
'อานนท์'ชี้พบฟิล์มน้ำมันกระจายถึงแกลง
'อานนท์'ชี้พบฟิล์มน้ำมันกระจายถึงแกลง ด้าน 'พงษ์ศักดิ์'เผยคุมสถานการณ์ได้แล้ว นักท่องเที่ยวยังคึกคัก18อ่าวเกาะเสม็ดยังสวยงาม
31ก.ค.2556 ความคืบหน้ากรณีท่อรับน้ำมันดิบกลางทะเลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เกิดรั่วไหล ทำให้น้ำมันดิบไหลลงทะเลกว่า 5 หมื่นลิตร หรือ 50 ตัน ห่างจากฝั่งทะเลด้าน จ.ระยอง 20 ไมล์ทะเล เมื่อวันเสาร์ (27 ก.ค.) ที่ผ่านมา และบริษัทรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดเพื่อไม่ให้กระทบสภาพแวดล้อมและการท่องเที่ยว แต่ยังมีคราบน้ำมันทะลักเข้าสู่ชายฝั่งของเกาะเสม็ด เนื่องจากคลื่นลมแรงพัดพาคราบน้ำมันดังกล่าวขึ้นฝั่งนั้น
นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ค. จะเห็นว่าน้ำมัน ซึ่งมีลักษณะเป็นฟิล์มน้ำมันได้ออกห่างจากชายฝั่งแกลงพอสมควร โดยสถานการณ์ในภาพรวมถือว่าดีขึ้น แต่ยังคงพบฟิล์มน้ำมันบริเวณเขตอุทยานแหลมหญ้า รวมถึงอ่าวอื่นๆ ที่อยู่ถัดมาจากอ่าวพร้าว เช่นแหลมถ้ำ แหลมน้อยหน่า และท่าเรือเกาะเสม็ด
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าฟิล์มน้ำมันได้กระจายไปถึงชายฝั่งบางส่วน รวมถึงเกาะที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากคลื่นและทิศทางลมค่อนข้างแรง มีฝนตกเกือบทั้งวัน ลมตะวันตกเฉียงใต้ยังมีอิทธิพลให้คราบน้ำมันไปทางทิศตะวันออกมากขึ้น บริเวณชายหาดบ้านแพ แกลง และปากน้ำประแสร์ ยังเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูง กรณีหาดแม่พึงรอดพ้นจากเหตุการณ์ เว้นแต่จะมีอิทธิพลจากลมวกกลับไป แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ส่งสัญญาณไปทางนั้น
คราบน้ำมันที่เห็นบนภาพดาวเทียมมีทั้งคราบน้ำมันที่เป็นคราบหนา และคราบบางลักษณะเป็นฟิล์มน้ำมัน ปนกัน ตรงกลางคาดว่าจะหนาประมาณ 10 ซม. ส่วนที่เหลือเป็นฟิล์มบางๆ กระจายอยู่โดยรอบ
สำหรับข้อมูลที่บอกว่าประมาณน้ำมันที่รั่วไหลมีมากถึง 2-3 ร้อยตัน ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากคราบน้ำมันที่เห็นในภาพ กว้าง 10-15 ตร.กม ยาว 8 ตร.กม. ถ้าฟิล์มน้ำมันหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำมันคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 15 ตัน ซึ่งปัจจุบันมีการมีการกระจายไปบางส่วน ไม่เช่นนั้นภาพน้ำมันบนภาพจะต้องใหญ่กว่านี้มาก ยืนยันว่าไม่เกิน 100 ตันแน่นอน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลมากกว่านี้ ระดับ 200 ตันที่เกาะสีชัง และคลองด่าน แสมสารหากดูข้อมูลของคลื่นและกระแสน้ำจากสถานีเรดาร์ชายฝั่งจะเห็นว่า คราบน้ำมันเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลง เและการปั่นป่วน