ข่าว

น้ำท่วม!ฝั่งเมียวดี'พม่า'หนีตายวุ่น

น้ำท่วม!ฝั่งเมียวดี'พม่า'หนีตายวุ่น

31 ก.ค. 2556

น้ำท่วมฝั่งเมียวดี ตรงข้ามบ้านริมเมย ชาวพม่าหนีตาย เสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เขื่อนสิริกิติ์พร้อมรับน้ำเหนือ ขณะที่น้ำมูลล้นตลิ่งท่วมหลายตำบล

 

                              31 ก.ค. 56  ชาวพม่า ที่จังหวัดเมียวดี ตรงข้ามบ้านริมเมย ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ต่างขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินขึ้นเรือ เพื่อหนีน้ำท่วมไปยังพื้นที่สูง โดยมีการว่าจ้างเรือขนส่งสินค้าตามแม่น้ำเมยช่วย ซึ่งน้ำที่เข้ามาตัวเมืองเมียวดี เป็นน้ำจากแม่น้ำเมย กระแสแรงเชี่ยวกราก โดยเพียงไม่กี่นาที น้ำได้ท่วมเมืองเมียวดีเกือบทั้งเมือง ขณะที่ราษฎรถูกอพยพไปอยู่พื้นที่สูง อาคาร สำนักงานราชการ ร้านค้า ที่อยู่อาศัย ถูกน้ำท่วมหมด เช่นเดียวกับรถยนต์ถูกน้ำท่วม รวมทั้งโกดังเก็บสินค้าที่ไปจากฝั่งไทยอีกจำนวนมากที่ ได้รับความเสียหาย

                              นายโซหม่อง  ชาวพม่าจังหวัดเมียวดี กล่าวว่า ในรอบ 40 ปี ที่มีน้ำท่วมเช่นนี้ ถือว่ารุนแรง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก คาดว่าเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เพราะมีโกดังเก็บสินค้าจำนวนมาก ถูกน้ำท่วม และไม่สามารถเก็บสินค้าได้ทัน เช่นเดียวกับชาวพม่าอีกหลายแห่งตามแนวชายแดน ติดค้างอยู่ตามที่สูง และไม่ทราบชะตากรรม ว่าเพราะรายล้อมไปด้วยน้ำ

                              ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครแม่สอดเช่าวันนี่ น้ำได้ลดลง แต่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องอีก ทำให้น้ำทรงตัว แต่บางชุมชนน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้น 

 

 

มวลน้ำก้อนใหญ่ไปทางเหนือแม่สอด

 

                              ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า ชาวพม่ากว่า 100 คน ในเขตอิทธิพลของทหารชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงได้หนีอออกมาจากฝั่งพม่า ที่บ้านห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด หลังจากที่ประสบภาวะน้ำท่วมสูงจากแม่น้ำเมยที่ไหลไปทางเหนืออำเภอแม่สอด โดยขณะที่กำลังข้ามมาฝั่งไทยนั้น ทางอบต.แม่ปะ และเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อำเภอแม่สอด ได้ส่งเรือเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านและได้นำอาหารไปให้ชาวพม่าดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์น้ำในขณะนี้นั้น มวลน้ำใหญ่จากทางอำเภอแม่สอด ลงไปทางด้านอำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง

                              ส่วนสถานการณ์ในเขตเทศบาลนครแม่สอด เริ่มลดลงบ้าง แต่มีบางชุมชนน้ำยังท่วมขังอยู่ ส่วนที่บริเวณตลาดริมเมย น้ำยังท่วมสูงมาก ลดลงเล็กน้อย  สภาพอาคาร บ้านเรือน ส่วนมากจมน้ำ เช่น ตลาดริมเมย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก และร้านค้าอีกจำนวนมากมากยังถูกน้ำท่วมค่อนข้างสูง  เช่นเดียวกับฝั่งพม่าที่ จังหวัดเมียวดี น้ำยังคงท่วมสูงอยู่

 

 

กองทัพภาคที่ 3 ระดมเรือ 15 ลำ รถยนต์ 30 คัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

