ข่าว

ผ่าโครงสร้างกปน.หน่วยกู้วิกฤติน้ำมัน

ผ่าโครงสร้างกปน.หน่วยกู้วิกฤติน้ำมัน

01 ส.ค. 2556

ผ่าโครงสร้างกปน.หน่วยกู้วิกฤติน้ำมัน จี้รัฐฟื้นฟู'ห่วงโซ่อาหารในทะเล' : รายงาน

             จู่ๆ ชื่อของ "คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน" หรือ กปน. ก็ปรากฏขึ้นมาในฐานะ "ผู้กู้วิกฤติคราบน้ำมัน" แม้แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ในฐานะประธาน กปน. โดยตำแหน่ง ยังยอมรับว่าได้เรียกประชุมคณะกรรมการดังกล่าวชุดนี้เป็นครั้งแรก หลังจากกำหนดระเบียบขึ้นเมื่อปี 2547 โดยสิ่งที่คณะกรรมการดังกล่าวจะต้องเร่งดำเนินการเบื้องต้น คือ เร่งขจัดคราบน้ำมันที่อยู่บริเวณอ่าวพร้าว ซึ่งปัจจุบันได้รับรายงานว่าเหลือเพียงจุดเดียว

             ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายหน่วยงานระดมสรรพกำลังร่วมกันกู้วิกฤติอย่างทันควัน โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพ

             กล่าวสำหรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ.2547 สาระสำคัญระบุว่า เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ.2538 ให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในทางปฏิบัติยิ่งขึ้น

             โดยให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) ประกอบด้วย รมว.คมนาคม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงคมนาคม  เป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้ากรมยุทธการทหารบก เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้แทนบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) นายกสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันหรือผู้แทน เป็นกรรมการ

             ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 6 คน ซึ่ง รมว.คมนาคม แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ หรือความชํานาญเกี่ยวกับนํ้ามัน การเศรษฐกิจ กฎหมาย องค์การระหว่างประเทศ การสื่อสารมวลชน ประชาสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อม และให้อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี และผู้แทนสํานักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ

             โดย กปน. มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1.กําหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน
 
             2.จัดทําแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามันแห่งชาติ อาทิ กําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและเขตพื้นที่ในความรับผิดชอบของหน่วยปฏิบัติการ, ตรวจสอบและติดตามกรณีที่มีมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามันเกิดขึ้น, ติดต่อสื่อสารและรับแจ้งเหตุ, จัดหากําลังคนและเครื่องมือสนับสนุนขจัดมลพิษเนื่องจากนํ้ามันในแหล่งนํ้า ชายฝั่ง และขอบฝั่ง, ขนย้ายคราบนํ้ามันและสิ่งปนเปื้อนนํ้ามัน, ฟื้นฟูให้แหล่งนํ้า ชายฝั่ง และขอบฝั่ง มีสภาพเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด และการอื่นที่จําเป็นต่อการดําเนินการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน

             3.ควบคุม กํากับ ดูแล และรับผิดชอบในการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน

             4.ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนป้องกัน รวมทั้งเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และแถลงข่าวด้านการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน

             5.กําหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินค่าใช้จ่ายในการขจัดคราบนํ้ามันและค่าเสียหายที่เกิดจากมลพิษของนํ้ามัน

             6.ควบคุมการใช้จ่ายเงินที่หน่วยปฏิบัติการที่เป็นหน่วยงานของรัฐได้รับบริจาค

             7.เร่งรัดและติดตามผลการดําเนินคดีเกี่ยวกับมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน

             8.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการที่เกี่ยวกับการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามัน


จี้รัฐฟื้นฟู'ห่วงโซ่อาหารในทะเล'

             ปฏิบัติการเก็บกู้น้ำมันดิบบริเวณอ่าวไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสิ่งที่หลายฝ่ายวิตกกังวล โดยเฉพาะผู้มีอาชีพประมงต่างเป็นห่วงเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศ นายฉัตรชัย ใจดี รองนายกสมาคมการประมงจังหวัดระยอง กล่าวว่า คราบน้ำมันจำนวนมากที่บริเวณเกาะเสม็ด จ.ระยอง ยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนต่อเรือประมงพาณิชย์ ที่ออกหาปลาในทะเลน้ำลึก แต่ในส่วนของเรือประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบชัดเจน และทราบว่ากลุ่มเรือประมงพื้นบ้านประมาณ 1,000 ราย และไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมอีกจำนวนหนึ่ง ได้ลงชื่อแจ้งความความเสียหายไว้แล้ว

             “ภายในสัปดาห์นี้สมาคมจะประชุมหารือกับสมาชิกซึ่งเป็นผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์กว่า 400 ราย เพื่อสำรวจถึงความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง บริษัท ปตท. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ให้พิจารณาออกมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เบื้องต้นเท่าที่พูดคุยกับกรรมการสมาคมอยากให้มีการจ้างนักวิชาการ และนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยมาศึกษาถึงคุณภาพน้ำ และผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่อ่าวด้าาน จ.ระยอง เป็นพื้นที่ในการวางไข่และอนุบาลปลา” นายฉัตรชัยกล่าว

             ส่วนจะมีการฟ้องร้องบริษัท ปตท.หรือไม่นั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า ยังบอกอะไรไม่ได้ ยังไม่มีสมาชิกร้องเรียน หรือขอให้สมาคมช่วยยื่นฟ้อง ทั้งนี้ จะต้องประชุมหารือกับสมาชิกสมาคมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะเรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ คือ อยากให้บริษัท ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขจัดคราบน้ำมันให้หมดไปโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบต่อภาคประมง ระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของห่วงโซ่อาหารในทะเล แม้ยังไม่เห็นผลกระทบเป็นรูปธรรมก็ตาม

.................................

(หมายเหตุ : ผ่าโครงสร้างกปน.หน่วยกู้วิกฤติน้ำมัน จี้รัฐฟื้นฟู'ห่วงโซ่อาหารในทะเล' : รายงาน)