ข่าว

น้ำมันรั่ว!จุดกระแสต้านโครงการยักษ์

น้ำมันรั่ว!จุดกระแสต้านโครงการยักษ์

10 ส.ค. 2556

น้ำมันรั่ว...อ่าวพร้าว จุดกระแสต่อต้านโครงการยักษ์ : ศุภกร อรรคนันท์ / อัจฉรา วิเศษศรี ... รายงาน

 

                          ถ้อยคำผ่านสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ว่า "เราขอสัญญาว่า จะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงฟื้นฟู เยียวยา ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง" ที่เผยแพร่ผ่านสื่อตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม หรือการเดินทางไปยังอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง ในวันที่ 6 สิงหาคม ของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตามปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมัน และร่วมหารือกับชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและยืนยันความจริงใจในการดูแล ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

                          แผนโดยสรุปที่ปตท.วางไว้คือ การจัดทำมาตรการฟื้นฟู เยียวยาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปตท.จะสนับสนุนจังหวัดระยอง ในการบริหารจัดการศูนย์รับแจ้งเหตุ เพื่อเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุที่อ่าวพร้าว เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านค้าและที่พัก 2.กลุ่มประมง 3.ผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และ 4.ผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆ มาแจ้งความจำนงขอความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง หากประเมินจากแนวทางดังกล่าว ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะพลิกฟื้นที่สถานการณ์จากวิกฤติน้ำมันรั่วลงสู่ทะเล

                          ถือเป็นความพยายามของกลุ่มปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอลล์ จำกัด (มหาชน) ที่พึงจะกระทำได้ ในฐานะจำเลยของสังคม หากพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เวลา 07.00 น.  ของวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อน้ำมันดิบ 5 หมื่นลิตรรั่วออกจากท่อน้ำมันดิบ ที่เชื่อมต่อระหว่างเรือขนน้ำมันดิบกับทุ่นรับน้ำมัน เพื่อส่งต่อน้ำมันไปยังโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมีคอลล์ ลงสู่ทะเล กระทั่งคราบน้ำมันถูกพัดขึ้นสู่ชายฝั่งของอ่าวพร้าว คือ 11 วัน ของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จนสิ้นสุดลงในแง่ของการฟื้นฟูชายหาด และกำจัดคราบน้ำมัน ในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

                          หากประเมินจากตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต่อปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเล โดยคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการในวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม ในสาขาของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง, ธุรกิจประมง, ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง ด้วยเหตุที่ว่าพื้นที่ซึ่งประสบภัย มีฐานะของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ควบคู่กับแหล่งผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคประมง คาดว่าในห่วงโซ่ของผู้ประกอบการที่มีความเกี่ยวเนื่องจะมีมากกว่า 32,422 ราย ซึ่งสสว.อยู่ระหว่างประสานงานกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งด้านการเงิน การแสวงหาแหล่งวัตถุดิบหรือตลาดใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

                          แม้ว่าตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการข้างต้น ยังไม่สามารถสรุปออกมาเป็นทางการได้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ นอกจากการเสนอกรอบความช่วยเหลือให้กลุ่มอาชีพประมงพื้นบ้านที่มีความเป็นไปได้ว่า ปตท.จะชดเชยให้ผู้ประกอบอาชีพที่ขึ้นทะเบียนว่าได้รับความเดือดร้อน โดยมีตัวเลขของการเยียวยาระหว่าง 500-600 บาท/ต่อ/ราย ตลอด 30 วัน หรือ 60 วัน ของการเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ที่คาดว่าจะมีมากกว่า 600 คน ที่ขึ้นทะเบียนไว้ ในฐานะผู้เดือดร้อน

