
รายงาน-บทพิสูจน์ "มาตรฐานกกต."
การกระทำของ เนวิน ชิดชอบ ณ วันนี้ คงไม่ต้องตีความกันแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของ พรรคภูมิใจไทย ตัวจริงเสียงจริง เพราะแม้ เนวิน จะติดโทษแบน 5 ปี จากการถูกยุบพรรคไทยรักไทย แต่ดูเหมือนว่าโทษดังกล่าวจะไม่เป็นผลสำหรับเขาเสียแล้ว
สิ่งที่แสดงออกมาในขณะนี้เห็นได้ว่า “เนวิน” ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป เพราะแม้เขาจะก้าวออกมายืนเบื้องหน้าชนิดที่ใครๆ มองก็รู้ว่าอะไรคืออะไร
แต่สำคัญกว่านั้น...ดูเหมือนว่าการเอาผิดหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว !!!
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่เขาเคลื่อนกายย้ายพลจากขั้วเดิม มาอิงแอบแนบซบกับขั้วประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะกระทำการใดก็ดูเหมือนทางจะสะดวกและโรยด้วยกลีบกุหลาบ
วันที่ยังอยู่กับขั้วเก่านั้น ใช่ว่า “เนวิน” จะไม่ทำอย่างวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการ หรืออยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวหลายๆ อย่าง แต่วันนั้นดูเหมือนว่าการกระทำของเขาจะถูกจับตาและเข้าข่ายผิดกฎหมายไปทั้งหมด
แต่ ณ วันนี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างอีกเหมือนกันที่ถูกตีตราประทับรับรองจาก กกต. เสียก่อนจะนำเรื่องเข้าพิจารณาแล้วว่า
“กฎหมายท่าทางจะเอาไม่ถึง” !!!
จริงอยู่ว่าเมื่อดูกฎหมายแล้ว จะเห็นความคลาดเคลื่อนระหว่างความเข้าใจกับตัวบทอยู่พอสมควร เพราะสิ่งที่เข้าใจกันคือ โทษสำหรับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบคือ “ตัดสิทธิทางการเมือง”
แต่ในตัวบทกฎหมาย กลับไม่ได้เขียนเช่นนั้น
กฎหมายเขียนระบุโทษไว้เพียงว่า “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งก็จะมีการลงโทษที่จำกัดวงแคบลง เพียงแค่การห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ห้ามเข้าชื่อถอดถอน ห้ามเสนอกฎหมาย หรือ ห้ามคัดค้านกฎหมาย
แต่กลับไม่มีบทบัญญัติใดระบุ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในสถานะอื่นๆ
นั่นแปลว่า “ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สามารถดำเนินการทางการเมืองอื่นได้ ตราบเท่าที่ไม่มีห้ามไว้ในกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากการยุบพรรคนั้น จะต้องถูกควบคุมโดยกฎหมายมากกว่าปกติธรรมดา
นั่นคือ...ห้ามจดตั้งพรรคการเมือง ห้ามร่วมตั้งพรรคการเมือง และห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค เท่านั้น
นอกเหนือจากนี้แล้ว กฎหมายไม่ได้ห้าม !!!
สมัยเมื่อครั้ง "เนวิน" ยังอยู่ขั้วเดิม เคยมีประเด็นคำถามมาถึงกกต.เกี่ยวกับการเข้าร่วมหาเสียงในการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ครั้งนั้น "กกต." ตอบไปว่า ไม่สามารถทำได้ !!!
เพราะการกระทำนั้น แม้จะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคที่หาเสียง แต่สิ่งที่ทำนั้นก็เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค จึงถือว่าทำตัวประหนึ่งกรรมการบริหารพรรคเช่นกัน จึงถือว่าทำไม่ได้ตามกฎหมาย
กระนั้นก็ดีในครั้งนี้ "กกต." คงเข้าใจถึงหอกที่พร้อมจะทิ่มแทง อันเนื่องมาจากข้อระแวงของคนในสังคม จึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำประหนึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่
รวมไปถึงการดูด้วยว่าการลงพื้นที่ จ.สกลนคร ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์หรือไม่
ทางออกนี้อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดของ "กกต." เพราะหากสอบแล้วพบว่าติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย หรือว่าข้อเท็จจริง ที่ไม่เป็นไปด้วยกันกับกฎหมายหรือกระแสสังคม ก็เป็นเรื่องที่พอจะรับกันได้
แต่หากเลือกบอกปัดเสียตั้งแต่ต้น ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความเคลือบแคลงถึงมาตรฐานในการปฏิงานของ กกต. ให้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้สิ่งที่กกต.หรือผู้ร่างกฎหมายควรต้องทำคือการคุยเรื่องกติกานี้กันใหม่ว่าจะเอาอย่างไร
จะตัดกฎหมายข้อนี้ทิ้งดีหรือไม่ เพราะหากกฎหมายหรือคำสั่งใดที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงก็ป่วยการที่จะคงเอาไว้
หรือควรมาร่างกติกากันใหม่ให้ชัดว่าไปเลยว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ควรทำอะไรได้ หรือไม่ได้
หรือ คนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ต้องเขียนกฎหมายอย่างไรเพื่อให้ชัดเจนว่า ห้ามหรือไม่ห้ามอะไรบ้าง
เพราะการทำให้คลุมเครือ และเหลือทิ้งไว้ให้คนตีความนั้น รังแต่จะสร้างปัญหาในอนาคตที่เกี่ยวเนื่องกับดุลพินิจ และการไม่ยอมรับ เพราะการตีความของคนนั้นย่อมมีอคติและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายเสียผลประโยชน์ก็ย่อมจะหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการไม่ยอมรับ
แต่จากเรื่องนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพฤติการณ์ของ “เนวิน” ที่กำลังทำอยู่ ไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งใส่เสื้อสีเดิม เพียงแต่วันนี้ยังไม่ถูกจับจ้องตามมาตรฐานเดิมเท่านั้น
นักการเมือง ก็ยังคงเป็นนักการเมือง ที่พยายามเรียนรู้กฎหมาย เพื่อหาช่องหลีกเลี่ยงมากกว่าจะถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด !!!
งานนี้เชื่อได้ว่า หากกกต.ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน จะเกิดกรณีปัญหาแบบนี้อีกเป็นร้อย
เพราะอย่าลืมว่ากรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิจนถึงขณะนี้ รวมกันมีถึง 220 คน และแต่ละคนก็กระจายกันอยู่ตามพรรคต่างๆ
หากว่าทุกคนดื้อแพ่ง และปฏิบัติอย่างที่ "เนวิน" ทำ
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