ระหว่างผ่านเข้าไปยังช่องระหว่างแหลมหญ้าและเกาะเสม็ด ทำให้น้ำมันกระจายไปทุกทิศทุกทาง โดยอ่าวพร้าวได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงแหลมอื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เช่นแหลมหญ้า แหลมถ้ำ แหลมน้อยหน่า น้ำมันส่วนใหญ่ถูกชายฝั่งดักไว้ ทำให้เชื่อได้ว่ายังมีคราบน้ำมันเหลืออยู่ที่บริเวณชายฝั่งอุทยานเขาแหลมหญ้า มากพอสมควรในลักษณะคราบน้ำมันสะสม ซึ่งยังไม่ปรากฏเป็นข่าว
วันนี้คราบน้ำมันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เริ่มเล็กลง แต่ถามว่าวันพรุ่งนี้จะหมดไปหรือไม่ อาจต้องส่งคนเข้าไปดูในต้นทาง เนื่องจากลมและกระแสน้ำเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกระจายตัวของคราบน้ำมันค่อนข้างมาก
น้ำมันที่จะคงเหลือเข้าฝั่งวันนี้จะไม่ใช่น้ำมันหลัก หรือน้ำมันตั้งต้น แต่เป็นฟิล์มน้ำมันบางๆ ที่อาจมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ แต่ประมาทไม่ได้ เพราะแม้จะหนาเพียง 50-100 ไมครอน ฟิล์มน้ำมันที่กระจายอยู่ยังคงมีปริมาณมากเป็นตัน กินพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบยาวหลาย 10 ตารางกิโลเมตร จากแหลมหญ้า ถึงปากน้ำประแสร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
ฟิล์มน้ำมันซึ่งไม่ได้ทำให้สิ่งมีชีวิตตายในทันทีแต่จะสะสมเข้าไปสู่ระบบนิเวศน์ เนื่องจากน้ำมันมีองค์ประกอบทางเคมีอีกหลายตัวที่เป็นอันตราย เช่นสารในกลุ่มอะโรเมติก PAHs หรือแม้แต่โลหะ ในระยะยาวฟิล์มที่เคลือยอยู่บนหินหรือทรายจะค่อยระเหยไป ซากสุดท้ายที่ระเหยไม่ได้จะเหลือเป็นก้อนน้ำมันดินหรือ ทาร์บอล ลักษณะ เหนียว ดำเป็นก้อน ทิ้งไว้
อีก 3-4 เดือนนับจากนี้ คาดการณ์ว่าบริเวณชายฝั่งจะมีทาร์บอลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแม้จะไม่เป็นภัยมาก แต่หากสร้างความรำคาญให้กับสิ่งมีชีวิตชายฝั่ง เช่นนก อย่างไรก็ตาม ปัญหาทาร์บอลไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปัจจุบัน ชายหาดหลายแห่งพบเห็นทาร์บอลที่มาจากน้ำมันของเรือประมง สะสมวันละเล็กน้อยจนกลายเป็นก้อนน้ำมันในที่สุด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลา 5-7 วันนับจากนี้ น่าจะขจัดสิ่งที่ดูน่าสยดสยองออกไป แต่น้ำมันไม่ได้หายไปไหน ในระยะยาว 3-6 เดือนข้างหน้า ฟิล์มน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์มากน้อยขนาดไหน ยังต้องจับตา
ส่วนในวันนี้ สทอภ. ได้สั่งดาวเทียมระบบเรดาห์ ถ่ายภาพในบริเวณดังกล่าวเพิ่มติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะได้ภาพถ่ายดาวเทียมเวลา 6 โมงเช้า ซึ่งต้องรอการวิเคราะห์ไม่เกินเที่ยงวัน และสั่งถ่ายอีกครั้งเวลา 6 โมงเย็น ซึ่งคาดจะได้ผลการวิเคราะห์ภาพประมาณ 2 ทุ่มของวันนี้ (31ก.ค.)
