ข่าว

ไขคดีฆ่า-เผา'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ'(1)

ไขคดีฆ่า-เผา'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ'(1)

04 ส.ค. 2556

คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : 'นิติทันตกรรม' ไขคดี ฆ่า-เผา 'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ' (1) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

                          เช้ามืดของวันที่ 1 กรกฎาคม ท่าทีพิรุธของ "นายชัยชนะ หมายงาน" หรือ "เสี่ยอ้วนโรงเกลือ" ผู้กว้างขวางแห่งตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สร้างความแปลกใจให้แก่สมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

                          "เสี่ยอ้วน" ลุกลี้ลุกลนขับรถปิกอัพนิสสัน นาวาร่า สีขาว ทะเบียน กค 717 สระแก้ว ออกจากบ้านพักใน ต.บ้านไร่ อ.อรัญประเทศ ไปพร้อมกับเงินติดตัว 1 แสนบาท หลังจากวางสายโทรศัพท์จากคู่สนทนา ซึ่งสมาชิกในครอบครัวต่างไม่ทราบว่า ปลายสายที่สนทนากับ "เสี่ยอ้วน" นั้นเป็นใคร

                          และหลังจากวินาทีนั้นก็ไม่มีใครสามารถติดต่อ "เสี่ยอ้วน" ได้อีก กระทั่ง นางปางมุ้ย หมายงาน ภรรยาเสี่ยอ้วน มั่นใจว่าสามีน่าจะถูกอุ้ม จึงเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ไพศิลป์ แก้วสีขาว พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อช่วยค้นหาผู้กว้างขวางแห่งตลาดโรงเกลือรายนี้

                          บุคคลใกล้ชิดเชื่อว่า "เสี่ยอ้วน" น่าจะถูกอุ้ม!

                          ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ตามรายทางที่คาดว่าผู้กว้างขวางในย่านชายแดนไทย-กัมพูชา รายนี้ ใช้เป็นเส้นทางเดินทางผ่าน พบว่า กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บริเวณสามแยกตลาดโรงเกลือ ปรากฏภาพรถปิกอัพนิสสัน นาวาร่า ของเสี่ยอ้วนขับผ่านกล้องในเวลา 05.25 น. โดยรถปิกอัพคันดังกล่าวมุ่งหน้าเข้าตัวอำเภออรัญประเทศ โดยมีรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง และรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทา ท้ายกระบะมีคอกเหล็ก ทะเบียน บจ 4036 สระแก้ว ขับตามประกบ

                          ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏทำให้ตำรวจเชื่อว่า "เสี่ยอ้วน" น่าจะถูกคนร้ายอุ้ม จึงกระจายกำลังออกติดตามเพื่อช่วยเหลือ ควบคู่ไปกับการขยายผลหาชนวนเหตุในการ "อุ้ม" อย่างกระชั้นชิด

                          ข้อมูลการสืบสวนของทีมคลี่คลายคดีให้น้ำหนักชนวนเหตุ ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กรณีข้อพิพาทฟ้องร้องกับหน่วยงานในพื้นที่ และส่วนราชการที่ดูแลตลาดโรงเกลือหลายคดี ในประเด็นขัดแย้งเรื่องนี้ มีข้อมูลว่า "เสี่ยอ้วน" เข้าไปตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีคดีร้องเรียนที่เสี่ยอ้วนดำเนินการไปมากกว่า 30 คดี

                          ประเด็นต่อมาคือความขัดแย้งเรื่องที่ดินบริเวณหลัก กม.ที่ 5 ต.ป่าไร่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการซื้อขายกับนายทุนกาสิโนฝั่งปอยเปต โดยมีการเจรจาซื้อขายและจ่ายเงินบางส่วนแล้วกว่า 20 ล้านบาท แต่ต่อมามีโครงการเกี่ยวกับโครงการโลจิสติกส์เข้ามาในพื้นที่ และมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการผลักดันที่ดินในละแวกนี้ให้เป็นจุดผ่อนปรนแห่งใหม่ของจังหวัด จึงทำให้ราคาที่ดินผืนนี้เพิ่มมูลค่าขึ้นเป็นกว่า 100 ล้านบาท การซื้อขายจึงยังคาราคาซังกันอยู่

