
หายนะ'ระบบนิเวศ'น้ำมันดิบ..ทะลักทะเล
หายนะ'ระบบนิเวศ'น้ำมันดิบ..ทะลักทะเล : ทีมข่าวรายงานพิเศษและทีมข่าวความมั่นคง
คราบน้ำมันดิบสีดำทะมึนกว่า 5 หมื่นลิตร ค่อยๆ ถูกคลื่นลมซัดเข้าหาชายหาดเกาะเสม็ดเป็นวงกว้าง...ที่มาของวลี "ทะเลสีดำ" ซึ่งสะท้อนความเศร้าสะเทือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะบริเวณ "อ่าวพร้าว" จากน้ำทะเลที่เคยใสปนเปื้อนด้วยคราบน้ำมันตลอดชายหาด ล่าสุดถูกประกาศให้เป็น "พื้นที่ภัยพิบัติทางทะเล" โดยไม่มีใครรู้ว่าคราบน้ำมันเหล่านี้ จะทำลายระบบนิเวศทางทะเลย่อยยับเพียงใด
สถานการณ์คราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าวขณะนี้ "วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง" อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยอมรับว่า ตลอดแนวชายหาดราว 300-400 เมตร ได้รับผลกระทบทั่วทั้งชายหาดแล้ว กำลังเร่งจัดการคราบน้ำมันด้วยการเร่งดูด และตักคราบน้ำมัน โดยนำเครื่องสูบหรือปั๊มหลายตัว มาตั้งสูบน้ำมันใส่ถัง ส่วนบนหาดทรายจะใช้แรงคน นำพลั่วตักน้ำมันที่เหนียวใส่ถุง เพื่อนำไปกำจัด ทั้งนี้ ใช้วิธีตักและดูดแทนการใช้สารเคมี เนื่องจากคราบน้ำมันที่ถูกซัดเข้ามาชายฝั่งนั้นมีความหนืดและเป็นคราบ การใช้สารเคมีจะไม่มีประสิทธิภาพต้องดูดและตักสิ่งที่เข้ามาปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือทรายให้หมด ส่วนคราบน้ำมันที่ยังลอยอยู่ในทะเล ก็ต้องรีบกำจัดเพื่อไม่ให้ถูกซัดไปยังชายหาดอื่นอีก
"เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน แต่จะมากน้อยอย่างไร ต้องรอสำรวจประเมินอีกครั้ง ตอนนี้ต้องเร่งกำจัดคราบน้ำมันเหล่านี้ก่อน" วิเชียร บอกถึงผลกระทบที่ยังประเมินไม่ได้
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ "บำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช" ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝังตะวันออก วิเคราะห์ว่า อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระยะสั้นและระยะยาว โดยผลกระทบระยะสั้น จะกระทบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นตามซอกหิน หาดทราย เช่น หอยนางรม เพรียงหิน หอยสองฝา สัตว์กลุ่มไส้เดือนทะเล กุ้ง ปู สาหร่าย ที่ฝังตัวบริเวณซอกหินและรอยแตกร้าว สัตว์ที่ขุดรูอยู่เมื่อน้ำมันซัดเข้ามาแล้วเคลือบก็ทำให้ไม่มีออกซิเจนและตายในที่สุด
ส่วนสัตว์น้ำที่ว่ายน้ำได้ ซึ่งอาศัยบริเวณกองหิน แนวปะการังอาจว่ายหนีไปอยู่ที่อื่น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความผิดปกติ และการตายของแพลงตอน พืชและสัตว์ตลอดจนลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน ตลอดจนแนวปะการังน้ำตื้น เนื่องจากคราบน้ำมันจะไปเคลือบผิว ทำให้ปะการังตายในระยะยาวแนวปะการังจะเสื่อมโทรม
"สถานการณ์ที่อ่าวพร้าวตอนนี้ ถือว่าอาการหนัก หลังจากดูดคราบน้ำมันเสร็จแล้ว ต้องดูว่าได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาในการฟื้นฟูนั้นต้องใช้เวลานานหรือไม่ การที่จะให้สัตว์กลับมาอาศัยอีกครั้งหนึ่ง ต้องกำจัดคราบน้ำมันให้หมด ถ้ามีน้ำมันเหลืออยู่สัตว์ก็จะไม่มาอยู่ และย้ายไปอยู่ที่อื่น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะต้องปลูกปะการังใหม่ แต่กว่าปะการังจะยาวสัก 5-10 เซนติเมตรต้องใช้เวลา 1 ปีหรือมากกว่านั้น ตอนนี้ ทำได้เพียงส่งทีมลงไปสำรวจเบื้องต้น และไปเดินตรวจชายหาดอื่นๆ ด้วย เมื่อดูดน้ำมันออกหมดแล้วจะมีการสำรวจอย่างจริงจังอีกครั้ง" บำรุงศักดิ์ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่าหลังจากนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีในการฟื้นฟูอ่าวพร้าว และจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ผลกระทบในระยะยาวจะทำให้สัตว์น้ำ ปะการังตาย และการเจริญเติบโตของปะการังเติบโตช้าลง