                              พันเอกอุกฤษฎ์ นุตคำแหง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมด้วย ทหาร ทหารพราน หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 33 อ.แม่สอด ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 จ.ตาก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันปล่อยขบวนกำลังพล และอุปกรณ์ต่างๆ คือ เรือจากกองทัพภาคที่ 15 ลำ รถยนต์ 30 คัน และในส่วนของส่วนราชการอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ได้ลงพื้นที่ ที่ประสบอุททภัยจากน้ำท่วม ในพื้นที่บ้านท่าอาจ , บ้านห้วยม่วง , บ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด บ้านวังแก้ว บ้านห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ อ.แม่สอด ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม ที่ติดค้างอยู่ ตามบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูง ซึ่งหลังจากปล่อยแถวแล้วทางเจ้าหน้าที่ได้นำเรือ และรถยนต์แยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่หลายจุด

                              พันเอกอุกฤษฎ์ กล่าวว่า เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายจุด รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปได้ ประกอบกับสถานการณ์น้ำยังท่วมอยู่ ทางกองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการมายังกองกำลังนเรศวร เพื่อให้จัดยุทโธปกรณ์ พร้อมเรือ รถยนต์ไปยังพื้นที่ โดยเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้าง และผู้ป่วย

                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนตกค้างจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่ตามบ้าน โดยไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะยังมีน้ำท่วมขังอยู่ เจ้าหน้าที่ทหารที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ต้องช่วยกันขนย้ายออกมาจากบ้าน รวมทั้งการนำอาหารไปแจกจ่ายให้ด้วย ส่วนที่บ้านวังผา ตำบลแม่จะรา อำเภอแม่ระมาด ขณะนี้สถานการณ์น้ำรุนแรงมาก เพราะน้ำที่ไปจากด้านอำเภอแม่สอด เป็นมวลน้ำก้อนใหญ่ ทำให้ท่วมบ้านเรือนเกือบทั้งหมู่บ้าน เช่นเดียวกับฝั่งพม่า ของกะเหรี่ยงบีจีเอฟ.ของพม่า มีหมู่บ้านถูกน้ำ ท่วม และได้รับความเสียหายเช่นกัน

 

 

'กาญจนบุรี' ทหารนำเครื่องจักรเร่งเคลียร์ปัญหาพื้นที่น้ำท่วม

 

                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสภาพฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวันในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะช่วงค่ำของวานนี้ (30 ก.ค.56) ที่อำเภอทองผาภูมิ ฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนหลายหมู่บ้านโดยเฉพาะในเขตเทศบาลทองผาภูมิ และเขตเทศบาลตำบลท่าขนุน ถนนแสงชูโต สาย 323อำเภอทองผาภูมิ - สังขละบุรี ระหว่างตั่งแต่หลักกิโลเมตรที่ 146 บริเวณทางเข้าหน่วยทหารพัฒนาที่ 11 น้ำป่าได้ไหลหลากลงในลำคลองที่อยู่ใกล้กันเป็นจำนวนมากทำให้น้ำเอ่อล้นเช้าท่วมถนนสายดังกล่าวเป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร ปริมาณน้ำสูง 50-60 เซนติเมตร รถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านไปมาได้ ส่วนรถยนต์ขนาดใหญ่ที่บรรทุกสินค้าไปส่งในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี ต้องวิ่งผ่านด้วยความระมัดระวัง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยบอกเส้นทางให้

                              โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 11 นำเครื่องจักรพร้อมกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ เร่งเคลียร์จุดพื้นที่ที่มีดินไสลด์ทับถมพื้นผิวการจราจรและเศษสวะที่ขวางเส้นทางน้ำไหลเพื่อให้กระแสน้ำไหลได้อย่างสะดวก การสัญจรเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดกองพลทหารราบที่9 ค่ายสุรสีห์ จัดการการจารจรด้วยการวางกำลังเป็นจุด พร้อมส่องไฟให้สัญญาณเพื่อให้คนขับรู้เส้นทางที่ปลอดภัย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า ได้นำกำลังมาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมบ้านเรือนเพื่อขนย้ายทรัพย์สินไปอยู่ในที่ปลอดภัย

                              ภายหลัง พ.อ.นภดล ปิ่นทอง ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 11 จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ฝนได้ตกติดต่อกันมาหลายวัน ประกอบกับน้ำป่าที่ไหลมาจากบนภูเขาเข้ามาสมทบจึงทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและไหลเชี่ยวเป็นอย่างมาก น้ำได้ไหลเช้าท่วมหมู่บ้าน ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ดังนั้นหลังเกิดเหตุ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งจัดกำลังพลออกไปดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่บ้านถูกน้ำท่วม และจัดอุปกรณ์เครื่องจักรไปเปิดทางเดินระบายน้ำ รวมถึงจัดการจารจรให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน เลี่ยงไปใช้เส้นทางที่ปลอดภัยแทน ขอฝากเตือนประชาชนที่มีบ้านอยู่ตามเส้นทางน้ำไหลให้เฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ หากคิดว่าไม่ปลอดภัย ขอให้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันทีเพื่อจะเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทหารพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

