ข่าว

'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯประทับวังไกลกังวล

'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯประทับวังไกลกังวล

01 ส.ค. 2556

'ในหลวง-พระราชินี' พระพักตร์แจ่มใส ทรงพระสรวล โบกพระหัตถ์ให้พสกนิกรที่เฝ้ารอรับเสด็จ ขณะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับยังวังไกลกังวล


������������� เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ลงจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช มายังชั้นใต้ดิน เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
แย้มพระสรวลทักทายพสกนิกร
�� �
������������� พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สูทสีส้ม พระพักตร์แจ่มใสมาก พร้อมทรงแย้มพระสรวล ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมลายดอกสีฟ้า พระพักตร์แจ่มใส ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ให้แก่พสกนิกร ที่พร้อมใจกันโบกสะบัดธงตราสัญลักษณ์ ธงชาติ พระบรมฉายาลักษณ์และพระฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ พร้อมกับร้องเพลงสดุดีมหาราชา เพลงสรรเสริญพระบารมี และเปล่งเสียงถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" อย่างกึกก้อง จนกระทั่งขบวนรถยนต์พระที่นั่งผ่านด้านหน้า เสียงร้องเพลง และเสียงถวายพระพรยิ่งดังมากขึ้นด้วยความปลาบปลื้มที่ได้เห็นพระบารมีของทั้งสองพระองค์
�� �
������������� ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม หลังจากที่ทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล ในเวลา 16.25 น. พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศ ต่างพากันเดินทางไปเฝ้ารอกันที่บริเวณริมถนนบวรสถานพิมุข หน้าอาคารศรีสังวาลย์ ภายในโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเฝ้ารับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น
�� �
������������� ประชาชนที่มากันแทบทุกคนล้วนนำธงอักษรพระปรมาภิไธย พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชูขึ้นเหนือศีรษะ โบกสะบัด เปล่งเสียงดังกึกก้องด้วยคำว่า "ทรงพระเจริญ" ซ้ำๆ กันหลายครั้งด้วยสำนึกในความจงรักภักดี ขณะที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราชได้เปิดให้มีการถวายพระพรเป็นวันสุดท้ายด้วย

������������� น.ส.ศิริวรรณ แจ่มศรี อายุ 42 ปี เดินทางมากับคุณแม่วัย 63 ปี จากบ้านพักย่านถนนราชพฤกษ์กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวจากโทรทัศน์ในช่วงเช้ามืด ก็ชักชวนคุณแม่เดินทางมาด้วยกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ด้วยมีความตั้งใจอยากเห็นทั้งสองพระองค์ท่านอย่างเต็มตา เมื่อทราบข่าวว่าจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล ก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ทั้งสองพระองค์สุขภาพดีขึ้นแล้ว และจะได้กลับไปพักผ่อนที่หัวหิน อากาศน่าจะดี และทำให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการประชวรเร็วขึ้น
�� �
������������� นางสาคร แก้วเก่ง อายุ 60 ปี บอกว่า จากทราบข่าวเมื่อคืน ตั้งใจมารับเสด็จ โดยเดินทางมาถึงเวลาประมาณ 11.00 น .ทุกครั้งที่ทราบข่าวพระองค์ท่านจะเสด็จฯ ไปไหนจะมารับเสด็จเป็นประจำ แต่ครั้งนี้ดีใจและปลื้มใจที่สุดที่เห็นทั้งสองพระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร เมื่อเห็นในหลวงมีความสุข ประชาชนก็มีความสุขตามไปด้วย และอยากให้พี่น้องคนไทยทุกคนสามัคคีกันด้วย เพื่อประเทศชาติจะได้เจริญขึ้น �� �

������������� ในขณะที่ประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จ ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช น.ส.ปัทมวดี โพธสุธน และเพื่อน ได้นำพวงมาลัยพวงใหญ่มาทูลเกล้าฯ ถวาย กล่าวว่า ติดตามข่าวการเสด็จฯ แปรพระราชฐานจากวันก่อน รู้สึกดีใจ ทำให้พสกนิกรรู้สึกได้ว่าพระองค์ท่านมีพระพลานามัยแข็งแรงแล้ว และจะได้กลับไปอยู่บ้านที่มีอากาศบริสุทธิ์ แม้โรงพยาบาลจะดีแค่ไหน แต่การได้อยู่กับธรรมชาติ ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย ไม่ต้องประทับอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมก็ถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า พระองค์ทรงครองราชย์มากว่า 60 พรรษา ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้พระองค์ท่านแบกภาระเหมือนแต่ก่อน อยากให้ทั้งสองพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของชาวไทยต่อไป


ประชาชนเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทาง
�� �
������������� ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามเส้นทางที่เสด็จฯ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังวังไกลกังวล มีประชาชนออกมาเฝ้ารับเสด็จกันตลอดเส้นทาง ยิ่งเมื่อใกล้ถึงวังไกลกังวล บรรยากาศยิ่งคึกคัก บนถนนเพชรเกษม มองไปสองข้างทางล้วนเห็นแต่ประชาชนสวมเสื้อสีเหลืองและสีชมพู มีทั้งนั่งและยืนโบกธงตราสัญลักษณ์อยู่เต็มไปหมด เมื่อขบวนเสด็จพระราชดำเนินมาถึงด้านหน้าวังไกลกังวล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรไปยังประชาชนและโบกพระหัตถ์ให้ ซึ่งเวลานั้นประชาชนต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงถวายพระพรคำว่า "ทรงพระเจริญ" ซ้ำๆ กันด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง จนกระทั่งขบวนเสด็จพระราชดำเนินลับสายตาเข้าไปในวังไกลกังวล
คนไทยขอพรให้สองพระองค์
�� �
������������� นางพี สว่างจิต แม่เฒ่าชาวเมืองเพชรบุรีวัย 70 ปี แม่ค้าขายน้ำตาลสดริมทาง ซึ่งวันนี้เปิดขายของตามปกติ แต่พิเศษกว่าทุกวันเพราะเมื่อทราบข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ ผ่านก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก จึงได้นำธงตราสัญลักษณ์มาติดหน้าเพิงขายของ พร้อมกับชักชวนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 3 คน มาร่วมรับเสด็จด้วย
�� �
������������� "รู้ข่าวเสด็จฯ จากเสียงตามสายของหมู่บ้าน เลยชักชวนกันมา ตอนเด็กๆ ยายเคยพาไปรับเสด็จที่วัดมหาธาตุ ในตัวเมืองเพชรบุรี แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าท่านคือใคร รู้แต่ว่ามีคนมากันเยอะมาก พอเข้าโรงเรียนก็มีโอกาสรับเสด็จอีกครั้ง ครูประจำชั้นพาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ และเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาเยี่ยมพวกเรา ทุกวันนี้ทุกครั้งที่ท่านเสด็จฯ ผ่าน ก็จะนั่งแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว รักในหลวงมาก" แม่เฒ่ากล่าว
�� �
������������� นางดวงใจ ชูวงษ์ อายุ 43 ปี ชาวหัวหินโดยกำเนิด ชวนสามีลางานครึ่งวัน พร้อมด้วยลูกสาววัย 10 ขวบ มารอรับเสด็จบริเวณทางเข้าวังไกลกังวล ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เผยความรู้สึกว่า ดีใจและตื่นเต้นเมื่อทราบข่าวว่าในหลวงและพระราชินีจะเสด็จฯ มาพักผ่อนพระอิริยาบถที่นี่ ปกติหลังเลิกงานเดินทางกลับบ้านพักที่ จ.ราชบุรี ต้องผ่านวังทุกวัน จะยกมือไหว้ที่ประทับเสมอ วันนี้มีโอกาสมาเฝ้าอย่างใกล้ชิด
�� �
������������� "ลูกสาวไม่เคยเห็นในหลวงก็เลยพามาด้วย ตรงนี้เป็นบ้านของท่าน พอรู้ว่าท่านจะกลับบ้านก็อยากมารับท่าน ปกติจะสอนลูกสาวเสมอว่าท่านเป็นเทวดาดูแลประเทศไทย เหมือนเมื่อก่อนที่คุณพ่อก็ปลูกฝังเราแบบนี้ จึงรักและเทิดทูนท่านเสมอมา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นมิ่งขวัญของเราตลอดไป" นางดวงใจ กล่าว
�� �
������������� นายมาร์ค วัตเชียน วัย 46 ชาวเบลเยียม แต่งงานอยู่กินกับภรรยาชาวไทยมากว่า 10 ปี และพำนักอยู่ที่หัวหิน กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มกับคนไทย เพราะตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย ได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์พอสมควร
�� �
������������� เช่นเดียวกับ นายลัว ไข่ชิง ช่างภาพอิสระชาวจีนวัย 43 ปี เดินทางมาพร้อมภรรยาและลูกสาววัย 9 ขวบ มารอรับเสด็จ และถ่ายภาพเพื่อนำไปตีพิมพ์ในนิตยสารประเทศจีน เผยว่า ตัวเองและครอบครัวเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครที่ทำให้ผู้คนมาเฝ้ารอและแสดงออกถึงความรักได้เพียงนี้ ตอนนี้เข้ามาเที่ยวประเทศไทยได้ 2 วันแล้ว เมื่อทราบข่าวก็เดินทางจากย่านราชดำเนิน กรุงเทพฯ มุ่งสู่หัวหินทันทีและก็ไม่ผิดหวัง รู้สึกตื่นเต้นไปกับคนไทยด้วยเช่นกัน