"ปกติปะการังนั้นค่อนข้างจะเซนซิทีฟอยู่แล้วยิ่งในอ่าวไทยมีการเจริญเติบโตช้า เมื่อมีเหตุการณ์ที่มากระทบต่อระบบนิเวก็ยิ่งทำให้ปะการังเสียหายและเติบโตช้าลง อย่างปะการังกิ่งอย่างน้อยจะอยู่ที่ 7-8 เซนติเมตรต่อปี ปะการังก้อนจะอยู่ที่ 4-5 เซนติเมตรต่อปี ยิ่งคราบน้ำมันที่หลงเหลืออยู่ไปบล็อกแสงไม่ให้ลงไปใต้ทะเล พอไม่มีแสงปะการังก็อยู่ไม่ได้ รวมทั้งสารเคมีในน้ำมันที่ทำให้น้ำขาดออกซิเจนทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ ถึงแม้สัตว์น้ำจะว่ายหนีไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม"
รศ.ดร.สุชนา บอกอีกว่า เหตุการณ์การณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเท่านั้น หาดทรายก็ได้รับผลกระทบด้วย และน่าเป็นห่วงไม่น้อยเพราะเป็นที่อยู่ของสัตว์หลายชนิด ทุกภาคส่วนต้องคอยติดตามในเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ถ้าธรรมชาติฟื้นตัวกลับมาเองไม่ได้ มนุษย์ก็ต้องเข้าไปช่วยฟื้นฟู
ด้าน "จิรายุ เอกกุล" มูลนิธิรักษ์สัตว์ป่า (Love Wildlife) หนึ่งในเครือข่ายเอ็นจีโอเฝ้าระวังผลกระทบของคราบพิษน้ำมันรั่ว กล่าวว่า ขณะนี้ต้องสังเกตว่าคลื่นลมจะพัดคราบน้ำมันไปทะเลฝั่งอ่าวไทยส่วนไหนบ้าง หากอยู่บริเวณเกาะเสม็ดและชายฝั่ง นอกจากปะการังและสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลแล้ว พวกนกที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลอาจเกิดผลกระทบด้วย หากคลื่นพัดพาคราบน้ำมันไปถึงหมู่เกาะ จ.ตราด จะยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่านี้ เนื่องจากมีฝูง "โลมาอิรวดี" อาศัยอยู่บริเวณนั้นราว 100 ตัว ต้องคอยดูอย่างใกล้ชิดว่าจะมีทะเลส่วนไหนได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีกหรือไม่
ส่วน "เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง" ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เครือข่ายเอ็นจีโอจังหวัดระยอง วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมามีน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลฝั่งระยองหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตน้ำมันรั่วที่ใหญ่ที่สุด เพราะปริมาณมากถึง 5-7 หมื่นลิตร คราบน้ำมันทะลักเข้าสู่ชายฝั่งอย่างรวดเร็ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีหลายส่วนด้วยกัน เช่น สัตว์น้ำ ทรัพยากรชายฝั่ง ชุมชน ท่องเที่ยว ฯลฯ ตอนนี้คงยังประเมินตัวเลขความเสียหายไม่ได้ ที่ผ่านมาการกำจัดคราบน้ำมันรั่วไหลทุกครั้งทำได้ยาก ไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้นในระยะเวลาอันสั้น และยิ่งครั้งนี้มีปริมาณน้ำมันรั่วมหาศาล ต้องส่งผลเสียระยะยาวอย่างแน่นอน