                              นอกจากนี้ขอให้ประชาชนระวังสัตว์มีพิษโดยเฉพาะงูชนิดต่างๆ หรือตะขาบ และแมงป่อง อาจจะหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายก็เป็นได้ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ประชาชนในพื้นที่กำลังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม หากประชาชนต้องการมอบสิ่งของก็สามารถนำมามอบให้ที่หน่วยทหารพัฒนาที่ 11 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พ.อ.นภดล  ปิ่นทอง ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 11 กล่าว

                              รายงานข่าวว่า สำหรับถนนสาย 323 จากอำเภอทองผาภูมิมุ่งหน้าไปยังอำเภอสังขละบุรี พื้นผิวการจราจรตลอดเส้นทาง มีน้ำไหลและขังเป็นช่วงๆ ทำให้ถนนลื่น อีกทั้งผิวการจราจรยังถูกน้ำกัดเซาะเป็นหลุมเป็นบ่อเกือบตลอดเส้นทาง บางช่วงไหล่ถนนถูกน้ำเซาะจนยุบเป็นวงกว้าง ผู้สัญจรไปมาต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง สำหรับบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 146 หมู่ 4 ต.ท่าขนุน มีน้ำป่าไหลหลากลงมาจากภูเขาเข้าท่วมร่องระบายน้ำข้างทางสูงประมาณ 50 เซนติเมตรและเอ่อล้นท่วมผิวการจราจร 1 เลน โดยขณะที่ผู้สื่อข่าวขับรถกลับจากอำเภอสังขละบุรีมุ่งหน้ากลับจังหวัดกาญจนบุรี

                              เมื่อมาถึงจุดดังกล่าว พบรถยนต์กระบะตกลงไปในร่องระบายน้ำข้างถนนโดยมีชายวัยกลางคนเป็นผู้ขับขี่อยู่ภายในรถ และพยายามที่จะขับรถเพื่อฝืนนำรถยนต์ขึ้นมา ผู้สื่อข่าวได้พยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลือเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่ชายคนดังกล่าวได้ปฏิเสธที่จะลงจากรถ และพยายามเร่งเครื่องเพื่อหาทางนำรถขึ้นมา ผู้สื่อข่าวจึงทำได้แต่เพียงโบกรถและส่งสัญญาณมือ เพื่อให้รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาทราบเพราะจุดเกิดเหตุเป็นทางโค้ง โดยชายคนดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็สามารถนำรถขึ้นมาได้สำเร็จ ท่ามกลางประชาชนที่คอยให้กำลังใจ และบอกเพียงว่าขับรถมาดีๆ รถก็ลื่นไถลลงไปในร่องระบายน้ำ จากนั้นชายคนดังกล่าวก็ขับรถมุ่งหน้าไปทางอำเภอสังขละบุรีทันที

                              รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ 31 ก.ค.มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอสังขละบุรี เพื่อนำถุงยังชีพพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปมอบให้แก่ราษฎร ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม คาดว่าเวลาประมาณ 13.30 น.จะเดินทางไปถึง 

 

 

หลายหน่วยงานเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า

 

                          กรณีน้ำป่าไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ล่าสุดหลายหน่วยงาน ได้มีแผนเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านห้วยกบ ปะไหลโหนก เวียกาดี้ และบ้านซองกาเลีย ซึ่งชาวบ้านได้รับผลกระทบมากที่สุด 

                          ส่วนความเคลื่อนไหวกรณีการเฝ้าระวังตัวสะพานนั้น ยังคงมีเจ้าหน้าที่ จากหลายหน่วยงาน ที่เข้ามาเก็บกู้เศษสวะที่ลอยมากับน้ำออกจากตัวสะพาน ส่วนการซ่อมแซมสะพาน น.ส.รัชนี จำปีขาว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.หนองลุ เจ้าของพื้นที่กล่าวว่า เรื่องการซ่อมสะพาน ต้องขอความคิดเห็นจากเจ้าอาวาสวัด และคณะกรรมการวัดเป็นหลัก ว่าจะดำเนินการกันอย่างไร ซึ่งเท่าที่ได้หารือกัน การก่อสร้างซ่อมแซมตัวสะพานจะต้องไม่มีมูลค่า แต่ก็จะไม่ขอรับบริจาค ซึ่งประชาชนที่มีจิตศรัทธาจะมาขอบริจาคเอง ส่วนการดำเนินการซ่อม คงจะต้องรอให้พ้นหน้าฝนไปก่อน

