
ปส.วิสามัญนักค้ายาดวลสนั่นนางเลิ้ง
ดวลปืนสนั่นกรุง! ตำรวจ ปส. ไล่จับคนร้ายคดียาเสพติด แยกเทวกรรม ย่านนางเลิ้ง วิสามัญคนร้าย 1 บาดเจ็บ 1
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุระทึกขวัญกลางชุมชนใน กทม. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด บช.ปส. ได้ติดตามไล่ล่าคนร้ายค้ายาเสพติดมาบนถนน และเกิดการยิงปะทะกัน บริเวณใกล้แยกเทวกรรม ถนนลูกหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ท้องที่ สน.นางเลิ้ง โดยคนร้ายยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียงดังสนั่นหวั่นไหวนานประมาณ 10 นาที ปรากฏว่าขณะยิงปะทะกันกระสุนปืนไม่ทราบว่าเป็นของฝ่ายใดพลาดไปถูกนักศึกษาหญิงที่อยู่ริมถนนบาดเจ็บ 1 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียวทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าเคลียร์พื้นที่และเข้าตรวจสอบรถยนต์อีซูซุ มิวเซเว่น สีขาว ทะเบียน กค 7586 นครนายก ที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะ พบว่า คนขับรถถูกยิงที่ด้านหลังและใต้คาง บาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว ทราบชื่อต่อมาคือ นายพิเชษฐ์ ดอกไม้พุ่ม อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 1 อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี
จากการตรวจสอบรถคันดังกล่าว มีรอยถูกกระสุนปืนยิงจนพรุนทั้งคัน ปลอกกระสุนตกเกลื่อนถนน ภายในรถพบศพชายไม่ทราบชื่อ ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ที่เบาะซ้ายข้างคนขับ โดยที่มือยังประคองทารกเพศชาย วัย 3 เดือน มีเลือดเปื้อนทั้งตัว และพบอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ตกอยู่ที่เบาะ เจ้าหน้าที่จึงรีบนำทารกส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว จากการตรวจสอบพบว่า ทารกเป็นลูกชายของคนขับรถ ซึ่งไม่ได้รับอันตราย มีเพียงรอยแผลถูกเศษกระจกบาดเล็กน้อย ส่วนนักศึกษาหญิงที่ถูกลูกหลงขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านริมถนนนครสวรรค์ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.สมฤดี วนวะนานต์ หรือน้องกิ๊ฟ อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศร์ ถูกกระสุนปืนยิงที่ใบหูทะลุแก้มซ้าย
ทั้งนี้ การตรวจค้นภายในรถคันเกิดเหตุ พบกล่องกระดาษขนาดใหญ่ 2 กล่อง เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในตู้ลำโพงทั้งสองตู้ กล่องละ 68,000 เม็ด รวมเป็นยาบ้าทั้งหมดจำนวน 136,000 เม็ด และยาไอซ์อีก 8 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ปส. รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของ บก.น.1 และบช.ปส. เดินทางไปร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พล.ต.ต.ทนัย อภิชาติเสนีย์ ผบก.สกัดกั้นลำเลียงยาเสพติด บช.ปส. ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการครั้งนี้ กล่าวว่า คนร้ายที่ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เดินทางมารับของที่ถูกส่งมาจากทางภาคเหนือ ที่บริษัทรับส่งสินค้าแห่งหนึ่งใกล้ตลาดมหานาค เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตาม แต่คนร้ายไหวตัวทัน ขับรถหลบหนีไปตามถนนลูกหลวง จนกระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ เมื่อรถของคนร้ายจอดติดสัญญาณไฟแดง เจ้าหน้าที่จึงลงไปขอตรวจสอบ แต่ถูกคนร้ายยิงสวนกลับมา จึงเกิดการยิงปะทะกันขึ้น
"เจ้าหน้าที่แสดงตัวโดยเดินไปเคาะกระจก แต่ปรากฏว่าคนร้ายได้ยิงสวนผ่านกระจกออกมา โดยยิงผ่านกระจกด้านหลังฝั่งซ้ายของรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว และระงับพฤติการณ์ของคนร้าย แต่คนร้ายยังพยายามยิงสวน เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว" พล.ต.ต.ทนัย กล่าว