"ที่น่าสงสัยคือ ไม่มีหน่วยงานไหนยอมบอกชื่อของสารเคมีที่นำมากำจัดคราบน้ำมัน อย่าลืมว่าสารเคมีเหล่านี้จะตกตะกอนลงสู่ท้องทะเลอย่างแน่นอน ต้องเปิดเผยข้อมูลออกมา อยากเสนอให้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ตอบคำถามให้ได้ว่าการรั่วไหลเกิดจากอะไร ความเสียหายเบื้องต้นมีอะไรบ้าง และความเสียหายระยะยาวคืออะไร แนวทางการแก้ไข ผู้ได้รับความเสียหายมีกี่กลุ่ม ฯลฯ โดยคณะกรรมการต้องมีหลายฝ่ายประกอบกัน เช่น หน่วยงานภาครัฐ บริษัทน้ำมันที่รับผิดชอบ ชุมชนในพื้นที่ ตัวแทนชาวประมง นักวิชาการ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มต่างๆ เป้าหมายของคณะกรรมการชุดนี้คือสร้างความโปร่งใสให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงทุกด้าน พร้อมช่วยกันหาทางเยียวยาแก้ปัญหา" ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ แนะนำทิ้งท้าย
"สัตว์ทะเล"เหยื่อน้ำมันรั่ว
สพ.ญ.จริยา สุตานนท์ไพบูลย์ เคยรวบรวมข้อมูลถึงผลกระทบจากน้ำมันรั่วที่มีต่อสัตว์ 3 ด้าน คือ 1.กายภาพ 2.การปนเปื้อนของสารพิษ และ 3.ต่อแหล่งอาหาร โดยสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่ว มีตั้งแต่สัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลา แพลงตอน สัตว์เปลือกแข็ง เช่น กุ้ง เคย เป็นต้น นกทะเล เพนกวิน นากทะเล แมวน้ำ สิงโคทะเล แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและมีอัตราการตายสูงมักเป็นพวกนกน้ำ
เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของนก เมื่อขนสัตว์ซึ่งปกติจะกันน้ำ (ทำให้สัตว์ลอยน้ำและรักษาอุณหภูมิของร่างกาย) เมื่อถูกน้ำมันเปื้อนจะจับเป็นก้อน ทำให้น้ำซึมเข้าผิวหนัง มีผลให้สัตว์ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้ จึงหนาวตาย หรือร้อนมากกินไปและอาจทำให้สัตว์จมน้ำตายได้ นอกจากนั้นคราบน้ำมันยังอาจอุดตัน จมูก ปาก หรือระคายเคืองตาได้
การปนเปื้อนของน้ำมันยังเป็นพิษต่อทางเดินอาหาร ระบบประสาทส่วนกลาง และมีผลระยะยาวต่อระบบสืบพันธุ์ โดยน้ำมันสามารถเข้าสู่ตัวสัตว์ได้ทั้งทางการหายใจและทางปาก และการปนเปื้อนของน้ำมันในสิ่งแวดล้อม มีผลต่อแหล่งอาหาร เมื่อสัตว์ผู้ล่ากินเข้าไปจะได้รับสารพิษ และสัตว์ที่ปนเปื้อนมักมีกลิ่นน้ำมันทำให้ผู้ล่าไม่กิน เกิดภาวะขาดอาหาร
สำหรับแนวทางการกำจัดคราบน้ำมันนั้น ต้องทำ 2 แนวทางคือ การจัดการเชิงกายภาพ เน้นที่การกำจัดคราบน้ำมันโดยเร็วที่สุด โดยการใช้เครื่องดูด การกั้นขอบเขตน้ำมันบนผิวน้ำ การลากคราบน้ำมันบนผิวน้ำออกไปให้ห่างจากชายฝั่ง การใช้สารช่วยในการย่อยสลาย (แต่ได้ผลช้ากว่า ดูดออกเลยเร็วกว่า) บางกรณีอาจทำการเผา และ การจัดการเชิงชีวภาพ จะเน้นที่การจัดการผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือสัตว์ โดยนำสัตว์มาล้างน้ำมันออก ให้ความอบอุ่น และรักษาตามอาการ โดยสัตว์ส่วนมากมักอ่อนแอ ขาดอาหาร อาจมีการเจ็บป่วยหรือเกิดการติดเชื้อได้
ทร.จัดเรือ-ฮ.-กำลังวันละ200นายเข้าคลี่คลายวิกฤติน้ำมันรั่วอ่าวไทย
กองทัพเรือ (ทร.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่เข้าไปกู้วิกฤติท่อน้ำมันบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วลงสู่ทะเลอ่าวไทยในพื้นที่ จ.ระยอง ห่างฝั่งประมาณ 10 ไมล์ทะเล หรือ 18 กิโลเมตร ทำให้คราบน้ำมันแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงภารกิจครั้งนี้ว่า กองทัพเรือได้สั่งการให้ทัพเรือภาคที่ 1 จัด "เรือหลวงบางปะกง" และอากาศยานออกลาดตระเวน เพื่อสำรวจการกระจายตัวของคราบน้ำมัน และได้จัดส่ง "เรือ ต.82" คอยป้องกันไม่ให้เรือทุกชนิดเข้าไปยังพื้นที่น้ำมันรั่วไหล
นอกจากนี้ ยังได้จัด "เรือหลวงแสมสาร" เข้าร่วมกับเรือของกรมเจ้าท่า ใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน และจัดกำลังพลเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด เพื่อจัดเก็บคราบน้ำมันที่ถูกซัดเข้าสู่ชายฝั่งของอ่าวพร้าวบนเกาะเสม็ด
