ข่าว

ปตท.ยอมรับคืนรางวัลลูกโลกสีเขียว

ปตท.ยอมรับคืนรางวัลลูกโลกสีเขียว

01 ส.ค. 2556

ปตท.ขอโทษ'น้ำมันรั่ว'เปิดเว็บเกาะติด ยอมรับคืนรางวัลลูกโลกสีเขียว 'ยิ่งลักษณ์'ลังเลลงพื้นที่เสม็ด

              1ส.ค.2556 นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยได้แสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันรั่วในทะเลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีคราบน้ำมันดิบกระจายจากจุดเกิดเหตุในทะเลบริเวณมาบตาพุดไปจนถึงชายหาดอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด โดยกล่าวยืนยันว่ากลุ่ม ปตท. พร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมือกับ PTTGC อย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างต่อเนื่องในการทำความสะอาดคราบน้ำมันทั้งในทะเลและบนฝั่ง  และจะร่วมมือกับ PTTGC ดำเนินการรับมือสถานการณ์ตามแผนการดำเนินงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ที่มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

              ส่วนกรณีมีกลุ่มผู้ได้รับรางวัลจากสถาบันลูกโลกสีเขียวของปตท.จะคืนรางวัลให้ ปตท. นั้น นายไพรินทร์ กล่าวว่า ปตท.พร้อมน้อมรับรางวัลดังกล่าวคืนแต่ขอความเห็นใจจากทุกฝ่ายเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุแม้ปตท.จะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นประจำซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ปตท.นำมาปรับระบบความปลอดภัยในอนาคต นอกจากนี้ปตท.ยังได้เก็บตัวอย่างอาหารทะเลจากพื้นที่ที่ม่น้ำมันรั่วไหลเพื่อนำมาตรวจสอบผลกระทบ

              นายไพรินทร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมด และยินดีให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสทุกขั้นตอน  โดยจะมีการติดตามและถ่ายทอดสถานการณ์การแก้ไขปัญหาน้ำมันที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ดตลอด 24 ชั่วโมง ให้ประชาชนติดตามผ่านเว็บไซต์เฉพาะกิจ www.pttgroup.com และชมภาพบรรยากาศสดได้ที่ http://iptv.pttgcplc.com โดยไม่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่จริง ตั้งแต่วันที่ 2ส.ค. เป็นต้นไปจนกว่าเหตุการณ์จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังพร้อมเปิดรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากที่สุด

              นายไพรินทร์ กล่าวว่า ในการสลายคราบน้ำมัน ได้ใช้สารเคมีไปประมาณ50-70 ตัน และยืนยันเป็นสารที่ไม่มีอันตราย เพราะเป็นสารที่ทำให้น้ำมันแตกตัวเป็นอนูเล็กๆ จากนั้นแบคทีเรียในน้ำทะเลจะมากินอนูเล็กๆ นี้ ซึ่งแบคทีเรียเป็นอาหารของแพลงตอน ถือเป็นวัฎจักรตามธรรมชาติ โดยเป็นวิธีการเดียวกับการแก้ปัญหาน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก

              ในส่วนของความเสียหายนั้น ยอมรับว่าประเมินมูลค่าความเสียหายยาก ซึ่งต้องรอการรวบรวมตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจนจากทางจังหวัดระยองอีกครั้ง แต่จากรายงานของมอร์แกน แสตนเลย์ ระบุตัวเลขความเสียหายอยู่ที่ 8-65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ปตท.ได้ทำประกันภัยในต่างประเทศ วงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สรัฐ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท และเชื่อว่า พีทีทีจีซี จะดูแลเยียวยาความเสียหายได้ทั้งหมด ส่วนสาเหตุที่น้ำมันรั่วไหลไปยังอ่าวพร้าวขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

              ด้านนายบวร วงศ์สินอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีทีจีซี กล่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ว่า ปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลไปบริเวณอ่าวพร้าวประมาณ 10-20 คิว แต่ประเมินยาก เนื่องจากเวลาเก็บคราบน้ำมันต้องเก็บน้ำทะเลไปด้วย ส่วนบริเวณนอกอ่าว ยังมีฟิล์มน้ำมันบางๆ อยู่บ้างซึ่งจะสลายไปเองเมื่อเจอแสงแดดจัด และสังเกตจากกระแสคลื่นซัดขณะนี้ไม่เห็นคราบน้ำมันแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเฝ้าระวังต่อไป โดยในวันที่ 2 ส.ค.จะเริ่มเคลื่อนย้ายขยะที่ใช้ในการจัดเก็บคราบน้ำมัน

