ข่าว

'ปชป.'แนะ'ปู'ปรองดองต้องถอน'นิรโทษ'

'ปชป.'แนะ'ปู'ปรองดองต้องถอน'นิรโทษ'

04 ส.ค. 2556

'ปชป.' ซัด 'นายกฯ' ไม่จริงใจหาทางออกปท. ชี้ในฐานะผู้นำ 'สร้างปรองดอง' ต้องถอนร่าง 'พรบ.นิรโทษกรรม'

 

                          4 ส.ค. 56  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอให้มีสภาปฏิรูปการเมืองเพื่อแนวทางหาทางออกประเทศ ว่า ท่าทีที่แสดงออกมายังไม่เห็นว่านายกรัฐมนตรี มีความจริงใจต่อการหาทางออกประเทศ ตรงกันข้ามที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี กลับลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง นอกจากนี้หลายครั้งหลายหนยังปล่อยให้บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวฝ่าฝืนกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ขณะที่สิ่งที่ยังแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี ไม่ได้สนใจต่อการหาทางออกประเทศก็คือ การที่นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเชิญชวนบุคคลทุกกลุ่ม ร่วมหาทางออกประเทศเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่จะมีหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวันที่ 7 ส.ค. รวมทั้งที่นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนว่า ไม่สามารถถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตร และฝ่ายค้าน โดยระบุว่า เป็นเรื่องของวิปรัฐบาลพิจารณา นอกจากนี้ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ยังพูดในลักษณะที่มีความบิดเบือนว่า การชุมนุมของหลายกลุ่มมีเป้าประสงค์จะยั่วยุก่อให้เกิดความรุนแรงโดยนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี กำลังเบี่ยงเบนประเด็น และจะนำเรื่องของการหาทางออกให้กับประเทศมาให้ประชาชนสนใจมากกว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะมีขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน

                          ส่วนที่มีการเชิญทุกกลุ่มออกมาร่วมหารือแนวทางออกประเทศ อาจมีการเบี่ยงเบนที่หากมีกลุ่มใดเห็นว่าการแสวงหาทางออกไม่มีความจริงใจแล้วไม่มาร่วมแล้ว จะโยนความผิดให้ว่าการพูดคุยหาทางออกไม่สำเร็จ ที่ผ่านมาตลอดเวลา 2 ปี นายกฯ พูดอย่างทำอีกอย่าง และยังปล่อยปละละเลยให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาก่อกวน รังควาน ทั้งกับฝ่ายค้าน และกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองที่พูดความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรี ว่าวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เกิดทางออกของประเทศ คือ ในฐานะที่เป็นผู้นำ ให้ใช้โอกาสนี้ในการที่จะไม่นำเสนอร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวในวันที่ 7 ส.ค.นี้ โดยนายกฯ ควรใช้เวลาที่เหลือ 3 วันนี้พิจารณาว่าจะเป็นผู้ปิดกั้นการปรองดอง หรือจะเป็นผู้เปิดโอกาสหาทางออกให้กับประเทศ

                          นายองอาจ ยังกล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ที่จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ด้วยว่า หากนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล มีความจริงใจในการเสนอและพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมครั้งนี้ว่าไม่ได้มีการช่วยเหลือคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ก็จะต้องเปิดให้มีการอภิปรายแปรญัตติอย่างเต็มที่ โดยไม่รวบรัดพิจารณา 3 วาระภายในวันเดียวในลักษณะปิดประตูตีแมว รวมถึงต้องให้มีการถ่ายทอดสดการอภิปรายผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือช่อง 9 ที่รัฐบาลดูแลอยู่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริง

                          นายองอาจ ยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ว่า อยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศ ส่งสัญญาณให้ชัดเจนถึงเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ที่จะไม่สร้างเงื่อนไขในการใช้กำลังกับประชาชนเพื่อที่จะควบคุมการชุมนุมจนนำไปสู่การบาดเจ็บ หรือสร้างความเสียหาย เพื่อให้ยุติการชุมนุม เพราะการชุมนุมเป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ให้ชุมนุมได้อย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมากล่าวอ้างใดเพื่อทำร้ายประชาชนและขอให้หน่วยข่าวกรองของรัฐที่มีอยู่ได้ติดตามด้วยว่าจะมีบุคคลอื่นมายั่วยุก่อให้เกิดความรุนแรงหรือไม่

                          เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าแนวร่วมจะไม่เข้าใจต่อท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วถอนตัว นายองอาจ กล่าวว่า เชื่อว่าถ้าเป็นแนวร่วมจะยิ่งเข้าใจ ซึ่งสิ่งที่ประชาธิปัตย์ดำเนินการอยู่ที่ได้ยึดถือความถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์

                          เมื่ิอถามว่า จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่คิดไปไกลถึงขั้นนั้น ตอนนี้จะติดตามเรื่องความเหมาะสมการพิจารณาประชุมสภาว่าจะเป็นอย่างไร เนื้อหาในร่างพ.ร.บ.จะเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่เชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวจะออกมาบังคับใช้ได้ เพราะยังมีข้อบกพร่องหลายประการ

                          เมื่อถามว่า เกรงว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายในการประชุมสภาของกลุ่ม ส.ส.เหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของประธานสภาด้วยในการควบคุมการประชุมด้วย ซึ่งขอให้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างรัฐบาล