ข่าว

กดไลค์..ไม่ใช่อาชญากรรม

กดไลค์..ไม่ใช่อาชญากรรม

07 ส.ค. 2556

กดไลค์..ไม่ใช่อาชญากรรม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              ยามเมื่อข้าศึกมาประชิดประตูบ้าน "รัฐบาล" พยายามสกัดกั้นเกือบทุกทิศทุกทาง ไม่เว้นแม้กระทั่งโลกออนไลน์ ซึ่งหลายคนเคยเชื่อว่าเป็นพื้นที่เสรีภาพที่พวกเขาจะ แสดงความเห็นต่างจากรัฐบาลได้!!

              ทว่าความเชื่อเหล่านั้น...เริ่มจะเลือนรางเมื่อศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ออกโรงเตือนการโพสต์ การแชร์ที่อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์วุ่นวายให้สังคม เข้าใจผิด การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และมีการกดไลค์ กดแชร์ ถือว่ามีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1  แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    
              ปฏิบัติการเชือดไก่ให้ลิงดูก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)  นำรายชื่อ 4 บุคคล ซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความในลักษณะจะมีการปฏิวัติรัฐประหารและขอให้ประชาชนกักตุนน้ำและอาหารให้พร้อมผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก มา เปิดเผยต่อสาธารณชน ได้แก่ 1.นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 2.น.ส.วารุณี คำดวงศรี ใช้นามแฝง warunee  khamduangsri, 3.Yo onsine เคยร่วมงานทำรายการ แดดร่มชมตลาด และ 4.นายเดชา ธีรพิริยะ แกนนำ นปช.ชลบุรี นามแฝง ปุ๊ชลบุรี นักสู้ธุลีดิน
    
              เหตุที่เกิดขึ้นสร้างความสับสน คับข้องใจ ให้แก่ผู้คนในสังคมโซเซียลมีเดียเป็นอย่างมาก เฟซบุ๊ก "Chakkrish Permpool" ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้ง ข้อสังเกตว่า ไม่ว่าคำสั่งแท้จริง ที่อยู่เบื้องหลังพนักงานสอบสวน ปอท. ที่ระบุความผิดของคุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ จะมาจากผู้ใด แต่ผมมีความเห็นทั้งในข้อเท็จจริง และข้อ กฎหมายที่ยืนยันว่าคุณเสริมสุข ต้องปฏิเสธการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบในครั้งนี้ทุกกรณี และยืนยันว่านี่เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของสื่อ ไม่ใช่บุคคลใดโดยเหตุผลดังนี้
    
              1.ความผิดที่พนักงานสอบสวน ใช้เป็นฐานในการเตรียมแจ้งข้อหากับคุณเสริมสุข คือ ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550  มาตรา 14(2) ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าข้อความใดที่คุณเสริมสุขโพสต์จะเป็นความผิด เพราะเป็นการอ้างถ้อยคำจากแผ่นปลิว ซึ่งคุณเสริมสุขขยายความต่อมาว่า เขาไม่เห็นด้วย  กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบ คือทั้งเจตนาภายนอกในการแสดงออกซึ่งข้อความ และเจตนาภายในในการแพร่กระจายข้อความอันจะกระทบต่อความมั่นคง
    
              2.เมื่อมีความชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และโดยสามัญสำนึกพนักงานสอบสวนย่อมรู้ดีว่า กรณีนี้มิใช่การกระทำความผิด จึงน่าจะเป็น ตรงกันข้าม คือพนักงานสอบสวนกำลังกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 คือการกระทำที่จะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ ซึ่ง มีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งกฎหมายต้องการคุ้มครองผู้สุจริต เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าคิดว่า ผู้ถูกกระทำจะต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองในเรื่องนี้ได้หรือไม่ อย่างไร
    
              3.พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายจับ กรณีที่มีหมายเรียก 2 ครั้งแล้ว ผู้ต้องหายังไม่ได้มารายงานตัว และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงจะไปขอ อำนาจศาลออกหมายจับ แต่อาการลุกลี้ลุกลน คล้ายจะออกหมายจับในทันทีโดยยังไม่มีเหตุตามกฎหมาย เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับ และไม่ควรปฏิบัติตามอำนาจที่ไม่ชอบธรรม
    
              4.หากพนักงานสอบสวน ยืนยันที่จะทำตามหน้าที่ ก็ขอให้มาสอบสวน ณ ที่ทำการของผู้ต้องหา ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ทนายความ และเพื่อนสื่อมวลชน เพื่อให้ กระบวนการยุติธรรม ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถทำได้
    
              ด้าน ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อ มองว่า ถ้าตำรวจใช้มาตรฐานอย่างนี้ ก็ต้องใช้เป็นระเบียบปฏิบัติร่วมกันในทุกเรื่องของการใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ ใช่ใช้เฉพาะเรื่องที่อ่อนไหวต่อรัฐบาล พอรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเป็นความอ่อนไหว หวาดกลัวของรัฐบาล นักการเมือง ตำรวจก็อ่อนไหวในเรื่องนี้โดยเฉพาะ  ตอบสนองทางการเมือง
     
