ข่าว

เริ่มแล้ว!เปิดสภาวันแรก-'ผบช.น.'สั่งเข้มพท.

เริ่มแล้ว!เปิดสภาวันแรก-'ผบช.น.'สั่งเข้มพท.

01 ส.ค. 2556

'ปธ.วิปรัฐบาล'มั่นใจถกนิรโทษวันเดียวจบ-แปรญัตติ 7 วัน ด้านนครบาลประชุมประเมินม็อบวันต่อวัน 'ผบช.น.'สั่งคุมเข้ม พรบ.ความมั่นคง


          วันที่ 1 ส.ค.56 นายอำนวย คลังผา ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับ นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในวันที่ 7 ส.ค.ว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คาดว่าการพิจารณาจะเสร็จภายในวันที่ 7 ส.ค.อย่างแน่นอน หลังจากนั้นคงจะใช้เวลาการแปรญัตติประมาณ 7 วัน เนื่องจากเนื้อหาในกฎหมายมีเพียง 4-5 มาตราเท่านั้นที่มีผู้ขอแปรญัตติ แต่ไม่น่ากังวลอะไร ส่วนกรรมาธิการฯ ที่จะมาพิจารณาแปรญัตตินั้น จะทราบหลังจากสภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นใครบ้าง ขณะที่การพิจารณากฎหมายอื่นๆ นั้นก็คงเป็นไปตามลำดับ เนื่องจากมีกรอบเวลากำหนดไว้อยู่แล้ว อาทิ ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่ส่งเรื่องให้ประธานสภาฯ บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว คาดว่าจะพิจารณาได้ในวันที่ 14-16 ส.ค. ส่วนการแถลงผลงานของรัฐบาลนั้น คาดว่าจะพิจารณาได้ในช่วงเดือนก.ย.

 

 

"ผบช.น."สั่งคุมเข้ม"พรบ.ความมั่นคง"

 

         พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ดูแลความสงบเรียบร้อยทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและพื้นที่เขตดุสิต พระนครป้อมปราบศัตรูพ่าย ตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูเเลความสงบเรียบร้อยเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยส่วนหน้า บช.น. เพื่อประเมินสถานการณ์ชุมนุมแบบวันต่อวันพร้อมเน้นย้ำการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมระบุไม่หนักใจในการทำหน้าที่ตำรวจมีความพร้อมอยู่แล้ว การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือไม่ประกาศนั้นก็ไม่มีผล เพราะเตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยกำลังทั้งหมด 20 กองร้อย 3,000 นาย ลงพื้นที่ดูเเลจุดสำคัญทุกจุดเรียบร้อยแล้ว โดยปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายหลังประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งไม่ได้กำหนดเเผนอะไรเป็นพิเศษ เเต่จะยึดหลักการเจรจาก่อน
 
          ผบช.น.กล่าวว่า อยากให้เเกนนำกลุ่มต่างๆ มาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ก่อนว่า ต้องทำอย่างไร เราพร้อมให้ความเป็นธรรม และดูเเลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว และเมื่อออกประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงมีผลบังคับใช้แล้วผู้ชุมนุมที่อยู่ในพื้นที่ต้องห้ามตามประกาศ พ.ร.บ.นี้จะต้องออกจากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม หรือสีใดก็ตาม เพื่อให้กฎหมายคงความศักดิ์สิทธิ์ ตำรวจจะทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยยืนยันว่า ไม่รู้สึกหนักใจอะไรหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายหวังดีต่อประเทศ สิ่งที่ห่วงและกังวลมากที่สุดตอนนี้คือ เรื่องของมือที่ 3 มากกว่าที่อาจแฝงเข้ามาสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะออกมาเคลื่อนไหวว่า ต้องเป็นไปอย่างสงบปราศจากอาวุธ เเละอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยจะต้องไม่มีการบุก หรือลุกล้ำสถานที่ราชการอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากมีการชุมนุมเกิดขึ้น สิ่งที่เสียหายอันดับแรก คือผลกระทบด้านการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ อยากให้ทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวคำนึงถึงจุดนี้ด้วย
 
          ด้าน พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น.กล่าวว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงเป็นการควบคุมพื้นที่เท่านั้น เป็นประกาศห้ามเข้าเขตหวงห้าม ตำรวจก็มีหน้าที่ดูแลรักษาซึ่งไม่มีอาวุธใดๆ มีเพียงโล่ กระบอง อุปกรณ์ฉีดน้ำ ไม่ได้หวังทำร้ายผู้ชุมนุม ถ้าอยู่ในความเรียบร้อย ตำรวจก็ทำหน้าที่รักษาการณ์เท่านั้น โดยจะเสริมกำลังทั้งด้านนอก และด้านในทำเนียบ รัฐสภา ส่วนบ้านบุคคลสำคัญ ก็เพิ่มกำลังสายตรวจคอยสอดส่องดูแล ซึ่งกระจายกำลังลงพื้นที่แล้วตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต และพระนคร ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม
 
          รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า จะเน้นดูแลความปลอดภัยบริเวณพื้นที่โดยรอบ ที่คาดว่าจะมีการชุมนุม คือ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณแยกวัดเบญจมบพิตร สะพานชมัยมรุเชฐ ถนนราชดำเนิน แยกการเรือน แยกอู่ทองใน แยกพิชัย ฯลฯ เพื่อคัดกรองบุคคลเข้าพื้นที่ ป้องกันไม่ให้มีการพกพาอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย ให้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยจะยังไม่มีการปิดเส้นทางจราจร แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์หากมีเหตุรุนแรงขณะนี้ตำรวจมีความพร้อมหมดแล้ว ทั้งกำลังและแผนปฏิบัติ เพียงรอคำสั่ง ครอบคลุมไปถึงช่วงวันที่ 4 ส.ค.นี้ ที่คาดว่าจะมีการชุมนุมด้วย โดยเน้นหน้าที่ในการรักษาพื้นที่ อาคารสถานที่ บุคคลสำคัญ และป้องกันเหตุร้ายวุ่นวายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ส่วนจะใช้กำลังเท่าไร ก็จะประเมินจากทางกลุ่มผู้ชุมนุมให้เพียงพอที่จะรักษาความสงบได้

 

 

"รัฐบาล"ระดมจนท. 224 กองร้อยรับมือม็อบคุมเข้มสภา-ทำเนียบ



         พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟือง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง กล่าวถึงสถานการณ์การป้องกัน และแก้ไขสถานการณ์ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ พระนคร ดุสิต และป้อมปราบฯ เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค. ว่า การใช้กำลังป้องกันและป้องปรามในครั้งนี้ประกอบด้วยกำลัง 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งประมาณ 112 กองร้อย ส่วนที่สองอีกประมาณ 112 กองร้อย แต่ไม่ได้ใช้ทั้งหมด เนื่องจากต้องพิจารณาจากสถานการณ์เป็นหลัก ส่วนกำลังทหารก็ใช้ตามกฎข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม

          พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า จุดที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษได้แก่ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา โดยที่รัฐสภา ต้องมีหลักการ คือ 1.ความปลอดภัย โดยต้องไม่มีการบุกเข้าไปในสภา 2.ส.ส. และส.ว.ทั้งหมดต้องเข้าออกได้ด้วยความปลอดภัย ส่วนพื้นที่ 3 เขต ที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ฯ ต้องดูแลเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามในส่วนรอบนอกที่ไม่ได้ประกาศใช้พ.ร.บ. ความมั่นคง ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอยู่

         “การใช้กำลังปราบจลาจล ซึ่งเป็นขั้นต้นของการเตรียมการเพื่อป้องกัน และการใช้กำลังก็เป็นไปตามหลักสากล โดยมีการเจรจา ก่อนที่จะมีการใช้กำลังเข้าสลายมวลชน ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาทั้งหมดก็ได้นำมาปรับใช้ในครั้งนี้ ทั้งนี้ได้ดูย้อนรอยในอดีต เมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล การที่มีการนำกลุ่มมวลชนที่ขัดขวางไปเก็บไว้ที่ใหน ขังไว้ที่ไหน อย่างไร ทุกอย่างก็จะย้อนรอยเดิมทั้งหมด กรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็ต้องว่ากันไป” พล.ต.ต.ธวัช กล่าว

         เมื่อถามว่าเหตุใดกทม.จึงยอมให้พื้นที่ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่ใช้สำหรับชุมนุมมาเป็นระยะเวลานานได้ พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า “กทม.รู้เห็นเป็นใจแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมคงจะไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่หวงห้าม และกทม.ถือว่าเป็นไข่แดง แต่มีการเพาะเชื้อโรคอยู่ ดังนั้นคงต้องให้สังคมติดตามและมองว่ากทม. พรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้าน และแต่ละส่วนแต่ละกลุ่มมีความสัมพันธ์กันอย่างไรในการที่จะดำเนินการจัดม็อบในครั้งนี้”

         พล.ต.ต.ธวัช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่า เมื่อมีการเตรียมการป้องกัน ตั้งรับในที่ตั้ง ได้มีการขอความร่วมมือไปยังกทม. เช่น น้ำ ไฟ หรือรถสุขาเคลื่อนที่ แต่เป็นการให้อย่างเสียไม่ได้ คือ เอารถสุขาเก่า และมีกลิ่นไม่ดีมาให้ แสดงให้เห็นถึงน้ำจิตน้ำใจ โดยเอาตัวเองเป็นใหญ่และเอาการเมืองเป็นหลัก ไม่ได้มองประชาชนเป็นศูนย์กลาง

          พล.ต.ต.ธวัช กล่าวด้วยว่า ตนได้เฝ้าระวังติดตามการนำคนเข้ามาร่วมชุมนุมอยู่ ซึ่งได้สอบถามไปยังพรรคพวกที่อยู่ภาคใต้ บอกว่ามีการเตรียมการ มีการรวบรวมคน และถึงขั้นปิดถนนด้วยซ้ำไปแต่ละพื้นที่ แต่ละจุด ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จากการสื่อสารข้อมูลที่ไม่เป็นจริงและพูดด้านเดียว