                          ล่าสุด น้ำป่าได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้าสนประชาชน บ้านเสน่ห์พ่อง ต.ล่าโว่ อ.สังขละบุรี น้ำได้พัดบ้านเรือนราษฎรหายไปกับกระแสน้ำ 5 หลังคา แต่ไม่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต  ซึ่งความช่วยเหลือเข้าไปได้ลำบาก ต้องเดินเท้าถึง 5 กม.จึงจะถึงหมู่บ้านดังกล่าว ขณะเดียวกันน้ำป่า จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไหลสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม   

                          ด้านนายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม กล่าวว่า ได้มีน้ำป่าไหลมาจากอุทยานลำคลองงู สู่ล่องน้ำตกเกริงกระเวีย ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จึงได้ห้ามนักท่องเที่ยวไม่ให้ลงไปเล่น เนื่องจากเสี่ยงต่ออันตราย ต่อมาน้ำป่าได้ไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง อ.ทองผาภูมิ น้ำเข้าท่วมบ้านอู่ล่อง หมู่ที่ 6 ต.ท่าขนุน จำนวน 7 หลังเรือน ส่วนที่ ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ สะพานทั้ง 2 แห่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านห้วยปากคอก และบ้านเตาถ่าน จากเส้นทางอำเภอทองผาภูมิ มุ่งสู่ตำบลปิล๊อก กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากน้ำป่า ได้ไหลอย่างเชี่ยวกราด เข้าทำลายตัวสะพาน เจ้าหน้าที่ได้แต่เฝ้าระวัง

 

 

ปภ.ระนองสั่งเฝ้าจุดเสี่ยงหินภูเขาถล่มหลังฝนหนักหลายวัน

 

                          นายชวลิต นิฒรรัตน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า หลังจากฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องอีกครั้งในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.ระนอง ทำให้สภาพดินอยู่ในสภาพอุ้มน้ำสูง จนเกิดเหตุการณ์ดินเลื่อนไหล และหินภูเขาถล่ม ล่าสุดได้ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงดินเลื่อนไหล และหินภูเขาถล่มตลอด 24 ชม.โดยเฉพาะในจุดที่เกิดหินภูเขาถล่มก่อนหน้านี้ บริเวณเส้นทางระนอง-หาดส้มแป้นจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ส่วนอีกจุดที่ต้องเฝ้าระวังคือบริเวณ อ.ละอุ่น ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนพบว่ามีหลายจุดที่เสี่ยงที่จะเกิดหินถล่มได้

                          ด้านนายไพบูลย์ เอี่ยมสุวรรณ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ลักษณะอากาศทั่วไปวันนี้ พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 850 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 14.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 55 กม./ชม. และกำลังเคลื่อนที่ทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดว่าพายุนี้จะทวีขึ้นเป็นพายุโซนร้อนได้ในระยะต่อไป โดยมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 2-4  สิงหาคม ซึ่งในขณะนี้พายุยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

 

 

เขื่อนสิริกิติ์พร้อมรับน้ำเหนือ ระบุมีมากถึง 6,000 ล้านลบ.เมตร

 

                              นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์สูงวันละกว่า 100 ล้าน ลบ.เมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จากปกติมีน้ำไหลเข้าเพียงวันละ 3-4 ล้าน ลบ.เมตร หลังฝนทิ้งช่วงและวิกฤติภัยแล้งที่ยาวนาน จึงทำให้เขื่อนสิริกิติ์เริ่มเก็บกักน้ำ นับเป็นเรื่องที่ดี

                              ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ปัจจุบันมีน้ำที่สามารถใช้งานร้อยละ 9 หรือ 567 ล้าน ลบ.เมตร ยังสามารถรับน้ำเหนือได้อีกกว่า 6,000 ล้าน ลบ.เมตร หรือร้อยละ 65 มีการพร่องน้ำวันละ 8 ล้าน ลบ.เมตร ตามความต้องการของกรมชลประทาน เนื่องจากท้ายเขื่อนสิริกิติ์มีฝนตกต่อเนื่องเช่นกัน จึงทำให้ระดับน้ำตามลำคลอง แม่น้ำยม แม่น้ำวัง เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนสิริกิติ์

