
จุ๊ๆอย่าทำเสียงดังในทะเล
เวิลด์วาไรตี้ : จุ๊ๆ อย่าทำเสียงดังในทะเล
นักวิจัยพบว่าเหล่าสรรพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์น้ำในทะเลกำลังใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขและมีสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะปัญหามลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้นในทะเลและมหาสมุทรแหล่งที่อยู่ของสัตว์ประเภทนี้ เนื่องจากท้องทะเลและมหาสมุทรกลายเป็นแหล่งขุดค้นทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เส้นทางเดินเรือ แหล่งทดลองอาวุธ และกิจกรรมอื่นๆ หลากหลายร้อยพันรูปแบบของมนุษยชาติ
กิจกรรมทางทะเลชนิดต่างๆ ได้ก่อให้เกิดเสียงรบกวนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์น้ำ ทำให้สัตว์เหล่านั้นไม่สามารถใช้เสียงสื่อสารกันได้ และนี่เป็นเหตุปัจจัยที่ทำร้ายสังคมและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรักษาเผ่าพันธุ์ของสัตว์น้ำที่ใช้คลื่นเสียงและเสียงในการสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภท วาฬและโลมา ที่นอกจากจะพึ่งพาเสียงในการสื่อสารแล้วยังใช้คลื่นเสียงโซนาร์ความถี่สูงในการนำทางและหาเหยื่อในเขตน่านน้ำต่างๆ ทั่วโลก
ในน้ำทะเลเสียงเดินทางได้ไกลและรวดเร็วกว่าการเดินทางผ่านอากาศถึง 5 เท่า โดยเสียงสามารถเดินทางในทะเลด้วยความเร็วเฉลี่ย 1,450 เมตรต่อนาที ส่วนความเร็วของเสียงในอากาศที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส คือ 334 เมตรต่อนาที ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของเสียงเมื่อเคลื่อนที่ในน้ำทะเล จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเร็ว และความดัน โดยความเร็วของเสียงจะเพิ่มขึ้นเมื่อปัจจัยดังกล่าวทั้งสามเพิ่มขึ้น
ดังนั้นเสียงที่สัตว์น้ำเหล่านั้นได้ยินจะดังกว่าเสียงเดียวกันที่มนุษย์ได้ยินในอากาศ และในทะเลเสียงจะเดินทางไปไกลกว่าในอากาศ ทำให้มลภาวะทางเสียงในทะเลรุนแรงกว่าการเกิดมลภาวะทางเสียงในเมืองใหญ่มากนัก
นายไมเคิล จาสนี ผู้อำนวยการโครงการพิทักษ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ยืนยันเสียงชัดเจนว่า มนุษย์ควรลดเสียงรบกวนสัตว์ในทะเลลงได้แล้ว เพราะทุกวันนี้เสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นทำให้วาฬ และโลมา เกิดอาการ "ตาบอด" ระหว่างหากิน เนื่องจากสัตว์ทั้งสองชนิดไม่สามารถส่ง-รับคลื่นโซนาร์ที่ตัวมันสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการล่าเหยื่อได้ อีกทั้งเสียงรบกวนยังทำให้การสื่อสารระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่กันเป็นสังคมใกล้ชิด ติดๆ ขัดๆ
เปรียบได้กับการโทรศัพท์แล้วมีคลื่นแทรกจนมนุษย์เราไม่สามารถจับใจความได้จนเกิดความรำคาญและความเครียดขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้น
โครงการพยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมพยายามลดการก่อให้เกิดเสียงรบกวนในทะเลจนเป็นผลสำเร็จกันบ้างแล้ว เช่นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโครงการสามารถบรรลุข้อตกลงกับบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดการใช้ปืนอากาศที่ใช้ยิงลงไปในทะเลเพื่อสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยตรวจจับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา ซึ่งถือเป็นแหล่งสร้างมลภาวะทางเสียงในทะเลที่ร้ายแรงที่สุดแหล่งหนึ่งลงได้สำเร็จ
นายจาสนียังทิ้งท้ายด้วยว่า "อยากให้มนุษย์นึกถึงว่า ตนเองอยู่ใกล้แหล่งที่มีการใช้ระเบิดไดนาไมต์เป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือทุก 2 สัปดาห์ คนที่ได้ยินเสียงระเบิดก็คงเกิดความเครียดสะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เหล่าสรรพสัตว์ใต้ท้องทะเลกำลังเผชิญอยู่"



