
'ผู้นำซีเรีย'ใช้'IG'โฆษณาชวนเชื่อ!
'ผู้นำซีเรีย' ใช้ 'อินสตาแกรม' เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพ และโฆษณาชวนเชื่อ
1 ส.ค. 56 ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซ้าด ของซีเรีย ได้เปิดแอคเคาท์ในอินสตาแกรม เพื่อเผยแพร่ภาพ ที่แสดงให้เห็นเขาทักทายผู้สนับสนุน ปลอบโยนผู้ป่วย และเป็นผู้นำที่ทำงานหนัก
ประธานาธิบดีอัสซ้าด ซึ่งใช้ช่องทางสร้างภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ และยูทูบ ได้หันมาแชร์รูปภาพทางอินสตาแกรม ในความพยายามล่าสุดที่จะปรับปรุงภาพลักษณ์ในขณะที่ประเทศของเขากำลังมอดไหม้ด้วยไฟสงคราม โดยเขาได้โพสต์ภาพตัวเองและภรรยาที่แสนสวย ถูกแวดล้อมไปด้วยฝูงชน
ภาพในอินสตาแกรม ได้แสดงให้เห็นประธานาธิบดีอัสซ้าด มีใบหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางผู้สนับสนุน หรือสีหน้าเคร่งเครียด ขณะไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล ภาพเขาทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีที่กรุงดามัสกัส โดยมีคอมพิวเตอร์และไอแพดของแอปเปิลวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ส่วนนางอัสม่า สุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่ไม่ได้ปรากฏตัวตลอดเวลาที่เกิดสงครามกลางเมือง กลับมีภาพถ่ายจำนวนมากในอินสตราแกรม ในเครื่องแต่งกายที่ไม่เป็นทางการ และแวดล้อมไปด้วยเด็กกับบรรดาแม่ชาวซีเรีย
การทำพีอาร์เพื่อสร้างภาพให้กับผู้นำซีเรียครั้งนี้ มีขึ้นในช่วงที่เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ถูกโดดเดี่ยว เนื่องจากการส่งทหารเข้ากวาดล้างคนที่ลุกขึ้นต่อต้านอย่างนองเลือด และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลไกที่บรรดาผู้นำเผด็จการคนอื่นๆ ใช้ในช่วงที่ตกอยู่ในศูนย์กลางของปรากฏการณ์อาหรับสปริง โดยทั้งผู้นำอียิปต์และลิเบียที่ถูกโค่นอำนาจ ต่างก็พึ่งพาวิธีการที่ล้าสมัย เช่น การใช้สื่อของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ประธานาธิบดีอัสซ้าด ซึ่งเพิ่งจะมีวัยเพียง 47 ปี และยังเป็นจักษุแพทย์ที่ผ่านการอบรมจากอังกฤษ ได้พึ่งพาโซเชียล มีเดีย ในการสร้างภาพของความเชื่อมั่นไปทั่วโลก
ผลที่ได้คือ การโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงประสิทธิภาพและทันสมัย แต่บดบังความจริงที่กำลังเกิดขึ้น // ประชาชนมากกว่า 1 แสนคน ถูกสังหารนับตั้งแต่เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของตระกูลอัสซ้าด ที่ปกครองประเทศด้วยระบอบกำปั้นเหล็กมานานหลายสิบปี // การประท้วงที่เปิดฉากเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2554 ได้กลายเป็นการจลาจลและครามกลางเมือง ประเทศถูกแบ่งไปตามนิกายและเชื้อชาติ ประชาชนหลายล้านคนพากันหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
อินสตาแกรมของผู้นำซีเรีย Syrianpresidency เปิดใช้งานได้ไม่กี่วัน ก็มีผู้ติดตามหลายพันคน ภาพแรกโพสต์เมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ภาพที่ถูกโพสต์ส่วนใหญ่ในจำนวนภาพทั้งหมด ล้วนแต่แสดงให้เห็นประธานาธิบดีในอิริยาบทต่างๆ เช่น การทักทายกลุ่มผู้ใช้แรงงาน , จับมือชายที่ได้รับบาดเจ็บและเต็มไปด้วยผ้าพันแผล และให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ จูบแก้ม
นางอัสม่า ภรรยาของเขา ก็ไปเยี่ยมคนชรา อุ้มเด็กทารกและพูดคุยกับกลุ่มแม่ // คุยกับเด็กนักเรียนในห้องแลปวิทยาศาสตร์ ซึ่งภาพเหล่านี้ เป็นภาพเดียวกับที่ถูกโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ที่มีคำให้สัมภาษณ์และสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีอัสซ้าด ส่วนยูทูบก็เป็นคลิปวิดีโอที่เขาไปปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ
หน่วยตรวจสอบอาวุธเคมีของสหประชาชาติเตรียมมุ่งหน้าสู่ซีเรีย
สหประชาชาติ เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า คณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธเคมี เตรียมมุ่งหน้าเข้าสู่ซีเรียโดยเร็วที่สุด หลังได้รับอนุญาตให้เข้ากรุงดามัสกัสได้สำเร็จ หลังจากเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจสอบและพยายามจะเข้าไปในซีเรียตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
การแถลงข่าวเมื่อวานนี้ หลังจากตัวแทนของสหประชาชาติ ได้เจรจาเพื่อขอเข้าไปตรวจสอบข้อกล่าวหาว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรียได้สำเร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสหประชาชาติและซีเรียต่างระบุเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัดว่า ฝ่ายตรวจสอบจะเข้าประเทศได้หรือไม่ ดังนั้นการประกาศเมื่อวานนี้ จึงเป็นการให้ไฟเขียวกับภารกิจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ถ้อยแถลงขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า หลังจากการประเมินข้อมูลเบื้องต้นของฝ่ายตรวจสอบ และการบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลซีเรียแล้ว ฝ่ายตรวจสอบจะเดินทางไปยังซีเรียโดยเร็วที่สุดเพื่อสอบ สวน 3 เหตุการณ์ ตามที่ได้รับรายงาน นอกจากนี้ ถ้อยแถลง ยังระบุอีกว่า หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับรายงาน คือ เมืองข่าน อัล อัสซาล ซึ่งเป็นเมืองที่รัฐบาลซีเรียอ้างว่ากองกำลังฝ่ายตรงข้าม ใช้อาวุธเคมีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ในเบื้องต้น ทางหน่วยตรวจสอบต้องการเข้าไปยัง 13 พื้นที่ของประเทศ ที่ถูกระบุว่ามีการใช้อาวุธเคมี ด้านรัฐบาลซีเรีย ได้อนุญาตให้เข้าไปในเมืองข่าน อัล-อัซซาล (Khan al-Assal) ได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกสองพื้นที่ที่เหลือ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยแต่อย่างใด
นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ให้ความสนใจกับพื้นที่อื่นๆ ที่เหลือด้วย เนื่องจากจะทำให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น // ความพยายามขององค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ ได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร รายงานไปยังนายบัน คี มุน
เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากองค์การต่อต้านการใช้อาวุธเคมี (Organisation for the prohibition of Chemical Weapons) ได้เตรียมพร้อมอยู่ในประเทศไซปรัสเพื่อเข้าไปตรวจสอบในซีเรีย แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตจากทางซีเรียให้เข้าประเทศ ในที่สุดทางทีมงานจึงต้องย้ายไปตั้งต้นรวบรวมข้อมูลในประเทศตุรกีแทน
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สถานการณ์ได้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารนายอิซซา ฮูโซ แกนนำฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีอัล อัซซาด และสมาชิกของสภานิติบัญญัติ ฝ่ายกองกำลังกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดได้เรียกร้องให้มีการต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรงชาวอิสลามโดยเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
กลุ่มเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนของซีเรียรายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า กองกำลังอิสลามหัวรุนแรงทางตอนเหนือของประเทศ ได้จับพลเมืองชาวเคิร์ดเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย กลุ่มผู้สังเกตการณ์ซึ่งสนับสนุนฝ่ายต่อต้านกล่าวหากลุ่มกองกำลังป้องกันอัล เนอร์ซา และกลุ่มกบฏอิรักในซีเรียว่า เข้ายึดครองหมู่บ้านทอล อาเร็น ในจังหวัดอาเล็ปโป้ และพยายามที่จะเข้ายึดครองหมู่บ้านทอล ฮัสเซล ที่อยู่ข้างเคียงอีกด้วย
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมถึงการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย โดยต่างอ้างว่าเป็นของฝ่ายกองกำลังของรัฐบาล ขณะที่ทั้งฝ่ายกบฏ และรัฐบาลต่างออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น องค์การสหประชาชาติ ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตราว 1 แสนคน จากสงครามกลางเมืองที่กินเวลากว่า 2 ปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแต่อย่างใด
-----------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



