ข่าว

รายงาน-บทพิสูจน์ "มาตรฐานกกต."

รายงาน-บทพิสูจน์ "มาตรฐานกกต."

11 มิ.ย. 2552

การกระทำของ “เนวิน ชิดชอบ” ณ วันนี้ คงไม่ต้องตีความกันแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของ “พรรคภูมิใจไทย” ตัวจริงเสียงจริง เพราะแม้ “เนวิน” จะติดโทษแบน 5 ปี จากการถูกยุบพรรคไทยรักไทย แต่ดูเหมือนว่าโทษดังกล่าวจะไม่เป็นผลสำหรับเขาเสียแล้ว

 สิ่งที่แสดงออกมาในขณะนี้เห็นได้ว่า “เนวิน” ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป เพราะแม้เขาจะก้าวออกมายืนเบื้องหน้าชนิดที่ใครๆ มองก็รู้ว่าอะไรคืออะไร

 แต่สำคัญกว่านั้น...ดูเหมือนว่าการเอาผิดหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว !!!

 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่เขาเคลื่อนกายย้ายพลจากขั้วเดิม มาอิงแอบแนบซบกับขั้วประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะกระทำการใดก็ดูเหมือนทางจะสะดวกและโรยด้วยกลีบกุหลาบ

 วันที่ยังอยู่กับขั้วเก่านั้น ใช่ว่า “เนวิน” จะไม่ทำอย่างวันนี้

 ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการ หรืออยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวหลายๆ อย่าง แต่วันนั้นดูเหมือนว่าการกระทำของเขาจะถูกจับตาและเข้าข่ายผิดกฎหมายไปทั้งหมด

 แต่ ณ วันนี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างอีกเหมือนกันที่ถูกตีตราประทับรับรองจาก กกต. เสียก่อนจะนำเรื่องเข้าพิจารณาแล้วว่า

 “กฎหมายท่าทางจะเอาไม่ถึง” !!!

 จริงอยู่ว่าเมื่อดูกฎหมายแล้ว จะเห็นความคลาดเคลื่อนระหว่างความเข้าใจกับตัวบทอยู่พอสมควร เพราะสิ่งที่เข้าใจกันคือ โทษสำหรับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบคือ “ตัดสิทธิทางการเมือง”

 แต่ในตัวบทกฎหมาย กลับไม่ได้เขียนเช่นนั้น

 กฎหมายเขียนระบุโทษไว้เพียงว่า “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งก็จะมีการลงโทษที่จำกัดวงแคบลง เพียงแค่การห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ห้ามเข้าชื่อถอดถอน ห้ามเสนอกฎหมาย หรือ ห้ามคัดค้านกฎหมาย

 แต่กลับไม่มีบทบัญญัติใดระบุ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในสถานะอื่นๆ

 นั่นแปลว่า “ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สามารถดำเนินการทางการเมืองอื่นได้ ตราบเท่าที่ไม่มีห้ามไว้ในกฎหมาย

 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากการยุบพรรคนั้น จะต้องถูกควบคุมโดยกฎหมายมากกว่าปกติธรรมดา

 นั่นคือ...ห้ามจดตั้งพรรคการเมือง ห้ามร่วมตั้งพรรคการเมือง และห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค เท่านั้น

 นอกเหนือจากนี้แล้ว กฎหมายไม่ได้ห้าม !!!

 สมัยเมื่อครั้ง "เนวิน" ยังอยู่ขั้วเดิม เคยมีประเด็นคำถามมาถึงกกต.เกี่ยวกับการเข้าร่วมหาเสียงในการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

 ครั้งนั้น "กกต." ตอบไปว่า ไม่สามารถทำได้ !!!

 เพราะการกระทำนั้น แม้จะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคที่หาเสียง แต่สิ่งที่ทำนั้นก็เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค จึงถือว่าทำตัวประหนึ่งกรรมการบริหารพรรคเช่นกัน จึงถือว่าทำไม่ได้ตามกฎหมาย

 กระนั้นก็ดีในครั้งนี้ "กกต." คงเข้าใจถึงหอกที่พร้อมจะทิ่มแทง อันเนื่องมาจากข้อระแวงของคนในสังคม จึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำประหนึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

 รวมไปถึงการดูด้วยว่าการลงพื้นที่ จ.สกลนคร ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์หรือไม่

 ทางออกนี้อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดของ "กกต." เพราะหากสอบแล้วพบว่าติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย หรือว่าข้อเท็จจริง ที่ไม่เป็นไปด้วยกันกับกฎหมายหรือกระแสสังคม ก็เป็นเรื่องที่พอจะรับกันได้

 แต่หากเลือกบอกปัดเสียตั้งแต่ต้น ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความเคลือบแคลงถึงมาตรฐานในการปฏิงานของ กกต. ให้มากยิ่งขึ้น

 นอกจากนี้สิ่งที่กกต.หรือผู้ร่างกฎหมายควรต้องทำคือการคุยเรื่องกติกานี้กันใหม่ว่าจะเอาอย่างไร

 จะตัดกฎหมายข้อนี้ทิ้งดีหรือไม่ เพราะหากกฎหมายหรือคำสั่งใดที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงก็ป่วยการที่จะคงเอาไว้

 หรือควรมาร่างกติกากันใหม่ให้ชัดว่าไปเลยว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ควรทำอะไรได้ หรือไม่ได้

 หรือ คนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ต้องเขียนกฎหมายอย่างไรเพื่อให้ชัดเจนว่า ห้ามหรือไม่ห้ามอะไรบ้าง

 เพราะการทำให้คลุมเครือ และเหลือทิ้งไว้ให้คนตีความนั้น รังแต่จะสร้างปัญหาในอนาคตที่เกี่ยวเนื่องกับดุลพินิจ และการไม่ยอมรับ เพราะการตีความของคนนั้นย่อมมีอคติและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้

 ฝ่ายเสียผลประโยชน์ก็ย่อมจะหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการไม่ยอมรับ

 แต่จากเรื่องนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพฤติการณ์ของ “เนวิน” ที่กำลังทำอยู่ ไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งใส่เสื้อสีเดิม เพียงแต่วันนี้ยังไม่ถูกจับจ้องตามมาตรฐานเดิมเท่านั้น

 นักการเมือง ก็ยังคงเป็นนักการเมือง ที่พยายามเรียนรู้กฎหมาย เพื่อหาช่องหลีกเลี่ยงมากกว่าจะถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด !!!

 งานนี้เชื่อได้ว่า หากกกต.ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน จะเกิดกรณีปัญหาแบบนี้อีกเป็นร้อย

 เพราะอย่าลืมว่ากรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิจนถึงขณะนี้ รวมกันมีถึง 220 คน และแต่ละคนก็กระจายกันอยู่ตามพรรคต่างๆ

 หากว่าทุกคนดื้อแพ่ง และปฏิบัติอย่างที่ "เนวิน" ทำ

 อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