                          ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องชู้สาว เนื่องจาก "เสี่ยอ้วน" มีภรรยาถึง 8 คน มีลูกรวม 14 คน มีฐานะร่ำรวย เป็นที่รู้จักในแวดวงการค้าชายแดน เป็นเจ้าของบริษัท ส่งเสริมสองแผ่นดิน จำกัด ประกอบกิจการมากมายในตลาดโรงเกลือ ทั้งนำเข้าเสื้อผ้ามือสอง ร้านอาหาร และกิจการห้างผ้าทรัพย์สกุล และธุรกิจซื้อขายที่ดิน บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จนได้ฉายา “เทพเจ้าสองแผ่นดิน” เพราะทำธุรกิจข้ามไปมาระหว่างฝั่งไทยและกัมพูชา ที่สำคัญ "เสี่ยอ้วน" เป็นบุคคลที่นำทางให้ นายวีระ สมความคิด และคณะ เดินทางไปสำรวจเขตแดนไทย-กัมพูชา จนทางฝ่ายกัมพูชาจับตัวคณะของคนไทยไปก่อนหน้านี้

                          ประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวถูกขมวดเพื่อหาปมการอุ้มที่แท้จริง ขณะที่ฝ่ายสืบสวนพยายามแกะรอยคนร้ายโดยมีหลักฐานสำคัญคือภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ซึ่งปรากฏภาพรถยนต์ต้องสงสัยขับตามประกบรถปิกอัพของ "เสี่ยอ้วน" จำนวน 2 คัน

                          ชุดคลี่คลายคดีตรวจสอบกรรมสิทธิ์ผู้ครอบครองรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง และรถปิกอัพฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพวงจรปิดขณะขับตามประกบรถปิกอัพนิส สันนาวาร่า ของ "เสี่ยอ้วน" ทราบว่า รถปิกอัพฟอร์ด เรนเจอร์ ต้องสงสัยดังกล่าว อยู่ในความครอบครองของ นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์  อายุ 57 ปี อดีต พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ สว.สส.สภ.เมืองปราจีนบุรี ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดี “อุ้มฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์” นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ที่เชื่อมโยงกับคดีสะท้านเมือง "เพชรซาอุฯ" เมื่อปี 2537

                          นายพันศักดิ์ต้องโทษในคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ โดยศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการลดหย่อนโทษหลายครั้ง เหลือจำคุกจริงประมาณ 18 ปี เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อต้นปี พ.ศ.2555 หลังจากนั้นได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว

                          หลังทราบข้อมูลดังกล่าว พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 สั่งการให้ตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามประกบนายพันศักดิ์ทุกย่างก้าวระหว่างรอหมายศาล ก่อนจะบุกเข้าจับกุมได้ที่บ้านพักใน จ.สระแก้ว และขยายผลยึดรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง บจ 4036 สระแก้ว ได้ที่บ้านพักอีกหลังใน จ.ชลบุรี แต่ในการจับกุมครั้งนี้นายพันศักดิ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

                          “คนร้ายจะอุ้มนายชัยชนะตั้งแต่ช่วงตี 5 วันที่ 30 มิถุนายน แต่ไม่สามารถทำได้ จึงมาใหม่อีกครั้งเช้ามืดวันที่ 1 กรกฎาคม เราได้ตรวจสอบภาพวงจรปิดพบเบาะแสสำคัญคือ รถกระบะฟอร์ด และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เมื่อตรวจสอบพบอยู่ในความครอบครองของใครแล้วจึงได้ขออำนาจศาลออกหมายจับ" พล.ต.ท.วินัย บอกถึงแนวทางการสืบสวน

                          หลังการตรวจยึดรถยนต์ทั้ง 2 คัน ตำรวจชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ส่งมอบรถยนต์ทั้ง 2 คันให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบหาหลักฐานทางคดี ซึ่ง พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าอำนวยการการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจพิสูจน์หลักฐานด้วยตัวเอง