ขณะที่ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์กล่าวว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดกลุ่มนี้ บช.ปส. โดยเฉพาะกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ได้จับกุมขยายผลติดตามกันมานาน กระทั่งมาประสบเหตุครั้งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องยิงตอบโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ชุมชน ผู้คนพลุกพล่าน แต่เนื่องจากคนร้ายมีอาวุธและไม่ยอมจำนน เจ้าหน้าที่จึงต้องตอบโต้ขั้นเด็ดขาด และไม่ทราบมาก่อนว่าภายในรถมีทารกวัยเพียงแค่ 3 เดือนอยู่ด้วย เนื่องจากรถคนร้ายติดฟิล์มทึบรอบคัน ทำให้มองไม่เห็น อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบทราบว่า ทารกคนดังกล่าวไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า ปัจจุบันการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่กรุงเทพฯ มักหันมาใช้ระบบโลจิสติกส์ โดยมีการอำพรางยัดใส่กล่องวัสดุต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามและเกาะติดมาตลอด สำหรับครั้งนี้ได้มีการยัดยาเสพติดส่งมาเป็นพัสดุให้แก่เครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อตรวจสอบกล่องกระดาษที่ใส่ลำโพงมานั้น พบว่ามีการระบุชื่อผู้ส่งคืนไว้ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนขยายผลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน บริษัทรับส่งสินค้าซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนลูกหลวง ห่างจากจุดที่วิสามัญฆาตกรรมคนร้ายไม่มากนัก ได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ายังมีพัสดุภัณฑ์ ลักษณะคล้ายคลึงกับที่เจ้าหน้าที่พบในรถของคนร้ายตกค้างอยู่ที่บริษัทอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงรุดไปตรวจสอบ พบว่าภายในกล่องเป็นตู้ลำโพงขนาดใหญ่ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด พบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในตู้ลำโพงทั้ง 2 ตู้ จำนวน 142,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 7 กิโลกรัม โดยที่ข้างกล่องมีการระบุชื่อผู้ส่งคืนไว้ด้วย
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ปส. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงรายเดียวกัน เนื่องจากเมื่อได้ตรวจเช็กรายการส่งผ่านทางบริษัทดังกล่าวพบว่า บุคคลที่ส่งมาจาก จ.เชียงราย ทราบชื่อ นายประสิทธิ์ (ไม่ระบุนามสกุล) แต่ลักษณะการส่ง เป็นการแยกกล่องส่ง ระบุข้างกล่องคนละชื่อ โดยจำนวนยาบ้าที่พบทั้งหมดจำนวน 290,000 เม็ด ยาไอซ์ 15 กิโลกรัม
"จากการตรวจสอบทางบริษัทส่งของพบว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. วันเดียวกันก่อนหน้านี้ ได้มีกลุ่มคนโทรศัพท์ติดต่อมาเพื่อที่จะเดินทางมารับของ แต่เมื่อถึงเวลานัด ได้เกิดการจราจรติดขัด เพราะตำรวจวิสามัญฯ คนร้าย ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวไม่เข้ามารับพัสดุดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทส่งของได้ประสานกับตำรวจมาโดยตลอดเมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติ จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และจากการตรวจสอบพบว่านายประสิทธิ์ได้ส่งพัสดุในลักษณะนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ซึ่งจะต้องขยายผลประสานงานกับชุดที่ปฏิบัติหน้าที่ทางจ.เชียงราย เพื่อสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป" พล.ต.ต.สุรพลกล่าว
บ่ายวันเดียวกัน พล.ต.อ.พงศพัศเดินทางไปเยี่ยม น.ส.สมฤดี ที่ได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนยิงเข้าใบหูซ้ายทะลุแก้ม โดยมีนางอุ่นจิต วนะวนานต์ อายุ 50 ปี เข้าเยี่ยมอาการด้วย
พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ น.ส.สมฤดีนั่งรับประทานข้าวอยู่ที่ร้านห่างจากที่เกิดเกตุประมาณ 100 เมตร แล้วถูกลูกหลง ถูกกระสุนที่ใบหูด้านซ้าย ทะลุมาที่แก้ม และไม่มีกระสุนฝังอยู่ ขณะนี้ได้รับการดูแลเบื้องต้นจากแพทย์เป็นอย่างดี ซึ่งแม่น้องได้มาเยี่ยมด้วย โดยแพทย์จะเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เหลือ ได้แก่ นายพิเชษฐ์ ดอกไม้พุ่ม อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นคนร้ายที่ขับรถ ได้รับบาดเจ็บที่คาง ปาก และแขนขวา อาการปลอดภัย และทารกวัยประมาณ 3 เดือน บาดเจ็บเล็กน้อยจากถูกกระจกบาด โดยเจ้าหน้าที่จะย้ายผู้ที่บาดเจ็บทั้งหมดไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจต่อไป เบื้องต้นได้มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือ น.ส.สมฤดี จำนวน 5 หมื่นบาท และจะดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายดี
ขณะที่ นางอุ่นจิต กล่าวว่า ทราบเรื่องจากอาจารย์ของน้องโทรศัพท์มาบอก จึงรีบเดินทางมาเยี่ยม ขณะนี้น้องมีอาการรู้สึกตัวดี สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ รู้สึกเจ็บก็จะบอก โดยแพทย์บอกว่าต้องรอดูอาการน้องกิ๊ฟให้ดีก่อน ว่าจะรักษาตัวนานแค่ไหน