              "การที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับคุณเสริมสุข ในข้อหาดังกล่าวเป็นการเกินกว่าเหตุหรือเปล่า เป็นการเชือดคอไก่ให้ลิงดู เพราะคุณเสริมสุขเป็นสื่อ แต่ถึงแม้คุณเสริมสุข จะ อยู่สายข่าวการเมือง แต่การโพสต์ของคุณเสริมสุข ก็เป็นเรื่องของตัวคุณเสริมสุข เป็นเรื่องของปัจเจกชน ซึ่งคุณเสริมสุขอาจมีเจตนาให้ประชาชนเตรียมพร้อมตั้งรับกับสถานการณ์ มากกว่า มนุษย์ห่วงใยกันไม่ได้หรือ และไม่เกี่ยวกับสื่อที่คุณเสริมสุข ทำงานอยู่ และการโพสต์ข้อความในลักษณะนี้ก็ไม่ใช่การกล่าวหาใคร คนที่พบเห็นข้อความจะเชื่อหรือไม่ เชื่อก็ได้ และในเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียสามารถตักเตือนตามลำดับชั้นได้อยู่แล้ว หากตำรวจเห็นข้อความที่มีการโพสต์ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็สามารถตอบโต้กลับไปได้  เช่น บอกว่าไม่เป็นความจริง อย่าไปเชื่อและการใช้โซเชียลมีเดีย ก็ใช้ติดต่อกันเฉพาะกลุ่มเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หากไม่ได้เป็นเพื่อนกัน ก็โพสต์กันไม่ถึงอยู่แล้วไม่ เหมือนหนังสือพิมพ์" ดร.เอื้อจิต กล่าว
    
              ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านนิเทศศาสตร์ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์  จุฬาฯ มองว่า กรณีนี้ตำรวจก็คงทำหน้าที่ของเขาในการดูแลความสงบเรียบร้อย  แต่ตำรวจก็ต้องเข้าใจบทบาทของสื่อเหมือนกัน คุณเสริมสุขเป็นสื่อที่มีคุณภาพคนหนึ่ง เขาทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้าน ซึ่งเป็นหลักสากลของสื่อ เตือนให้สังคมได้รับรู้ว่ามีอะไร เกิดขึ้นในสังคม การมาตั้งข้อหาฉกาจฉกรรจ์กับคุณเสริมสุข อย่างนี้ไม่เห็นด้วย ทั้งตำรวจและคุณเสริมสุข ต่างก็ทำหน้าที่ แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมและประเทศ ชาติ
    
              จากความคลุมเครือของโพสต์ดังกล่าว ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ออกมา เสริมทัพกำชับอีกว่า "ไอซีที" ร่วมกับ "ปอท." ได้เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อไม่ให้เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ความมั่นคงที่มีการประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กดไลค์ หรือกดแชร์ข้อความดังกล่าว อาจเข้าข่ายมีความผิดเช่นเดียวกับผู้โพสต์!!!
    
              ยิ่งกลายเป็นชนวนความสงสัยและความคับข้องใจ ในหมู่สาวกโซเชียลมีเดียอย่างมาก เช่น "เนติวิทย์ โชติไพศาล" หรือ "แฟรงก์" นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความผ่าน "Netiwit Ntw" เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เชิญชวนร่วมรณรงค์ต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 และหยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความเห็นทางอินเทอร์เน็ต พร้อมโพสต์รูประบุข้อความว่า "กด Like ไม่ใช่ อาชญากรรม" และล่าสุดเฟซบุ๊กดังกล่าวถูกลบไปแล้ว
    
              วาทกรรม "กด Like ไม่ใช่ อาชญากรรม" กลายเป็นโพสต์ร้อน ที่ชาวโซเชียลมีเดีย พร้อมใจกันโพสต์ประโยคลักษณะนี้ขึ้นมา คล้ายๆ ว่าพวกเขากำลังทวงถามความ ยุติธรรม ขอสิทธิและเสรีภาพของพวกเขาคืนมา...ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุอีกครั้ง
    
              ด้าน "นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ" กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยอมรับว่า กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเห็นว่าเป็นการคุกคามสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ระบุไว้ชัดเจนว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์การโฆษณา การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  มาอ้างเพื่อจำกัดสิทธิตรงนี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างแน่นอน
     
              "เจตนารมณ์ของกฎหมายคอมพิวเตอร์ เพื่อปราบปรามพวกแฮ็กเกอร์ แคร็กเกอร์ ที่ก่อความเดือดร้อนให้คนอื่น หรือสร้างความเสียหายให้ระบบสื่อสารต่างๆ ถ้าจะเอา กฎหมายนี้มาตีความแล้วใช้เพื่อลิดรอนสิทธิในการแสดงความเห็นทางการเมือง จะยิ่งสร้างความแตกแยกและแตกต่างให้คนในสังคมไทยมากขึ้นไปอีก การโพสต์ข้อความหรือกด ไลค์ ทุกคนสามารถทำได้หากไม่ไปหมิ่นประมาท หรือทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นต้องไม่ขัดแย้งและต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็น หลัก ผมกำลังรออยู่ว่าใครจะมาร้องเรียนเรื่องนี้ เพราะกรรมการสิทธิจะช่วยอย่างเต็มที่" นพ.นิรันดร์  กล่าว

...........................

(หมายเหตุ : กดไลค์..ไม่ใช่อาชญากรรม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)