ข่าว

วิบากกรรมนิรโทษกรรม'วรชัย'ซุกปมเสี่ยง

วิบากกรรมนิรโทษกรรม'วรชัย'ซุกปมเสี่ยง

05 ส.ค. 2556

วิบากกรรมนิรโทษกรรม'วรชัย' ซุกปมเสี่ยง-แทรกปมร้อน : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน

        หากไม่ใช่กฎหมายที่ถูกมองว่ามี “วาระซ่อนเร้น” เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.... ซึ่งเสนอโดย “วรชัย เหมะ” ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นวาระแรกในวันที่ 7 สิงหาคม คงผ่านฉลุยในยุค “รัฐบาล 300 เสียง”

        ทว่าเมื่อเนื้อหาบางส่วนยังกำกวม-ถูกตีความได้สารพัดแง่มุม โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่ระบุว่าการนิรโทษกรรมไม่ครอบคลุมถึง “บรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหว” แต่ให้เฉพาะ “ชาวบ้านทุกสี” เท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์ ทำให้ “ฝ่ายค้าน” ประกาศค้านหัวชนฝา “ภาคประชาชน” ปลุกสารพัดม็อบต้านนอกสภา

        แม้แต่คนกันเอง อย่าง “อุกฤษ มงคลนาวิน” ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ยังสะกิดเตือนคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่มี “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า เนื้อหาสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เรื่องหลักความเสมอภาคหรือไม่ ล่าสุดฝ่ายค้านได้ออกมาสำทับความคิด “อุกฤษ” ส่งนัยว่าอาจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหลังผ่านขั้นตอนรัฐสภา

        นั่นทำให้อนาคตของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีเนื้อหาเพียง 7 มาตรา ส่อเค้าไม่สดใส และยังต้องเผชิญวิบากกรรมอีกหลายยก

        “สุขุมพงศ์ โง่นคำ” กรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรียุครัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” กล่าวว่า ตามขั้นตอนแล้วร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “วรชัย” จะออกมาได้เร็วสุดใน 4-5 เดือน แต่ในกระบวนการตรากฎหมายอาจเกิดปัญหาได้ตลอด เช่น ในชั้นวุฒิสภา หากวุฒิสภาให้แก้ไขร่างของสภา ก็ต้องส่งเรื่องกลับมาสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 2 สภา ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน ก็อาจลากยาวกันไป เพราะถ้าเป็น 2 สภามันไม่มีเสียงข้างมากแล้ว มันเสียงเท่ากัน วุฒิอาจดองเรื่องเอาไว้ แกล้งทำเป็นลืมๆ พอยุบสภากฎหมายก็ตกไป

        ที่ผ่านมาเคยมีกรณีเช่นนี้มาแล้วกับร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ซึ่งตกไปหลังยุบสภาปี 2554 หรือร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน เสนอโดยภาคประชาชน ซึ่งตกไปหลังยุบสภาปี 2548 ดังนั้น พ.ร.บ.ปรองดองอาจประสบชะตากรรมเดียวกันก็ได้ หรือถ้ากฎหมายผ่าน 2 สภาเรียบร้อย แต่มี ส.ว. และฝ่ายค้าน 1 ใน 10 ของสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกัน แล้วยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่างกฎหมายนี้มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เวลาก็ทอดยาวออกไปอีก

        “ไม่ได้หมายความว่า พอสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวันที่ 7 สิงหาคม แล้วผู้ได้รับผลกระทบที่อยู่ในคุกจะได้รับการปล่อยตัววันนี้พรุ่งนี้ เร็วสุดก็สิ้นปี เพราะยังมีขั้นตอนอีกมาก และทุกขั้นตอนมีอุปสรรคเกิดขึ้นได้หมด” กรรมการ คปก.กล่าว

        อย่างไรก็ตาม “สุขุมพงศ์” ไม่คิดว่าร่างกฎหมายของ “วรชัย” จะมีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญ เพราะหลักใหญ่ของกฎหมายนี้เป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิของบุคคล ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 กำหนดให้ออกเป็น พ.ร.บ. แต่เพื่อความชัดเจนสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ในชั้นกรรทาธิการจะตัดเนื้อหาในวรรคสองของมาตรา 3 ที่ไม่ให้แกนนำได้รับการนิรโทษออกก็ยังได้ เพราะกฎหมายฉบับนี้เขียนหลักการไว้กว้างๆ หรือถ้าไม่ตัดออกก็ต้องนิยามให้ชัดว่าแกนนำหมายถึงใคร