สถานการณ์ของคราบน้ำมันที่รั่วไหลในทะเล จังหวัดระยอง วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จากภาพถ่ายดาวเทียมและสถานีเรดาร์เพื่อการตรวจวัดคลื่นและกระแสน้ำชายฝั่ง แสดงให้เห็นอาณาบริเวณของคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางๆ ที่ยังมีอยู่ทางด้านเหนือของเกาะเสม็ด ซึ่งมีขนาดลดลงจากเมื่อวานนี้เล็กน้อย (ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร) และมีการกระจายตัวของฟิล์มน้ำมันบางส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเสม็ด โดยฟิล์มน้ำมันเหล่านี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากมวลน้ำมันที่สะสมบริเวณด้านเหนือของอ่าวเสม็ด ซึ่งควรจะมีการสำรวจภาคพื้นดินอย่างละเอียดและขจัดออกด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อลดปริมาณต้นกำเนิดของคราบน้ำมัน มิฉะนั้นก็จะยังมีการแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายวันหรือสัปดาห์
ถึงแม้ว่าคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางๆ นี้อาจจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเฉียบพลัน แต่สารเคมีบางชนิด เช่น สารอินทรีย์ในกลุ่มอะโรมาติคและโลหะบางชนิดที่มีในน้ำมันดิบอาจจะสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดตามห่วงโซ่อาหารในทะเลสู่ผู้บริโภคขั้นสูงได้ รวมทั้งองค์ประกอบที่สลายตัวได้ยากจะรวมตัวและสะสมเป็นก้อนน้ำมันดิน (Tar Ball) ตามชายหาดต่างๆ ในระยะยาว ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดแผนการป้องกันและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทางทะเลในบริเวณนี้ในระยะยาวต่อไป
สธ.เก็บปัสสาวะอาหารทะเลส่งตรวจ
นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค และเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินทางไปติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยจากปัญหาน้ำมันดิบรั่วลงทะเล นายสรวงศ์กล่าวว่า ในการวางแผนดูแลสุขภาพประชาชนจากผลกระทบของน้ำมันดิบรั่วในทะเลครั้งนี้ ในระยะเร่งด่วน กระทรวงสาธารณสุขได้วางระบบไว้ 4 เรื่องหลักๆได้แก่ 1.การเฝ้าระวังผลกระทบเฉียบพลันจากน้ำมันดิบ โดยตั้งจุดตรวจคัดกรอง และเก็บปัสสาวะของผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย ในการตักน้ำมัน และกำจัดคราบน้ำมัน 2.ตั้งหน่วยปฐมพยาบาลที่อ่าวพร้าว ดูแลรักษาอาการป่วย 3.ตั้งจุดดูแลรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะเสม็ด และ 4.การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทะเล และอาหารทะเล เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยประชาชนผู้บริโภค
"ชัชชาติ"เล็งตั้งกก.ทบทวนแผนขจัดคราบน้ำมัน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ส.ค.นี้จะเรียกประชุมคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) เพื่อทบทวนแผนเผชิญเหตุในการปฏิบัติงาน เนื่องจากระเบียบที่ออกมา ตั้งแต่ปี 2547 นานมาก จึงต้องปรับและทบทวนข้อบกพร่องเรื่องอุปกรณ์และเรื่องอื่นๆให้ทันกับสถานการณ์ รวมทั้งจะตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มอีก 6 คน เพื่อครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา
"พงษ์ศักดิ์"เผยคุมสถานการณ์น้ำมันรั่วได้แล้ว
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว้าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันดิบเข้าหาดพร้าว เกาะเสม็ด ว่า สถานการณ์ล่าสุดคลื่นทะเลที่เคยเป็นสีดำในขณะนี้ได้เปลี่ยนเป็นคลื่นสีขาวแล้ว ลดลงจาก 2 วันก่อนอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงคราบน้ำมันดิบตามโขดหินเป็นช่วงๆ คาดว่าวันนี้จะดูดซับคราบน้ำมันดิบในทะเลได้หมด หลังจากนี้จะทำความสะอาดตามซอกหิน และชายหาด ฟื้นฟูให้มีสภาพดังเดิมซึ่งจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ส่วนคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางๆที่เห็นจากภาพถ่ายทางอากาศนั้น ไม่ใช่คราบน้ำมันดิบ
