
หุ้นไทยตกแรงสุดในเอเชียหวั่นการเมืองร้อน
สภาธุรกิจตลาดทุนเผย ตลาดหุ้นไทยตกแรงสุดในเอเชียค่าเฉลี่ย 5% ชี้ปัญหาการเมืองกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน หวั่นกระทบนโยบายเศรษฐกิจ
2ส.ค.2556 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนมีความกังวลสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงกว่าตลาดหุ้นในเอเชีย 10 ประเทศ โดยนับตั้งแต่ทางธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณลดมาตรการคิวอี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแล้ว 13-14% ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียเฉลี่ยปรับลดลง 5%
อย่างไรก็ตามประเด็นที่นักลงทุนกังวล ไม่ใช่การออกพ.ร.บ.ความมั่นคง หรือการชุมนุมทางการเมือง แต่กังวลความเสี่ยงทางด้านนโยบาย (Policy Risk) ว่าจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน หากโครงการลงทุนภาครัฐไม่มีความชัดเจน นักลงทุนก็คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)และกำไรบจ.ยาก
“ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือหลังเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี ตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ มีความน่าสนใจน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ยิ่งประเทศไหนมีปัญหาภายใน นักลงทุนก็หลีกเลี่ยง กองทุนหลายแห่ง ตัดสินใจไม่เอาเมืองไทย เพราะนโยบายสับสน ทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้นักลงทุนระยะยาวเข้าประเทศ”
ทั้งนี้ในระยะยาว ยังมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นอยู่ ตามการเติบโตของกำไรบจ. ที่ปัจจุบันบจ.ไทยมีการขยายลงทุน ซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้วัฏจักรผลตอบแทนมีโอกาสเติบโตสูง แต่ในระยะสั้นจากสถานการณ์ต่างประเทศ และการเมืองในประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน
สำหรับหุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจในการลงทุน คือ กลุ่มส่งออก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เพราะจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะสหรัฐ และแนวโน้มค่าเงินบาทที่จะอ่อนค่าลง ตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น แม้ว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่การลงทุนในตลาดหุ้นก็ต้องลงทุนรับข่าวล่วงหน้า 6เดือน
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงมีความผันผวนค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยทั้งในเชิงบวกและเชิงลบมากนัก แต่ยังแนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ภาพรวมในต่างประเทศว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินที่ไหลเข้าและไหลออก
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์การเมืองจะมีความไม่แน่นอน แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้ง แต่สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยกังวล คือโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐไม่มีความคืบหน้า หรือไม่เป็นไปตามแผน
ด้านนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า เชื่อว่าการลงทุนของภาครัฐจะสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะผลที่ออกมาคงไม่ออกมาในลักษณะสุดขั้ว คือลงทุน 100% หรือไม่มีการลงทุนเลย ทำให้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างยังคงน่าสนใจ