              ขณะที่ผลกระทบด้านสุขภาพ พบว่ามีผู้ป่วย 70-80 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ พีทีทีซีจี ซึ่งมีอาการเวียนศรีษะ เพราะพักผ่อนน้อย รวมทั้งยังเก็บตัวอย่างปัสสาวะของคนที่เข้าไปในพื้นที่ 1,000 คน เพื่อตรวจสอบว่ามีผลกระทบด้านสุขภาพหรือไม่ ส่วนผลกระทบด้านกลิ่น ขณะนี้ มีอยู่บ้างแต่มาจากขยะที่เก็บคราบน้ำมันและเตรียมนำไปกำจัดต่อไป 
 

“พงษ์ศักดิ์”เผยกรรมการ5คนตรวจสอบข้อเท็จจริงน้ำมันรั่ว

              นายพงษ์ศักด์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกบอล เคมีคอลจำกัด(มหาชน ) ว่าได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล จำนวน  3  คน ประกอบด้วย 1.คุณหญิงทองทิพ  รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานกรรมกร 2 ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นกรรมการ 3.ดร. ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นกรรมการ 4.นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นกรรมการ และ 5.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ  ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ถือเป็นบุคคลภายนอกที่ให้เข้ามาดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีขอบเขตอำนาจการทำงานดังต่อไปนี้

              โดยต้องคณะกรรมการฯจะสอบสวนหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล ตรวจสอบกระบวนการทำงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับ-ส่งน้ำมันดิบจากทุ่นรับน้ำมันดิบ ถึงโรงกลั่นน้ำมัน การบำรุงรักษาทุ่นรับน้ำมันดิบและอุปกรณ์ต่างๆ ทีเกี่ยวกับการรับ-ส่งน้ำมันดิบ และขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง

              นอกจากนี้คณะกรรมการฯชุดดังกล่างต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงที่ทำให้น้ำมันดิบรั่วไหลไปถึงบริเวณอ่าวพร้าวเกาะเสม็ด ตรวจสอบขั้นตอนและวิธีการขจัดคราบน้ำมันของบริษัท ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว มีอำนาจเชิญพนักงานของบริษัทหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือข้อมูล หรือมอบเอกสารให้ตรวจสอบซึ่งคณะกรรมการฯดังกล่าวจะต้องดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อเสนอให้กับบริษัท และรายงานต่อกระทรวงพลังงานต่อไป
 

แวดวงน้ำมันเชื่อ“คุณหญิงทองทิพ”เป็นกลาง

              คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต กรรมการอำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ “พีทีทีจีซี” ซึ่งเป็นไปตามอำนาจของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เป็นประธานคณะทำงานสอบสวนฯ ดังกล่าว เพื่อสาเหตุน้ำมันรั่วในทะเลระหว่างการขนถ่ายทางท่อในทะเลเข้าสู่โรงกลั่น พีทีทีซีจี บนฝั่ง ในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา

              นอกจากนี้ ยังมีกรรมการอีกสองท่าน คือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ดร. ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม โดยอาจมีผู้เชี่ยวชาญอื่นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเป็นกรรมการคณะทำงานสอบสวนชุดนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7 วันนับจากวันที่ 31 ก.ค. ระบุโดยนายพงษ์ศักดิ์ เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) 

              นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงคณะทำงานสอบสวนฯ ที่มีคุณหญิงทองทิพ เป็นประธานว่า ในฐานะที่เคยร่วมงานกับคุณหญิงทองทิพ และให้ความเคารพเหมือนเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถท่านหนึ่งในประเทศไทย เห็นว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในแวดวงวิชาการด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ต่างในการยอมรับและเชื่อถือ

              “ไม่คิดว่าจะมีความโน้มเอียงใดใดที่จะเข้าข้าง ปตท. ถึงแม้ว่าคุณหญิงจะเคยทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มปตท. เพราะเห็นท่าน เคยตำหนิ และให้คำแนะนำกับคนของปตท.อยู่บ่อยๆเมื่อทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการในบอร์ด ปตท.หรือบอร์ด พีทีทีจีซี” นายคุรุจิต กล่าว

              รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า คุณหญิงทองทิพ จบด้านวิศวะเคมี เป็นผู้ที่ก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมที่ถือว่ามีคุณูปการต่อวงการปิโตรเลียมไทย และได้รับความไว้วางใจให้ถวายงานตามเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมอยู่เป็นประจำ ดังนั้น ต้องขอขอบคุณท่านด้วยซ้ำที่ตอบรับมาเป็นประธานคณะทำงานในเรื่องนี้ ทั้งที่ท่านเกษียณอายุทำงานไปนานแล้ว

              นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นกลางพอสมควร เพราะเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมทั้งยังเคยเป็นผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียม และเป็นนักวิชาการด้านปิโตรเลียมอย่างยาวนาน ส่วนมีกระแสข่าวว่าคุณหญิงทองทิพ เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ บมจ.ปตท. นั้น ไม่มั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมั่นในว่าในฐานะนักวิชาการที่คนในวงการให้ความเคารพ จะสามารถแยกแยะหน้าที่ตัดสินได้อย่างถูกต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

              ปัจจุบัน คุณหญิงทองทิพ อายุ 70 ปี ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพลังงาน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2551 และกรรมการอำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ศึกษาจบปริญญาโทวิศวกรรมเคมี จากนิวซีแลนด์ (เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับประชัย เลี่ยวไพรัตน์แห่งกลุ่มทีพีไอ) กลับมาเป็นเลขานุการของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เกือบสิบปีก่อนจะมาเป็น ผอ. สถาบันปิโตรเลียม
 
              คุณหญิงทองทิพ เป็นปรึกษาบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2548 หลังจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยระหว่าง ปี 2528 - 2548 ก่อนหน้านี้ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยสอนและวิจัย มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี่ ประเทศนิวซีแลนต์

              สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปี 2528 โดยดำเนินการในรูปแบบขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นอิสระและเป็นกลาง  ทำหน้าที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และปิโตรเคมี  โดยมุ่งเน้นด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล  การให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการ และการประสานงานด้านนโยบายและกฎระเบียบของภาครัฐ   เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ 
 

สอท.แนะปตท.ป้องกันเกิดเหตุซ้ำอีก

              นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เหตุการณ์นำมันรั่วกลางทะเลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) คงไม่กระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งการลงทุนใหม่แต่ละครั้งจะต้องทำความเข้าใจชุมชนและต้องศึกษารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากจึงสามารถคสบคุมผลกระทบได้ดีขึ้น แต่อาจมีอุบัติเหตุกเกิดขึ้นได้และถ้าเกิดขึ้นผู้ประกอบการก็มีแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์

              นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) คงต้องมีการทบทวนการทำงาน โดยนำผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาศึกษาบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุในอนาคต และปกติแต่ละโรงงานจะมีระบบวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความปลอดภัย หรือ Job Safety Analysis ซึ่งถ้าเคยเกิดอุบัติเหตุก็จะวางแผนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอีกหรือถ้าเคยเกือบเกิดอุบัติเหตุก็วางแผนป้องกันไม่ให้เกิด และการขนส่งน้ำมันทางทะเลในอนาคตก็อาจมีแผนรองรับอุบัติเหตุกมากขึ้น เช่น มีทุ่นป้องกันน้ำมันเตรียมไว้ในจุดที่เรือถ่ายน้ำมันลงท่อ โดยผู้ประกอบการต้องไปดูว่าวิธีการใดที่สามารถดำเนินการได้และต้องลงทุนอะไรบ้าง
 

"ยิ่งลักษณ์"ลังเลลงพื้นที่เสม็ดหลังกลับจากแอฟริกา

              ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐโมซัมบิก สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย และสาธารณรัฐยูกันดา อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 ก.ค.- 2 ส.ค.ว่า  นายกรัฐมนตรี และคณะจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 10.30 น.  หลังจากนั้นเบื้องต้นมีการเตรียมให้นายกฯลงพื้นที่ในการตรวจคราบน้ำมันที่ อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ในวันที่ 3  ส.ค. ทั้งนี้มีการส่งทีมล่วงหน้าลงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว  ขณะเดียวมีกระแสข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ ก็ลงพื้นที่ในวันที่ 2 ส.ค.  

             "การที่นายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ก่อนเหมือนเป็นการช่วงชิงทางการเมือง ดังนั้นเรื่องการลงพื้นที่จึงอยู่ที่นายกฯตัดสินใจ เท่านั้น” ทีมงานนายกฯกล่าว