ข่าว

'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ'ยาสามัญประจำรัฐ(บาล)!

'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ'ยาสามัญประจำรัฐ(บาล)!

01 ส.ค. 2556

'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ'ยาสามัญประจำรัฐ(บาล)! : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน

             ความเห็นต่างทางการเมืองหลังจากวิปรัฐบาลให้นำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ....ฉบับ ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมาพิจารณาในวันพุธที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ปลุกสังคมการเมืองให้คึกคักขึ้นอีกครั้งหนึ่ง 

             การชุมนุมของกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เป็นการรวมพลของคนเห็นต่างที่มาจากหลากกลุ่ม ซึ่งหากดูแล้วจะเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ครั้งแรกในการชุมนุมภายใต้การนำของ "องค์การพิทักษ์สยาม" พังพาบลงไม่เป็นท่าในเวลาไม่ถึง 1 วัน

             ครั้งนั้นแทบจะไม่มีใครคาดคิด ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใน 3 เขต ที่ใกล้เคียงรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล กำลังตำรวจจำนวนมากเข้าประจำเพื่อรักษาพื้นที่เอาไว้ มีการบล็อกถนนราชดำเนินนอกบริเวณที่ติดทำเนียบรัฐบาล และเปิดฉากผลักดันทันทีที่มีคนพยายามจะรุกเข้าพื้นที่หวงห้าม

             ก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ การปะทะก็ได้เกิดขึ้น และแก๊สน้ำตาลูกแรกก็ได้ถูกนำมาใช้ ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมมีการผลักดันรักษาพื้นที่  ควันแก๊สน้ำตาตลบอบอวล แม้แต่ "สมณะโพธิรักษ์" จากกองทัพธรรม ก็ยังโดนฤทธิ์ของอุปกรณ์สลายการชุมนุมชนิดนี้

             หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งวัน ผู้ชุมนุมต่างเหนื่อยล้า ประกอบกับการบล็อกไม่ให้คนเข้าพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ก็ประกาศเลิกม็อบไปอย่างเจ็บช้ำ ท่ามกลางเสียงสรรเสริญเยินยอถึงการเตรียมพร้อมของรัฐบาล

             แน่นอน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ถูกยกเป็นพระเอก และมีผู้ที่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

             มาครั้งนี้ก็เช่นกัน รัฐบาลยังคงเลือกใช้วิธีเดิมคือ ชิงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงสามเขตคือ พระนคร ป้อมปราบฯ และดุสิต ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่ เหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย

             หากย้อนไปจะเห็นจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้ที่ใช้จัดการกับผู้ชุมนุม คือระบบการประเมินที่ไม่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยข่าวต่างๆ ของรัฐบาลมักจะประเมินผู้ร่วมชุมนุมแบบ "กด" ให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอเพื่อ เอาใจนาย ให้รู้สึกว่าผู้ต่อต้านมีจำนวนไม่มาก และเป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะเข้าจัดการ

             สุดท้ายก็กลายเป็นความประมาท และกว่าจะประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงก็กลายเป็นสายเกินแก้...!!!
แต่กับรัฐบาลชุดนี้ มักจะใช้วิธีประเมินผู้ชุมนุมไม่ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะภาษิตที่ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ยังคงใช้ได้อยู่ตลอดเวลา

             ยิ่งไปกว่านั้นผลพลอยได้จากการประเมินตามความเป็นจริง สำทับด้วยการประเมินในเชิงปล่อยข่าวที่เหนือกว่าความเป็นจริง ทำให้สามารถระดมกำลังตั้งรับได้อย่างเต็มที่ และไม่ดูเป็นการเตรียมการที่มากเกินกว่าเหตุ

             สอดรับกับท่าทีของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)   และคนของพรรคเพื่อไทยบางคนก่อนหน้านี้ที่ออกมาปรามาสการชุมนุมที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า ไม่มีน้ำยาบ้าง ไร้ความสามารถบ้าง คนจะมีแค่หลักพันบ้าง และตบท้ายด้วยคำว่า สุดท้ายก็เป็นได้แค่องค์การพิทักษ์สยาม ภาคสอง ที่ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปในลักษณะเดียวกัน

             หากใกล้วันจริงเข้ามา ท่าทีกลับเปลี่ยนไป จนล่าสุด เลขาธิการสมช.เองก็ออกมาระบุว่าผู้ชุมนุมอาจจะมีมากกว่าที่คิดไว้ เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ที่มองว่าจะมีคนออกมาร่วมเป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลของการขนมวลชนมาร่วมของพรรคการเมือง  

             ซ้ำด้วยอีกหนึ่งเหตุผลของการประกาศว่า เป็นเพราะการข่าวทราบว่าจะมีกลุ่มมือที่สามมาคอยก่อสถานการณ์ด้วย?

             เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทยที่มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับตัวจริงในพรรคชาติไทยพัฒนาอย่าง "บรรหาร ศิลปอาชา"

             ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นที่มาของการประกาศบังคับใช้ในครั้งนี้ และแน่นอนว่าทุกองคาพยพจะถูกระดมมาเพื่อปกป้องจุดยุทธศาสตร์ อย่างทำเนียบและสภา ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้

             คำถามคือนาทีนี้กลุ่มผู้ชุมนุมจะทำเช่นไร เมื่อรัฐบาลใช้กลวิธีแบบเดิมในการจัดการ หากกลุ่มม็อบใช้วิธีแบบเดิมก็มองได้ไม่ยากว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ต้องกลับบ้านแบบบอบช้ำชนิด นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ การเจาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักกับสถานการณ์เช่นนี้ ?

             แต่หากไม่ทำให้การชุมนุมยืดเยื้อออกไปก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเรื่องทั้งหมดอาจจบก่อนวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแนวทางในการชุมนุมจึงอาจจะมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น "ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย" ที่ทั้งผู้ชุมนุมทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เคยใช้อย่างได้ผลมาแล้ว

             หรืออาจจะเป็นการชุมนุมปักหลักที่ไม่ล่วงละเมิดสถานที่ต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ จนกว่าพลังมวลชนจะมากพอที่จะกดดันให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องขบคิดเพราะไม่เช่นนั้นแล้วเกมคงจบลงในเวลาไม่นาน

             และแน่นอนว่าฝ่ายรัฐต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น หากยืดเยื้อก็ขอให้อยู่ในขอบเขตอย่างสงบเรียบร้อยที่สุด จนกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะผ่านการพิจารณาในวาระแรกขั้นรับหลักการในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตลอดเวลาเราคงจะได้เห็นการแก้เกมของทั้งสองฝ่ายภายใต้ "พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ" โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ !


..............................

(หมายเหตุ : 'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ'ยาสามัญประจำรัฐ(บาล)! : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)