“จากการร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำน้ำสำรวจทะเลที่ห่างจากอ่าวพร้าว 150-200 เมตร พบว่ายังมีปริมาณปลาว่ายน้ำหนาแน่นตามปกติ และประการังก็ดูสะอาดไม่มีคราบน้ำมันดิบแต่อย่างใด รวมทั้งยังได้เข้าไปดูกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านในเกาะเสม็ดก็พบว่ายังอยู่ในภาวะปกติ ทำให้คลายความกังวลในเรื่องสัตว์น้ำในระดับหนึ่ง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พีทีทีจีซี กล่าวว่า ได้หารือกับนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กรณีให้ข่าวเรื่องพบฟิล์มน้ำมันผ่านทางภาพถ่ายทางอากาศแล้ว ได้ข้อมูลตรงกันว่าฟิล์มน้ำมันจะหายไปเองเมื่อรับความร้อนจากแสงแดด ทั้งนี้พีทีทีจีซีได้สำรวจบริเวณอยู่ในภาพถ่ายไม่พบร่องรอยฟิล์มน้ำมันจึงเชื่อว่าส่วนหนึ่งของภาพถ่ายที่เห็นเป็นสีเทาดำมาจากเงาสะท้อน ซึ่งเป็นเทคนิคที่เกิดขึ้นเวลาถ่ายภาพ
ขณะที่ นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เตรียมเสนอให้มีการซ้อมแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติจากทุก 3 ปี เป็นทุก 1 ปี หลังจากได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว เพราะชี้ให้เห็นว่าแผนปัจจุบันควรมีการปรับปรุง
"ยุคล"สั่งเกาะติดตามสถานการณ์คราบน้ำมันในทะเล
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกำกับดูแลกรมประมงแจ้งต่อที่ประชุมว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม จะลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายด้านการประมงจากปัญหาการรั่วไหลของคราบน้ำมันที่ชายท่าเรือมาบตาพุด จังหวัดระยอง
สมาคมประมงระยองถกปผลน้ำมันรั่วเสม็ด
นายฉัตรชัย ใจดี รองนายกสมาคมการประมงจังหวัดระยอง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเรือประมงพาณิชย์ที่หาปลาในพื้นที่น้ำลึกอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของเรือประมงพื้นบ้านนั้นได้รับผลกระทบชัดเจนและทราบว่ากลุ่มเรือประมงพื้นบ้านซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 1,000 รายและไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมนั้นได้มีเรือประมงพื้นบ้านบางส่วนไปแจ้งความในเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ล่าสุดตนได้รับแจ้งว่ามีปลาขึ้นมาตายที่หาดตะกอนซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่มีข้อมูลและหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นผลกระทบมาจากปัญหาคราบน้ำมันที่เกาะเสม็ดหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องหาสาเหตุและหลักฐานให้ชัดเจนก่อน จึงจะสรุปได้ว่ามีสาเหตุจากอะไร
“คาดว่าภายในสัปดาห์นี้สมาคมฯจะประชุมหารือกับสมาชิกซึ่งเป็นผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์กว่า 400 ราย เพื่อสำรวจถึงความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นและเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยว” นายฉัตรชัย กล่าว
นักท่องเที่ยวยังคึกคัก18อ่าวเกาะเสม็ดยังสวยงาม
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาคราบน้ำมันเต็มอ่าวพร้าว เกาะเสม็ดหมู่ 4 ต.เพ อ.เมืองระยองเกี่ยวกับเรื่องนี้นายไพรัตน์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรี ต.บ้านเพ กล่าวว่าสถานการณ์คราบน้ำมันที่ปกคลุมอ่าวพร้าวเต็มทั้งอ่าว กลุ่มประมงพื้นบ้านเพ ปากคลองแกลง สวนสนฯลฯ ต่างมีความวิตกในเรื่องการประกอบอาชีพทางการประมง จุดที่คราบน้ำมันเข้าปกคลุมอ่าวพร้าวได้พัดผ่านแนวที่เขาทำประมง ซึ่งมีทั้งกลิ่นเหม็นรวมทั้งคราบน้ำมันที่ถูกสารสลายจมใต้ทะเล ทำให้เขาได้รู้ทันทีว่าสัตว์ทะเลที่อยู่ในแนวที่เป็นร่องลมเป็นบริเวณสันที่เขาทำมาหากิน กุ้ง หอย ปู ปลาฯลฯคงหนีกลิ่นเหม็นคราบน้ำมันหายไปหมดจะเหลืออยู่ก็เพียงส่วนน้อย จึงทำให้กลุ่มประมงพื้นบ้านหวาดวิตกกังวล ขณะนี้กลุ่มประมงพื้นบ้านเริ่มเข้ามาร้องเรียนที่เทศบาล ต.บ้านเพว่าเขาได้รับผลกระทบเรื่องนี้พวกเขาต้องได้รับการเยียวยา และในขณะนี้นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผวจ.ระยอง มีคำสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอ คอยรับเรื่องร้องทุกข์ คำว่ามีผลกระทบที่ชัดเจนยังไม่สามารถระบุได้ ณ วันนี้มีกลุ่มประมงมายื่นเรื่องร้องทุกข์ไว้กว่า 300 ราย
นายไพรัตน์ กล่าวว่าทุกวันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางข้ามไปเกาะเสม็ดยังคงคึกคักพอสมควร สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักที่อ่าวพร้าว ซึ่งมีรีสอร์ตอยู่ 3 แห่ง 1อ่าวเท่านั้น ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักด้านทิศตะวันของเกาะเสม็ดมีทั้งหมด 18 อ่าว ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด



