ข่าว

วงการวิชาการและการศึกษาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนให้จงได้

วงการวิชาการและการศึกษาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนให้จงได้

02 ส.ค. 2556

ผมตั้งใจจะทำให้ 'วงการวิชาการและการศึกษาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนให้จงได้' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected] / twitter@DoctorAm

           ชื่อเรื่องยาวกว่าปกติครับ สำหรับบทความวันนี้ ผมขอสะท้อนวิสัยทัศน์ส่วนตัว หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือใครเห็นดีเห็นงามจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ยินดียิ่ง เพราะผมเห็นว่าแวดวงตุลาการ หรือ “ศาลสถิตยุติธรรม” มักถูกมองจากสายตาประชาชนว่า เป็น the last resort ในภาษาอังกฤษ หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ที่พึ่งที่หวังหรือทางเลือกท้ายๆ ของคนในสังคม”

           สาเหตุที่ “ตุลาการหรือศาลซึ่งทำหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยขององค์พระประมุข” ถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายก็ด้วยเหตุที่ท่านถูกคาดหวังจากสังคมว่าดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมและจะพิพากษาปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ส่วนวงการวิชาการในบ้านเรา ถือว่า “ความเป็นครูบาอาจารย์” แต่ไหนแต่ไรมาได้รับความเคารพนบนอบและสรรเสริญจากสังคมชุมชนมาช้านานไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ถ้าพูดจากน้ำใสใจจริงผมต้องบอกว่าการเลือกอาชีพครูอาจารย์ของผมนั้นไม่ใช่เรื่อง “ฟลุก” หรือไม่รู้จะหากินทางใด จึงเลือกอาชีพนี้ แต่กล้าพูดว่า "ได้พิจารณาและเลือกด้วยความตั้งใจอย่างที่เขียนเป็นชื่อบทความวันนี้ว่า ผมมีเจตนาและความตั้งใจจริงที่อยากเห็น วงการวิชาการในบ้านเราเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เผยแพร่สาระทางวิชาการ ทั้งสอนและบ่มเพาะคนในสังคมให้เป็นคนดีมีศีลธรรมจรรยา กระทั่งหวังว่าจะได้เป็นที่พึ่งสุดท้ายเช่นเดียวกับการที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงแวดวงตุลาการหรือศาลสถิตยุติธรรม"

           แต่วันนี้ปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่วงการการศึกษามีเรื่องให้ต้องช่วยกันคิดพิจารณาหาทางแก้ไขกันอยู่หลายเรื่อง ไม่น้อยหน้าวงการศาสนาที่เราเพิ่งจะชำระความเหล่า “กาฝาก” ที่เกาะกินศาสนามาช้านาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องเดินหน้าช่วยกันแก้ไขเยียวยาไปพร้อมๆ กัน คงจะแยกแยะว่า สิ่งไหนสำคัญกว่าทำอันนั้นอันนี้ก่อน เราคงไม่มีเวลาแล้ว

           ด้วยประสบการณ์หลายสิบปีทำให้มองเห็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจในแวดวงวิชาการหลายๆ อย่าง อาทิ การคัดลอกผลงานทางวิชาการ ซึ่งคนจำนวนมากยังเข้าใจกันผิดๆ ว่า การคัดลอกผลงานคงจะหมายถึงการกางตำราใครสักคนขึ้นมาแล้วพิมพ์ซ้ำหรือลอกของเขามาแบบเถรตรงไม่แก้ไขดัดแปลงเนื้อหาสาระใดๆ แต่ในแวดวงการวิชาการเราเห็นว่า แม้กระทั่งการ “จ้างวานผู้อื่น” เช่น ลูกศิษย์ลูกหา ในวิชาเรียนมาทำงานวิจัยในโครงการที่ตัวเองรับงานมา ถึงจะจ่ายเงินค่าตอบแทนก็ถือเสมือนเป็นผู้ช่วยวิจัย หากเอางานของลูกศิษย์คนนั้นๆ ที่เขาช่วยค้นคว้า มาเขียนหรือรวมเป็นผลงานของตัวเองก็ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาหรือให้เครดิต (คือ การยกย่องให้เกียรติอ้างถึงบุคคลเจ้าของผลงาน) กับเขาด้วย ดังเคยเรียนให้ทราบแล้วว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคัดลอกงานผู้อื่นในทางวิชาการ (plagiarism) จึงมีความร้ายแรงเทียบเท่าโทษอาบัติปาราชิกในทางธรรม

           เรื่องต่อมา คือ “การจัดการเรียนการสอนเชิงพาณิชย์” ทราบมาว่า ในบางสถาบันข่าวลือเรื่องอาจารย์ ผู้สอน รับทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทปริญญาเอกให้แก่ลูกศิษย์ตนเองนั้นเป็นความจริง แต่ดูเหมือนทางสถาบันนั้นๆ จะนิ่งดูดายไม่ลงมือจัดการให้เป็นเยี่ยงอย่างเหมือนดังกรณีของมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ล่าสุดเพิ่งไล่ออกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เบิกจ่ายงบประมาณในทางฉ้อฉลจากบางโครงการที่ตัวเองสอนนักศึกษาอยู่ แต่การพาณิชย์ใดไม่น่ารังเกียจเท่ากับการกระทำที่มีคนเทียบเคียงว่าคล้าย “การซื้อขายปริญญาบัตร” ซึ่งปกติใครไปเดินบางลำพู ตรอกข้าวสาร ก็คงพอทราบว่ามีแหล่งผลิตใบประกาศนียบัตร บัตรนักเรียนนักศึกษาได้เกือบทุกสถาบัน แต่กลายเป็นว่า สถาบันการศึกษาหลายแห่งวันนี้ จัดการศึกษาไม่ต่างกับ “ปริญญาบัตรตรอกข้าวสาร” เปิดหลักสูตรหารายได้กันเป็นกอบเป็นกำ บางแห่งเปิดรับนักศึกษาปีละหลายๆ รุ่นในหลักสูตรเดียวกัน กระทั่งผู้สอนมัวสาละวนกับการหากินไม่มีเวลามากำกับดูแลให้คำปรึกษานิสิตที่เป็นหน้าที่หลัก ไปใส่ใจเอาใจลูกศิษย์ “ผู้ใหญ่” ที่วันหนึ่งอาจกลายเป็น “ลูกศิษย์ดันอาจารย์” ไปสู่ตำแหน่งใหญ่โต

           “นักวิชาการที่จะเป็นที่พึ่งที่หวังของสังคมได้ในวันนี้” อาจดูจะบางตา เพราะมีทั้งพวกที่อยู่ได้ไม่ว่าใครจะขึ้นมาปกครอง กับพวก “เลือกข้าง” แบบเทใจ ทำให้เมื่อสังคมมองมาที่แวดวงวิชาการจึงเกิดความวังเวงและอ้างว้างไม่รู้จะพึ่งพาใครได้ แต่ผมขอยืนยันว่า มีนักวิชาการอีกหลายๆ คน ได้เริ่มทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี และมีมาตรการหลากหลายตั้งแต่การช่วยกัน “คว่ำบาตรคนนอกรีต” หรือ พวกมิจฉาชีพที่แอบอ้างความเป็น “ปัญญาชน” เข้ามาแสวงประโยชน์จากการศึกษาหาความรู้ของผู้คน เพื่อประกาศให้สังคมรับรู้ พวกเราปวารณาตัวเป็นทางเลือกให้สังคมได้มั่นใจว่า เมื่อยามคับขัน ท่านจะไม่โดดเดี่ยว ขอเพียงสังคมพร้อมที่จะรักษาปกป้องสิทธิของตนเองและพร้อมจะโอบอุ้มเชิดชูคนทำดีคิดดี

           พร้อมกันนี้ ขออนุญาตใช้พื้นที่คอลัมน์ประชาสัมพันธ์การจัดสัมมนาในหัวข้อ “เปิดโอกาส SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเข้าสู่ AEC” ซึ่งจะมีวิทยากรชั้นแนวหน้าทั้งภาครัฐเอกชนให้ความรู้ฟรีๆ ที่ห้องประชุม 4 อาคารกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์ฯ ถนนพิชัย ใกล้แยกขัตติยานี ในวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคมนี้ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องการเข้าพื้นที่นะครับ ทางเจ้าหน้าที่จะให้ความสะดวกท่านถ้าเข้าร่วมการสัมมนา