        “อุดมเดช รัตนเสถียร” ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษากรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ยอมรับว่า รู้สึกกังวลใจว่าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “วรชัย” อาจมีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เนื่องจากในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับก่อนๆ จะยกความผิดให้ทั้งเหตุการณ์ แต่ร่างกฎหมายนี้จำกัดอานิสงส์เฉพาะบุคคลระดับล่าง ทำให้ถูกตั้งประเด็นความไม่เสมอภาคและเท่าเทียมกันได้ จึงเป็นเรื่องที่กรรมาธิการต้องไปเขียนนิยามให้ชัด ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะขอให้สมาชิกส่งคำแปรญัตติเข้ามาที่กรรมาธิการภายใน 7 วัน แต่กระบวนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องใช้เวลานานกว่านั้น ไม่ใช่แค่ 7-15 วันจะเสร็จ เอาเข้าสภาวาระ 2 ได้เลย หากถามว่าขั้นตอนไหนน่าจะเป็นอุปสรรคทำให้ร่างกฎหมายนี้ติดขัดและไปต่อไม่ได้ คิดว่าคงเป็นขั้นตอนสภา เพราะฝ่ายค้านประกาศแล้วว่าจะค้านทุกคำ หรือกระทั่งร่างกฎหมายผ่านรัฐสภาไปแล้ว ก็อาจมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีก

        เช่นเดียวกับ “พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เผยไต๋ว่า มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการ “ตัด-ต่อ” เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “วรชัย” ในชั้นกรรมาธิการ โดยให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ คอ.นธ.ของ “อุกฤษ” เนื่องจากมีหลักการที่ดี คือมุ่งนิรโทษกรรมความผิดของบุคคลโดยคำนึงถึงเหตุการณ์ระหว่าง 19 กันยายน 2549-10 พฤษภาคม 2554 มากกว่าการขีดเส้นว่าใครเป็นแกนนำไม่ได้อานิสงส์ ใครเป็นชาวบ้านได้อานิสงส์ เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจมีปัญหาในทางกฎหมาย

        เรื่องนี้ “จาตุรนต์ ฉายแสง” รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้หยิบยกข้อห่วงใยของ “อุกฤษ” ขึ้นหารือในวงประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งโดยส่วนตัวก็เห็นด้วยกับแนวทางของ “อุกฤษ” แต่ถ้าไปหยิบร่างของ คอ.นธ.มาทำตั้งแต่ต้นก็จะเกิดปัญหาต่อต้านว่า ทำเพื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ” หรือไม่ และทำให้การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อช่วยประชาชนไปต่อไม่ได้

        แม้แกนนำเพื่อไทยจะประสานเสียง-ส่งสัญญาณ “รื้อ” ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในชั้นกรรมาธิการ ทว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ออกมาดักคอพรรคแกนนำล่วงหน้า โดยบอกว่า “ห้ามแปรญัตติ” ปรับ-เปลี่ยนถ้อยคำเด็ดขาด เนื่องจากเป็นข้อตกลงร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล

        “ในระหว่างประชุมแกนนำ 4 พรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เราถามย้ำแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้วว่าไม่มีการแปรญัตตินะ ซึ่งเขาก็ยืนยัน และเขาเป็นคนร่างแถลงการณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “วรชัย” มาให้เราดูเอง ก่อนเปิดแถลงข่าวกับสื่อ จึงเชื่อว่ารายการนี้ไม่มีสอดไส้แน่ เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยทำอย่างนั้น นอกจากกฎหมายจะไม่ผ่านแล้ว ยังทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ด้วย ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ดี อย่างไรเขาก็ต้องเอามวลชน เอาคนเสื้อแดงไว้ก่อน” แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรายหนึ่งกล่าว

        ในขณะที่ “คนเสื้อแดง” ในฐานะ “กองกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย” รอคอยกฎหมายล้างผิด-ปลดปล่อยคนหลังกรงด้วยใจระทึก

