
หนุนภาคประชาสังคมต้านคอร์รัปชั่น
สกว.จับมือทีดีอาร์ไอหนุนภาคประชาสังคมต่อต้านคอร์รัปชั่น 'ประสงค์'แนะสื่อจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐและระบบทุน
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการเสวนาสาธารณะ เรื่อง “บทบาทภาคประชาสังคมกับการต่อต้านการคอร์รัปชั่น” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับ สกว. ณ ห้องประชุมมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ศ.นพ.สุทธิพันธ์กล่าวว่า คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาหลักของสังคมไทยที่เรื้อรังมานานจนส่งผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมาก อีกทั้งทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ อันเนื่องมาจากรัฐบาลรวมถึงประชาชนและองค์กรอื่น ๆ ขาดความไว้วางใจในการจัดทำโครงการดี ๆ จากสังคม คอร์รัปชั่นเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายของประเทศที่ทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิต เราจึงต้องช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกัน หากตรวจพบปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที แม้คนทั่วไปจะรับรู้ว่ามีปัญหาคอร์รัปชั่นแต่แนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันยังขึ้นกับกลไกการปราบปรามของภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ก็มิอาจทำให้ปัญหาลดลง อีกทั้งยังเป็นงานหนักและเสี่ยงอันตรายต่อผู้ดำเนินการ การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นอันนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ทีดีอาร์ไอ โดยการสนับสนุนของ สกว. จึงได้จัดกิจกรรมเสวนาสาธารณะครั้งนี้ขึ้น เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาการคอร์รัปชั่น รวมถึงอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิผล ตลอดจนเสนอแนะแนวทางต่าง ๆ เพื่อหนุนเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ซึ่งหวังว่าจะช่วยปลุกเร้าให้ภาคประชาสังคมสนใจปัญหาและร่วมมือกันแก้ไขมะเร็งที่ทำลายประเทศของเรา
ด้านนายภาส ภาสสัทธา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวระหว่างการเสวนาว่า แม้จะให้องค์ความรู้เรื่องคอร์รัปชั่นแก่ภาคประชาสังคมและร่วมเป็นเครือข่ายของ ปปช. แต่ก็ไม่สามารถร่วมตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างชัดเจน ในหลายจังหวัดยอมรับว่ามีการทำงานหลายด้าน สวมหมวกหลายใบ บางครั้งก็มีหลายกลุ่มที่ขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่จึงต้องพยายามรวมกลุ่มเพื่อให้การต่อสู้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากและยึดติดกับรัฐ อีกทั้งเสี่ยงอันตรายเพราะไม่มีอะไรปกป้องคุ้มครองภาคประชาสังคมได้ จึงเป็นจุดอ่อนของการสร้างเครือข่ายที่มั่นคง อีกทั้งไม่สามารถหางบประมาณมาสนับสนุนได้มากเท่าที่ควรและต้องมีที่มาที่โปร่งใสมิใช่เงินภาษีบาป นอกจากนี้ยังยากที่จะเปลี่ยนทัศนคติการโกงกินของคนในบ้านเมือง ดังนั้นภาคประชาสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจน และสิ่งที่สำคัญคือต้องโน้มน้าวจิตใจของประชาชนให้ร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
ขณะที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า หากข้าราชการไม่รู้เห็นและร่วมมือการทุจริตก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องลงโทษข้าราชการที่ประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ กฎหมายต้องเข้มแข็งและมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ประเทศไทยยังมีหวังอยู่จากภาคประชาสังคมและข้าราชการดี ๆ จึงต้องช่วยกันประกาศให้สังคมรับรู้ ยกย่องเชิดชูคนดีและลงโทษผู้กระทำผิด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ถ้าภาคประชาสังคมแข็งแรงพอและรู้เท่าทันคอร์รัปชั่นก็จะเป็นการป้องกันปัญหาที่ดีสุด รวมถึงต้องคุ้มครองพยานที่พบเห็นการคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกับ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่เชื่อว่าเชื่อว่าภาคประชาสังคมจะเสียงดังและมีพลังมากพอที่จะร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่น แม้การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมจะมีอุปสรรคจากภาครัฐและนักการเมืองที่ไม่ไว้วางใจและขัดขวาง
ทั้งนี้การคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่ภาคธุรกิจจะได้ผลประโยชน์ จึงได้รวบรวมข้อกฎหมาย กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติของหน่วยงานราชการที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นและเอื้อต่อภาคธุรกิจทุกแห่งที่อยู่ในสังกัดสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าแต่ก็ไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ แต่เป็นที่น่ายินดีว่าได้มีการกำหนดมาตรการต่อต้านคอร์รัปชั่นในตลาดหลักทรัพย์โดยกลุ่มนักธุรกิจที่ประกาศไม่เข้าร่วมลงทุนกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น นอกจากนี้ ปปช.ยังเคลื่อนไหวให้ภาครัฐมีการเปิดเผยราคากลางและที่มาของราคากลาง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการป้องกันปัญหา รวมถึงข้อตกลงคุณธรรมซึ่งนำวิธีการปฏิบัติขององค์กรโปร่งใสนานาชาติมาปรับใช้ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทของกฎหมายและนักการเมืองไทยเท่าที่จะยอมรับได้และไม่เกิดการขัดแย้งกัน โดยมีการจัดซื้อรถประจำทางเอ็นจีวีเป็นโครงการนำร่อง
ส่วนนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นต้องทำให้เกิดการศรัทธาในหน่วยงาน แต่ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบยังมีปัญหา โดยเฉพาะระบบตุลาการที่ถูกร้องเรียนว่าใช้เวลานานมากเพราะมีการยื้ออำนาจกัน มีคดีที่ค้างในศาลจำนวนมาก หากกระบวนการลงโทษมีประสิทธิภาพก็จะเป็นการป้องกันปัญหาได้ดีที่สุด ทั้งนี้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจะต้องสร้างรัฐที่มีคุณภาพ มีหน่วยวิชาการและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นช่วยกันแปลงข้อมูลที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายในการสื่อสารกับภาคประชาสังคม และสื่อจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐและระบบทุน
ขณะที่ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย ผู้อำนวยการศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า บทเรียนความเจ็บปวดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายประเทศไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก แต่พลังประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญและยั่งยืนกว่า จึงต้องช่วยกันกระตุ้นให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก ๆ เพราะพลังประชาชนเป็นเกราะหรือกันชนที่ดีในการต่อต้านคอร์รัปชั่น