                          "ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ปตท.และหน่วยงานรัฐกำลังทำในขณะนี้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเยียวยาความเสียหายอย่างแท้จริงให้ภาคประมง เพราะในขั้นตอนการเจรจา มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความรู้สึกที่ทำให้ประมงพื้นบ้านกลายเป็นคนชั้นสองของสังคม โดยเฉพาะท่าทีของหน่วยงานรัฐ เป็นการเลือกปฏิบัติที่จะใส่ใจให้กับผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวที่บทบาทของการเป็นนักลงทุน ต่างไปจากประมงพื้นบ้านที่มาจากชาวบ้าน ความจริงใจที่จะเยียวยาความเสียหายของอาชีพประมง ไม่สามารถกำหนดเป็นระยะเวลาที่ตายตัวได้ เพราะนี่คือครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น" จัตุรัส เอี่ยมวรนิรันดร์ นายกสมาคมประมงพื้นบ้าน กล่าว

                          ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐและปตท.ควรปรับทัศนคติคือ ให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มอาชีพอย่างเท่ากัน สร้างบรรทัดฐานของการที่จะฟื้นฟูและเยียวยาผู้รับผลกระทบที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ในระยะยาวหากสัตว์น้ำที่เคยอาศัยอยู่หมดไป หรือไม่สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้ในระบบธรรมชาติ ใครจะรับผิดชอบให้ภาคประมง ที่อ้างกันว่าอ่าวพร้าวกลับมาขาวสะอาดแล้ว  ถ้าไปตรวจสอบจริงๆ จะพบว่ายังมีก้อนน้ำมันตกค้างอยู่ในทะเล ก้อนน้ำมันเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับแนวปะการังและระบบนิเวศสัตว์น้ำ สิ่งที่รับรู้ถึงผลกระทบที่ตามมาก็คือในการออกทำประมงจำนวนสัตว์น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด

                          "ผมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ให้บทเรียนกับสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความล้มเหลวต่อการควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นของปตท. ทั้งที่ ปตท.เองมีฐานะของการเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจัดหาพลังงานรายใหญ่ ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล และจากนี้ไป ปตท.จะถูกตั้งคำถามอย่างไม่สิ้นสุด ถึงโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้น และการรับมือกับปัญหาที่จะตามมา วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาคตะวันออกอาจจะไม่มีนัยมากนัก ที่จะสร้างกระแสจากมวลชน แต่ผมเชื่อว่านี่คือการเริ่มต้นของการสร้างกระบวนการที่เข้มแข็งให้ภาคประชาชนในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ให้เกิดการตื่นตัว" สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็น

                          อีกทั้งเชื่อว่าทั้งภาครัฐและเอกชน ที่กำลังจะทำโครงการลงทุนสำรวจหาน้ำมัน ปิโตรเลียม ทั้งบนบกและในทะเลที่ภาคใต้จะเผชิญการต่อต้านจากผู้ที่ห่วงใยในผลกระทบ ทั้งกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มประมง กระทั่งโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างท่าเรือชายฝั่ง เช่น ท่าเรือปากบารา ในจ.สตูล ก็จะถูกตั้งคำถามที่รุนแรงมากยิ่งถึงหลักประกันว่าจะไม่ก่อปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ท้องถิ่น การเคารพสิทธิ์ของชุมชนท้องถิ่น นี่คือประเด็นที่รัฐหรือผู้ลงทุนจะต้องมีคำตอบ และเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างการยอมรับได้ เพราะมีตัวอย่างแล้วจากกรณีหาดพร้าว

                          "การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดจากเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทย ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ปตท. จึงควรออกมารับผิดชอบกับหายนะที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยว ขณะนี้มีเอกชน 39 ราย ที่กำลังเสาะหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้น่าจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลไทยมีการจัดการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่สำคัญไม่ควรอนุญาตให้มีการขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซ ซึ่งทำให้วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของเราตกอยู่ในความเสี่ยง " ถ้อยแถลงส่วนหนึ่งของแถลงการณ์  โดย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ระบุ

                          ด้านหนึ่งของสถานการณ์ที่อ่าวพร้าวอาจจะคลี่คลายลงไป แต่ทว่าข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือ นี่จะเป็นกรณีศึกษาต่อโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้น

 

 

-----------------------

(น้ำมันรั่ว...อ่าวพร้าว จุดกระแสต่อต้านโครงการยักษ์ : ศุภกร อรรคนันท์ / อัจฉรา วิเศษศรี ... รายงาน)