        “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ได้วาดภาพอนาคตของ “นักโทษการเมือง” หลังร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมีผลใช้บังคับ โดยแนวทางปฏิบัติถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.ตำรวจ ต้องระงับการสอบสวน 2.อัยการ กรณียังไม่สั่งฟ้องให้ทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง กรณีถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้ขอถอนฟ้อง และ 3.ศาล กรณีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี กรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อน พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษา โดยกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้ทำหนังสือถึงศาลให้ออกหมายปล่อยผู้ที่อยู่ระหว่างการรับโทษ

        “เรื่องนี้ไม่ต้องออกเป็นมติ ครม. หรือไม่ต้องให้นายกฯ ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายสั่งการใดๆ เลย เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร แต่ละหน่วยก็ต้องไปไล่ดูว่าใครเข้าข่ายได้รับสิทธิบ้าง เช่น คนที่มีคดีอยู่ในชั้นศาล หากคิดว่าตัวเองควรได้รับสิทธิ แต่อัยการเห็นแย้ง บอกไม่ได้ เพราะเข้าข่ายเป็นแกนนำ ศาลก็จะหยุดพิจารณาคดีที่บุคคลนั้นๆ ถูกตั้งข้อหาไว้ก่อน แล้วมาพิเคราะห์ว่าบุคคลนั้นสมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ ซึ่งศาลอาจเห็นด้วยกับจำเลย หรืออัยการก็ได้ ก็ต้องไปสู้กันใน 3 ศาล ไม่ใช่ศาลเดียว ดังนั้นจึงบอกไม่ได้ว่า หลังกฎหมายออกมาใครจะได้รับอานิสงส์เมื่อไร อย่างไร ถูกปล่อยตัววันไหน แต่หน่วยงานรู้อยู่แล้วว่าต้องทำโดยไม่ชักช้า” รองนายกฯ กล่าว

        ส่วนจะมีชื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในบัญชีผู้ได้รับอานิสงส์ด้วยหรือไม่นั้น รองนายกฯ บอกว่าตอบไม่ได้ เรื่องนี้อยู่ที่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง

        ทั้งหมดนี้คือ วิบากกรรมของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่อนาคตจะสดใส ก็ต่อเมื่อขั้วตรงข้ามรัฐบาลเชื่อว่าไม่มีอนาคตของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” รวมอยู่ในนั้น!!!
  

ปฏิทินการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

7 สิงหาคม

        -ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ

        -ลงมติรับหลักการ วาระ 1 แล้วแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 35 คน เพื่อพิจารณาแปรญัตติ

สิงหาคม-ต้นเดือนตุลาคม

        -คณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่าง โดยกำหนดให้สมาชิกเสนอคำแปรญัตติภายใน 7 วัน จากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ 45-60 วัน

ตุลาคม

        -สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพ.ร.บ.วาระ 2 และวาระ 3

ตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม

        -เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้พิจารณาให้แล้วเสร็จใน 60 วัน โดยวุฒิสภาสามารถลงมติได้ 3 แนวทาง คือ

        1) เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีการแก้ไข ถือว่าผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

        2) ไม่เห็นชอบและให้ยับยั้งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว แล้วส่งคืนกลับไปยังสภา ซึ่งสภาจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ก็ต่อเมื่อผ่านไป 180 วัน หากสภาลงมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ถือว่าผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

        3) หากวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างกลับไปยังสภา แล้วตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเมื่อใด

ธันวาคม

        -กรณีไม่มีปัญหา ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพ.ร.บ.จากรัฐสภา เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

        -กรณีส.ส.หรือส.ว.เห็นว่ามีเนื้อหาขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ให้เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้ง 2 สภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หลังพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

        -นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยแยกบัญชีรายชื่อผู้ได้รับอานิสงส์ใน 4 ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

        1) ตำรวจ ให้ระงับการสอบสวน

        2) อัยการ กรณียังไม่ฟ้องให้ทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง กรณีถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้ขอถอนฟ้อง

        3) ศาล กรณีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี กรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อน พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษา

        4) กรมราชทัณฑ์ กรณีอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัวบุคคลผู้นั้น

        *ขั้นตอนนี้ไม่มีการกำหนดว่าต้องทำให้เสร็จสิ้นเมื่อใด

...................................

(หมายเหตุ : วิบากกรรมนิรโทษกรรม'วรชัย'  ซุกปมเสี่ยง-แทรกปมร้อน : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)