                              นายธนรัชต์ กล่าวว่า ทั้งเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ยังสามรถรับน้ำเขื่อนได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกันคือกว่า 6,000 ล้าน ลบ.เมตร ส่วนความกังวลใจของผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนหวั่นจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เหมือนปี 2554 ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวอยู่ที่ระดับน้ำยม น้ำวัง และแม่น้ำลำคลองที่อยู่ท้ายเขื่อน หากมีปริมาณสูงและมีน้ำท่วม เขื่อนสิริกิติ์และภูมิพลจะชะลอและลดปริมาณน้ำที่พร่องออก อย่างไรก็ตามยืนยันเขื่อนสิริกิติ์ มีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมรับปริมาณน้ำเหนือได้เป็นอย่างดี

 

 

น้ำมูลล้นตลิ่งท่วมหลายตำบล

 

                              เจ้าหนาที่โครงการส่งน้ำและบำรงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ได้ทำการเปิดประตูระบายน้ำของเขื่อนพิมายทั้ง 6 บานขึ้นสูงจากเมื่อวันที่ 30 ก.ค. จาก 1 เมตร เป็น 2 เมตร เพื่อเร่งระบายน้ำในลำน้ำมูลที่กำลังล้นตะลิ่งออกไปสู่ลำน้ำจักราช ภายหลังจากในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และสายน้ำธรรมชาติต่างๆ อาทิ ลำตะคอง, ลำเชียงไกล และลำบริบูรณ์ ได้ไหลมารวมกันที่ลำน้ำมูลแห่งเดียว ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกิดการล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านในหลายตำบลของอำเภอพิมาย ทำให้ชาวบ้านต้องรีบขนข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ขึ้นสู่ที่สูง เพื่อหนีน้ำที่กำลังล้นตะลิ่งเข้ามาภายในบ้าน ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

                              จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวพบว่า บ้านของนายเทศ เร่งพิมาย อายุ 79 ปี บ้านเลขที่ 171/13 หมู่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่ริมลำน้ำมูล ภายในเขตเทศบาลตำบลพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ขณะนี้ได้ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 40 เซนติเมตร นายเทศ ต้องพาภรรยาอายุ 71 ปี ลุยน้ำเข้าไปขนข้าวของออกบ้านเข้ามาอาศัยอยู่บ้านญาติที่อยู่ใกล้กันเป็นการชั่วคราวก่อน จนกว่าสถานการณ์น้ำจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด.

 

 

'อุทัยธานี' หวาดตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาพังเร่งย้ายร้านอาหาร

 

                              นายบุญเชิด ประสบเนตร อายุ 45 ปี บ้านเลขที่ 45  ม.5  ต.เกาะเทโพ  อ.เมือง จ.อุทัยธานี  เจ้าของร้านอาหาร “น้องอุ๋ม” ต้องตัดสินใจย้ายอาคารร้านอาหารของตนเอง จากบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขยับเข้าไปสร้างใหม่ ในพื้นที่ตรงข้ามถนนทางเข้าหมู่บ้านห่างจุดเดิมประมาณ 15 เมตร   หลังห้องนอนและห้องน้ำของอาคารร้ายอาหาร  เกิดพังทลายลงเนื่องจากน้ำกัดเซาะตลิ่ง หวิดดึงอาคารทั้งหลังพังลง โชคดีที่สารมารถนำช่างไปตัดเหล็กยึดโครงสร้างให้ขาดออกจากกันได้ทัน เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา จึงตัดสินใจจ้างช่าง รื้ออาคารร้านอาหารไปตั้งห่างจากที่เดิม เพื่อป้องกันโรงเรือนร้านอาหารพังต่อเนื่อง

                              เหตุการณ์ตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงผ่านหมู่บ้านเกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี พังลงเนื่องจากถาน้ำกัดเซาะ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลาก เนื่องจากแรงน้ำที่ไหลแรงผ่านสายน้ำที่โค้งจะกัดเซาะตลิ่งด้านที่ขวางทางน้ำอย่างรุนแรง จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดสรรงบประมาณก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำกัดเซาะตลิ่ง แต่ก็ยังไม่ทันความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AP)