พระสุขภาพดีจึงแปรพระราชฐาน


������������� เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงว่า พระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อยู่ในช่วงที่มีพระสุขภาพดี ทำให้มีพระราชดำริอยากไปประทับที่วังไกลกังวล เพื่อเป็นการเปลี่ยนพระอิริยาบถ เป็นการเสด็จฯ ไปประทับชั่วคราว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเสด็จฯ กี่วัน อย่างไรก็ตาม ถือว่าพระองค์ยังทรงเป็นคนไข้อยู่ คณะแพทย์ที่ถวายการดูแลอยู่ในปัจจุบัน ก็จะตามไปถวายการดูแลที่หัวหินทั้งหมด เพื่อความปลอดภัย

������������� ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช 3 ปี 10 เดือน วันที่ 19 กันยายนนี้จะครบ 4 ปี ที่ผ่านมาพระโรคทั้งหลายอยู่ในเกณฑ์ดี แต่จะมีบางช่วงยังมีพระอาการบ้างเป็นครั้งคราว เช่น มีการติดเชื้อก็จะทำให้สุขภาพทรุดลง พอรักษาดีขึ้นแล้วสุขภาพต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกเยอะ เนื่องจากทรงมีพระอายุมากแล้ว อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ บางช่วงของพระองค์เป็นเหมือนคนไข้ที่รอพักฟื้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระองค์ท่านต้องประทับอยู่ที่โรงพยาบาล
"ได้กราบบังคมทูลไปว่าให้สบายพระราชหฤทัยว่าต่อไปนี้เหมือนมีสองบ้าน หนึ่งคือบ้านศิริราช สองบ้านที่ไกลกังวล ถ้ามีพระราชประสงค์ที่จะไปประทับที่วังไกลกังวลจะไปเช้าเย็นกลับหรือว่าจะไปค้างคืนสามคืนทางศิริราชก็พร้อมที่จะไปถวายการดูแลรักษา และถ้ามีพระราชประสงค์จะกลับมาศิริราชทางเราก็พร้อมตลอดเวลา" ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว


ทรงห่วงประชาชนมิได้เว้น

������������ �
������������� ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวด้วยว่า การเสด็จฯ ครั้งนี้ นอกจากประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีแล้ว ที่สำคัญเป็นการถวายกำลังพระราชหฤทัยที่สำคัญยิ่งต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพราะตลอดระยะเวลาที่ประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ประมาณ 3 ปีกว่า ทั้งสองพระองค์ทรงนึกถึงประชาชนตลอด มีรับสั่งกับคณะแพทย์พยาบาลเรื่องของประชาชน เรื่องโครงการพระราชดำริต่างๆ ทรงมีความห่วงใยตลอด อย่างเมื่อตอนน้ำท่วมเมื่อปี 2554 มีรับสั่งชัดเจนว่า ถ้าเราสบายดี ออกจากโรงพยาบาลได้ น่าจะไปช่วยได้มากกว่านี้ เป็นการสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยอย่างมาก
�� �
������������� การเสด็จฯ ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของการเสด็จฯ แปรพระราชฐาน นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552 ด้วยพระอาการมีพระปรอท (เป็นไข้) และมีพระอาการอ่อนเพลีย ตลอดจนเสวยพระกระยาหารได้น้อยลง ปัจจุบันรวมระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ประมาณ 3 ปี 10 เดือน ระหว่างการรักษา ทรงปฏิบัติพระราชกิจในวันสำคัญต่างๆ และเสด็จฯ ออกมาทรงพักผ่อนพระอิริยาบถภายนอกโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะ
�� �
������������� ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระอาการเวียนพระเศียร ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2555 แพทย์จึงขอให้ทรงงดพระราชกิจชั่วคราวตั้งแต่นั้นมา การเสด็จฯ ไปยังวังไกลกังวล จึงถือเป็นข่าวสิริมงคลและนำความปลื้มปีติมาสู่คนไทยทั้งประเทศ ที่ทั้งสองพระองค์มีพระพลานามัยดีขึ้นมาก ตลอดเส้นทางเสด็จฯ จึงมีประชาชนออกมารอรับเสด็จไม่ขาดสาย