พล.ร.ท.รุ่งศักดิ์ เสรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเขต 1 ทัพเรือภาค 1 กล่าวถึงภารกิจของหน่วยว่า หลังได้รับแจ้งเหตุ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดเตรียมการเป็นศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการในการขจัดคราบน้ำมัน
ต่อมา ศูนย์ประสานงานของกรมเจ้าท่า ได้ยืนยันว่า บริษัท พีทีที สามารถควบคุม และดำเนินการขจัดคราบน้ำมันได้ ทัพเรือภาคที่ 1 จึงไม่ต้องจัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ เพียงแต่ทางบริษัทได้ขอรับการสนับสนุนอากาศยาน เรือตรวจการณ์ และเรือช่วยในการปฏิบัติงาน
"ทัพเรือภาคที่ 1 จึงปรับแผนด้วยการส่งเรือลาดตระเวนของเรือหลวงบางปะกอง เรือ ต.82 เรือหลวงแสมสาร และอากาศยาน เข้าสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมัน ซึ่งผลการปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 27 และ 28 กรกฎาคม สามารถขจัดคราบน้ำมันได้ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์" พล.ร.ท.รุ่งศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ พล.ร.ต.ทิวา ดาราเมือง เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 และหัวหน้าฝ่ายอำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเขต 1 และน.อ.สุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้อำนวยการกองยุทธการจัดส่ง "เฮลิคอปเตอร์" หน่วยบินเฉพาะกิจ ทัพเรือภาคที่ 1 ออกทำการลาดตระเวน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบน้ำมันดิบลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก โดยรั่วออกมาจากท่อส่งน้ำมันดิบขนาด 16 นิ้ว ทำให้น้ำมันดิบไหลทะลักออกสู่ทะเลประมาณ 50 - 70 ตัน แพร่กระจายบนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง เป็นรูปตัววี มีระยะทางยาว 1.5 ไมล์ ท่ามกลางกระแสคลื่น และลมแรงจัด
"ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจ และส่งเรือรบเข้าวางบูมล้อมคราบน้ำมัน และฉีดน้ำยาคุมเพื่อสลายคราบน้ำมัน เบื้องต้น ได้ส่งกำลังพลจากหน่วยนาวิกโยธิน จำนวน 200 นาย พร้อมอากาศยานบินตรวจคราบน้ำมัน โดยได้จัดเตรียมกำลังพล และยุทโธปกรณ์ผลัดเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น" พล.ร.ท.รุ่งศักดิ์ กล่าว
พล.ร.ท.รุ่งศักดิ์ ระบุว่า หลังจากนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงจัดกำลังพลจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบก.) ในศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยทัพเรือภาคที่ 1 วันละ 200 นาย ผลัดเปลี่ยนให้การสนับสนุนในพื้นที่ จ.ระยอง ในการขจัดคราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง จนกว่าจะสิ้นเสร็จภารกิจ
นอกจากนี้ ยังจัดเรือ ต.215 ,เรือ กร.303 ร่วมปฏิบัติภารกิจด้วย พร้อมจัดนายทหารประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ ในการขจัดคราบน้ำมันที่อ่าวพร้าว โดยมีเจ้าหน้าที่เทคนิคของบริษัท พีทีที ควบคุมดูแลอีกที
ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ยังไม่ทราบว่า จะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติภารกิจกี่วัน แต่จะต้องทำให้เกิดความสะอาดมากที่สุด และจะต้องให้กรมควบคุมมลพิษมาประเมินดูอีกครั้ง
...................
(หมายเหตุ : หายนะ'ระบบนิเวศ'น้ำมันดิบ..ทะลักทะเล : ทีมข่าวรายงานพิเศษและทีมข่าวความมั่นคง)