                          พล.ต.ท.จรัมพร สั่งการให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบประวัติของเสี่ยอ้วน พบว่าเคยถูกจับในคดีบุกรุกเมื่อปี 2553 จึงได้นำข้อมูลการจัดเก็บลายพิมพ์นิ้วมือมาใช้เปรียบเทียบกับรอยลายนิ้วมือแฝง ที่อาจแปดเปื้อนอยู่ในรถยนต์ทั้ง 2 คัน และได้กำชับให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาสารดีเอ็นเอ ที่อาจแปดเปื้อนอยู่บนรถควบคู่กัน

                          รวมถึงเก็บรายละเอียดรอยดอกยางรถยนต์ เพื่อใช้ตรวจเทียบกับร่องรอยยางรถที่อาจพบในสถานที่ที่เกี่ยวข้อง และยังเก็บเศษดินเศษทรายที่ติดอยู่กับล้อรถไว้ตรวจเทียบกับดินหรือทรายที่อาจพบในสถานที่ที่เกี่ยวข้องทางคดีด้วย

                          ขณะที่ตำรวจชุดสืบสวนขยายผลติดตามจับกุม นายกฤษณะ หรือ ปอ ขัดศิริ อายุ 33 ปี คนเฝ้าสวนของนายพันศักดิ์ ได้ที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี ซึ่งนายกฤษณะรับสารภาพว่า ร่วมกับนายพันศักดิ์ และพวก อีก 4 คน วางแผนอุ้ม "เสี่ยอ้วน" โดยได้ค่าจ้างจากนายพันศักดิ์จำนวน 3 หมื่นบาท

                          การขยายผลยังทราบด้วยว่า คนร้ายที่ร่วมทีมปล้นด้วยคือ นายน้อย ขยันดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ และนายนิคม มนศิริ อายุ 56 ปี ชาว จ.สระแก้ว ซึ่งเคยร่วมทีมอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ กับนายพันศักดิ์ ตำรวจจึงตามจับกุมทั้งสองคนได้ ก่อนจะนำตัวมาสอบสวน ทั้งสองคนรับสารภาพและให้การที่เป็นประโยชน์นำไปสู่การพบศพ "เสี่ยอ้วน"

                          ข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ทำให้ตำรวจทราบว่า "เสี่ยอ้วน" ถูกฆ่าตาย โดยคนร้ายได้นำศพไปเผาทำลายในป่ายูคาลิปตัส พื้นที่บ้านวังตะเคียน รอยต่อระหว่าง จ.ปราจีนบุรี กับ จ.สระแก้ว

                          พล.ต.ท.จรัมพร พร้อมด้วย พล.ต.ท.วินัย นำตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และชุดคลี่คลายคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่ายูคาลิปตัสดังกล่าว พบร่องรอยกองไฟ ตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ยืนยันว่า นำศพ "เสี่ยอ้วน" มาเผาทำลายหลังจากลงมือทำร้ายจนเสียชีวิต

                          ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวอย่างละเอียด พบหลักฐานที่เชื่อมโยงทางคดีหลายชิ้น ที่สำคัญคือ สะพานฟัน และเบ้าฟันปลอม ซึ่งพบในกองตะกอนเถ้าถ่าน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประวัติทางทันตกรรมของ "เสี่ยอ้วน" แล้ว พบว่าสอดคล้องต้องกัน อีกทั้งยังพบเศษชิ้นเนื้อและกระดูกบางส่วนที่เผาไหม้ไม่หมด ซึ่งได้เก็บไว้ตรวจสอบดีเอ็นเอเทียบกับญาติ เพื่อยืนยันตัวบุคคล

                          หลักฐานที่พบยืนยันว่า "เสี่ยอ้วน" เสียชีวิตแล้ว รายละเอียดการตรวจสอบที่เกิดเหตุตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำมาสู่การคลี่คลาย "คดีอุ้มฆ่าเผาทำลายศพ" คดีนี้เป็นอย่างไร ติดตามตอนหน้า

 

 

--------------------------

(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม : Au keya : iSnap csi thailand คดี อุ้มฆ่า เสี่ยอ้วนโรงเกลือ

 

- http://www.youtube.com/watch?v=J-Zcg6HrAec

 

คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : 'นิติทันตกรรม' ไขคดี (1) ฆ่า-เผา 'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)