
'ศอ.รส.'ยัน3เขต'พรบ.มั่นคง'คุมปกติ
'ศอ.รส.'ประชุมประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว-เตรียมแจกปลอกแขนสำหรับสื่อมวลชน ด้าน'เพื่อไทย'วอนม็อบหยุดแช่แข็งประเทศรอบสอง
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 3 สิงหาคม พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) แถลงข่าวสรุปภาพรวมการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของมวลชนกลุ่มต่างๆ ว่า เมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปสถานการณ์ด้านการข่าว ทั้งนี้ จากการประเมินแล้วในพื้นที่ที่ประกาศ พรบ.ความมั่นคงฯ ทั้งเขตดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย และพระนคร ในภาพรวมเหตุการณ์โดยทั่วไปยังปกติ โดยมีกำลังตำรวจนครบาลดูความสงบเรียบร้อย และยังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ที่มีการประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงฯ แต่พบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ได้จัดตั้งเต็นท์และเวทีปราศรัย ที่บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี โดยผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เบื้องต้นได้ส่งกำลังจากบก.น. 5 ไปดูแลความสงบเรียบร้อย
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลด้านการข่าวประเมินว่า ในวันที่ 4-6 ส.ค.นี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะเริ่มทยอยเข้ามาในพื้นที่กทม.และคาดว่าในวันที่ 4 ส.ค.นี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการชุมนุมจากหลักร้อยจนถึง 4-5 พันคน ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่าผู้ชุมนุมอาจจะมีการรวมตัวกันในลักษณะดาวกระจายไปยังสถานที่ต่างๆ ส่วนจำนวนผู้ชุมนุมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของฝ่ายการเมืองเป็นสำคัญ โดยในวันนี้เวลา 15.00 น.ศอ.รส.ได้สั่งการให้กำลังตำรวจระลอกแรกจำนวน 11 กองร้อย เข้าพื้นที่เสริมการทำงานของตำรวจนครบาล เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปฏิบัติภารกิจการตั้งด่านตรวจค้น และเสริมการรักษาความปลอดภัยทางเข้า-ออกสถานที่ราชการสำคัญ สถานที่เชิงสัญลักษณ์ต่างๆ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ นอกจากนี้ได้สั่งเตรียมกำลังตำรวจระลอกที่ 2 ในที่ตั้ง พร้อมเคลื่อนกำลังสนับสนุนได้ภายใน 3 ชม.หากมีกรณีเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้กำชับกองกำลังตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนายให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละมุนละม่อม อดทนอดกลั้นยึดหลักกฎหมาย และเป็นตามหลักสากล พร้อมกับจะมีการประสานงานจัดชุดเจรจาต่อรองกับทางแกนนำ
ด้าน พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ รองโฆษกศอ.รส. กล่าวว่า สำหรับสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ภาคสนาม ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในสถานการณ์การชุมนุม เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน จึงได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะมีการทำสัญลักษณ์บอกฝ่ายให้กับสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานพื้นที่ โดยทั้ง 2 สมาคมจะการจัดทำปลอกแขน ที่มีรูปสัญลักษณ์ และติดบัตรประจำตัวสื่อมวลชนที่ออกโดยต้นสังกัด หรือกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อแสดงสัญลักษณ์เป็นสื่อมวลชนในพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งตำรวจจะดูแลความปลอดภัยให้กับสื่อมวลชนเป็นกรณีพิเศษด้วย ทั้งนี้ สื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศสามารถนำหลักฐานบัตรประจำตัวสื่อมวลชนที่ต้นสังกัดหรือกรมประชาสัมพันธ์ออกให้ติดต่อขอรับปลอกแขนได้ที่ห้องประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 บช.น. ตั้งแต่วันนี้หลังเวลา 17.00 น.และวันที่ 4 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป
ขณะที่ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกศอ.รส. กล่าวว่า ศอ.รส.มีความห่วงใยสุขภาพของประชาชนที่มาร่วมชุมนุมรวมถึงสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าวจึงได้สั่งการให้จัดทีมแพทย์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นแพทย์และพยาบาลมืออาชีพจาก รพ.ตำรวจ โดยจะประจำอยู่ 3 จุดได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำเนียบรัฐบาล และอาคารรัฐสภา สำหรับโรคที่พบบ่อย อาทิ โรคหวัด ลมแดด และอาหารเป็นพิษ จึงฝากประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนหากได้รับความเจ็บป่วยสามารถติดต่อขอรับบริการได้
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่สถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีหนังสือมายังกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ให้เฝ้าระวังการก่อเหตุของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ช่วงปลายเดือนรอมฏอน ระหว่างวันที่ 30 ก.ค.-7 ส.ค.นี้ โดยมีเป้าหมายโจมตีระบบการขนส่ง ทั้งรถไฟและสนามบิน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ที่ประชุม ศอ.รส.ยังไม่มีการหารือถึงเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่าตำรวจมีแผนในการเฝ้าระวังสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะสถานฑูตต่างๆ อยู่แล้ว
"เพื่อไทย"วอนม็อบหยุดแช่แข็งประเทศรอบสอง
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ม็อบต่างๆ เตรียมออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ว่า การขับเคลื่อนของกลุ่มการเมืองนอกสภาฯ ในช่วงนี้ไม่มีอะไรต้องตกใจ ขอให้มองอย่างมีสติ ที่เห็นเหมือนมีกลุ่มใหม่ๆ เปิดตัวออกมาบ้าง แต่ก็เป็นประเภทชื่อใหม่แต่หน้าเก่า ขาประจำ แม้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยจัดชุมนุม เมื่อปี 2548 จะออกตัวไม่เข้าร่วม โดยอ้างเรื่องติดเงื่อนไขการประกันตัว แต่เชื่อว่า น่าจะมีอีแอบบางคนรวมอยู่กับกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ โดยมีบางพรรคคอยปลุกระดมเรียกแขกหน้าร้านอีกชั้นหนึ่ง แม้ว่ากระบวนการทั้งหมดจะคล้ายกับเมื่อปี 2548 แต่เชื่อว่าจะไม่ถึงขั้นแตกหักอะไร และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ เพราะรู้ว่าออกตัวไปก็เจ็บตัวเปล่า ดังนั้นความพยายามที่จะแช่แข็งประเทศในรอบที่ 2 นี้จึงไม่มีอะไรใหม่ และเชื่อว่า จะมาเร็ว เคลมเร็ว จบเร็ว และถ้าเป็นไปได้ ก็จงหยุดการทำร้ายประเทศด้วยการประกาศแช่แข็งประเทศ แช่แข็งเศรษฐกิจประเทศ



