ข่าว

โรดแม็พฝ่ายรัฐเรื่องชายแดนใต้

โรดแม็พฝ่ายรัฐเรื่องชายแดนใต้

05 ส.ค. 2556

โรดแม็พฝ่ายรัฐเรื่องชายแดนใต้ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman

         ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ที่ลดลงในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นสัญญาณที่ดีว่า การพยายามเจรจากับผู้ร้ายโดยฝ่ายรัฐนั้น ไม่ถึงกับเสียเปล่าซะทีเดียว แม้ว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นจะยุติข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม แต่ขั้นตอนการเจรจาและความสำเร็จนั้นยังอยู่อีกยาวนาน ท่ามกลางความกังขาและไม่ร่วมมือของคนจำนวนหนึ่งในสังคม สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้สังคมตระหนักว่า การเจรจาเรื่องสำคัญนี้จะต้องมีต่อไปจนจบสิ้นกระบวนการและจะมีคนสานต่ออยู่เสมอ แม้รัฐบาลนี้จะหมดวาระลง ประการหนึ่งก็คือ มีการกำหนดโรดแม็พ หรือแผนที่นำทาง ซึ่งวางไว้เป็นขั้นเป็นตอนที่ชัดเจนของฝ่ายรัฐ จะลับหรือเปิดเผยก็ล้วนแต่ต้องอาศัยความกล้าหาญในการกำหนดทั้งสิ้น

         ขณะที่ฝ่ายรัฐมุ่งหน้าแต่จะแก้ปัญหา ผู้ก่อความไม่สงบนั้นมีแผนการและลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน กระจ่างมานานแล้ว หลังปล้นปืนปี 47 ฝ่ายรัฐก็ตรวจพบแผนบันได 7 ขั้นของมะแซ อุเซ็ง ได้ นั่นเป็นโรดแม็พแบบหนึ่งที่ตอนนี้อยู่ในขั้นที่ 6 คือการฆ่าเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ยังอยู่ข้างรัฐและชาวไทยพุทธเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่ขั้นที่ 7 นั้นยังยึดชุมชนสร้างเขตปลอดอำนาจรัฐแบบสนามหลวงไว้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โรดแม็พฉบับนี้ยังหยาบเต็มที เพราะไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุด ขั้นที่ 6 นั้นยาวไปเรื่อยถึงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ แล้วใครจะเป็นผู้นำในขั้นที่ 7 ก็ไม่ทราบว่ามายังไง

         แต่หลายปีที่ “ไม่รู้ว่ารบกับใคร” นั้น ผ่านไปแล้ว เพราะการเปิดการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นการยืนยันว่า ผู้ก่อการร้ายมีจริง มีเป้าหมายแบ่งแยกดินแดนบางส่วนจริง และเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดจริง ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องลอยๆ ที่เดี๋ยวก็จบไปเอง โรดแม็พของฝ่ายโจรระบุชัดตามห้วงเวลาว่าเมื่อถึงเมื่อไหร่จะเกิดอะไรขึ้น และจะจบลงอย่างไร ซึ่งต้องขอบคุณผู้ทำงานอย่างเหนื่อยยากของฝ่ายรัฐ ฝ่ายรัฐไม่เพียงแต่ความหาตัวพวกเขาเจอ แต่ได้ทำให้พวกแกนนำโจรต้องปรับเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาลงจากแบ่งแยกดินแดนเหลือเป็นตั้งรัฐศาสนาซ้อนในเขตประเทศไทยเท่านั้นด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากการกล้าเปิดการเจรจาของฝ่ายรัฐ ผสานกับการอยากทำให้ประเทศมีชื่อด้านเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของมาเลเซีย และผสานกับการปรับแผนของฝ่ายบีอาร์เอ็นที่เห็นว่าการแยกเป็นเอกราชนั้นไม่เหมาะสมกับสถานการณ์อีกต่อไป

         ฝ่ายรัฐมียุทธศาสตร์มากมาย ที่ล้วนแต่ดีๆ เช่น การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และการเมืองนำการทหาร หรือแม้แต่จะสร้างนครรัฐทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีโรดแม็พที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ก่อความไม่สงบเลิกรบอย่างถาวร ฝ่ายรัฐยังแข็งตัวเรื่องอาณาเขตที่ยึดตามรัฐธรรมนูญที่ตราไว้ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งซึ่งแบ่งแยกไม่ได้ ยังไม่มีการพูดถึงสิ่งที่ผู้ก่อความไม่สงบต้องการเมื่อสร้างเขตการปกครองใหม่ เช่น กฎหมายหลักในพื้นที่และรายได้ว่าจะแบ่งกันอย่างไร ถ้าไม่มีความชัดเจนในเรื่องอย่างนี้ แบบที่รัฐบาลอินโดนีเซียเคยมีต่อขบวนการกัมของอาเจะห์ และฟิลิปปินส์มีต่อขบวนการปลดแอกอิสลามโมโรของมินดาเนา การต่อรองคงไปไม่ถึงไหน แล้วฝ่ายรัฐก็คงได้แต่หวังให้ผู้ร้ายอ่อนแรงเลิกรบไปเองเพราะเหตุต่างๆ เท่านั้น

         การยอมมาเจรจากันนั้นเป็นเครื่องแสดงว่า คู่ขัดแย้ง รวมทั้งตัวกลางไกล่เกลี่ยด้วยนั้น ปรารถนาผลลัพธ์แบบวิน-วิน ซิจูเอชั่น ไม่ใช่จะเอาชนะแต่ถ่ายเดียวแบบใช้กำลังเข้ารบหรือใช้อำนาจเข้าบังคับ จึงต้องมีการยอมรับสิ่งที่ตนต้องเสียเปรียบบ้าง เพื่อแลกกับการได้เปรียบในบางประเด็น การเตรียมโรดแม็พของตนเองจะเป็นเครื่องนำทางการเจรจาในขั้นต่อๆ ไป อาจมีการปรับแผนปรับห้วงเวลาได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การบรรลุข้อตกลงในฝ่ายจัดทำเองนั้น เป็นเรื่องที่อาจจะยากเสียกว่าให้ฝ่ายตรงข้ามมายอมรับ เนื่องจากต้องมีการปรับแก้กฎหมายหลายอย่าง มีการซาวเสียงคนทุกกลุ่มให้อย่างน้อยก็ไม่คัดค้านในโรดแม็พ ต้องกล้าหาญอดทนจากผู้ไม่เห็นด้วย และต้องสุจริตอยู่ในผลประโยชน์ของชาติเป็นส่วนใหญ่มากกว่าผลประโยชน์ของใคร