเปิดรับผู้เล่นรายใหม่เพื่อเป็นการเติมเต็มในช่องว่าง และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบการเงินซึ่งก็มีต่างประเทศที่สนใจเช่นกัน ทำให้สอดคล้องกับนโยบายของมาสเตอร์แพลนที่ ธปท.ได้วางกรอบเอาไว้

 ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ในครั้งต่อไป นายบัณฑิตกล่าวว่า จะนำ 3 ปัจจัยเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย คือ 1.เรื่องภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศ 2.อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่มีการปรับตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางฟื้นตัว และ 3.แนวโน้มเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินโลกในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงไม่ปกติ ทำให้เกิดความไม่นอนสูง เพราะยังมีข่าวเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่อง