ข่าว

ชี้ฟื้นฟูธรรมชาติคราบน้ำมันใช้เวลานาน

ชี้ฟื้นฟูธรรมชาติคราบน้ำมันใช้เวลานาน

30 ก.ค. 2556

นักวิชาการชี้ฟื้นฟูธรรมชาติคราบน้ำมันใช้เวลานาน

              30ก.ค.2556 ดร.ไพฑูรย์ มกกงไผ่ นักวิจัยจากส่วนงานวิจัยสิ่งแวดล้อมทางทะเล จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า สถานการณ์ ณ ตอนนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากสภาพพื้นที่เดิมยังคงธรรมชาติที่สวยงาม การคราบน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศน์ทางทะเล ส่งผลกระทบทั้งสัตว์น้ำ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการประมงชายฝั่ง

              การที่น้ำมันดิบรั่วในทะเลไม่ส่งผลกระทบมากเท่ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นชายฝั่ง ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด โดยระบบนิเวศน์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างมากคือ ปะการัง เพราะการใช้สารเคมีเพื่อทำให้น้ำมันซึมตัวลง ในทางวิชาการมองว่า ไม่เหมาะกับสภาพชายฝั่งของประเทศไทย ที่มีลักษณะตื้น และลาดเท ตลอดจนมีน้ำหมุนวน ต่างจากฝั่งอันดามัน เป็นทะเลเปิดที่น้ำสามารถไหลออกไปได้

              “ในฤดูฝนน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยจะไหลจากทิศใต้ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเกาะเสม็ดอยู่ในทิศทางที่น้ำไหลไปพอดี ทำไห้ได้รับผลกระทบเต็มๆ ก่อนที่น้ำจะไหลไปทางตราด ออกน่านน้ำสากล”

              ต้องยอมรับว่า การฟื้นฟูทำได้ยาก เนื่องจากน้ำมันที่แตกตัวจะตกตะกอน และตกลง ซึ่งเป็นไปได้ที่คราบน้ำมันจะไปอุดที่ช่องโพรงของปะการัง ทำให้ปะการัง และตัวอ่อนปะการังตายในที่สุด

              ทั้งนี้ ปะการังเป็นระบบนิเวศน์ที่มีสัตว์น้ำวัยอ่อนอาศัยอยู่ เช่น แพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ กุ้งขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นอาหารของปลาขนาดใหญ่ หากในบริเวณนั้นมีคราบน้ำมันจับตัวหนากั้นอยู่บริเวณผิวน้ำ จะทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเท การขาดออกซิเจนจะทำให้วงจรของระบบห่วงโซ่อาหารถูกตัดขาด ซึ่งช่วงนี้อาจยังไม่เห็น แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น

              เขามองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์และแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีโดยใช้ระบบดูด หรือทุ่นล้อมรอบ อย่างรวด จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าปัจจัยจากคลื่นลมแรงทำให้สถานการณ์ยากต่อการควบคุม

              “ปกติในธรรมชาติมีจุลินทรีย์ที่ย่อยคราบได้ แต่ถ้าน้ำมันมีปริมาณที่มากเกิน การฟื้นฟูทำได้ลำบาก อาจต้องรอเวลาให้ปะการังเกิดใหม่ หรือใช้วิธีการย้ายปลูกปะการัง ซึ่งช่วยให้เร็วขึ้น อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก” เขากล่าว และว่า ในมุมมองของนักวิชาการ สถานการณ์คราบน้ำมันดิบในทะเล เป็นเรื่องน่ากลัว เกิดความเสียหายหลายด้าน ซึ่งครั้งนี้นับเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ที่ยังไม่แน่ใจว่า 15 วัน จะแก้ไขได้ทันหรือไม่ เนื่องจากยังมีปัจจัยจากน้ำขึ้นน้ำลง ที่ทำให้การกำจัดทำได้ลำบาก ยิ่งคราบน้ำมันอยู่ใกล้ชายฝั่งยิ่งยากต่อการควบคุม อีกทั้งลมเป็นตัวช่วยแพร่กระจายได้อย่างดี

              ดร.พิชัย สนแจ้ง อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา บอกว่า คราบน้ำมันทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง แสงส่องผ่านไม่ถึง สิ่งมีชีวิตตายจากการที่ คราบน้ำมันเข้าไปอุดและทับถม ซึ่ง ณ เวลานี้ได้มีความพยายามรวบรวมข้อมูล เพื่อศึกษาว่าผลกระทบจะไปได้ไกลแค่ไหน ครอบคลุมพื้นที่ปริมาณเท่าไหร่ โดยทำแบบจำลองผลกระทบ เพื่อที่จะบอกได้ว่าความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

              “ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับทุกคน ไม่ใช่เพราะนักวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือดูว่าจะจัดการอย่างไร และมีกระบวนการฟื้นฟูสิ่งที่เสียหายไปอย่างไรบ้าง คงต้องมองแนวทางป้องกัน มากกว่าที่จะโทษกัน อุบัติเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้”

              การใช้สารเคมีที่จัดการคราบน้ำมัน เป็นเรื่องที่ทำได้ โดยกระบวนการในการจัดการกับคราบน้ำมัน ณ วันนี้ ได้ทำตามระเบียบวิธีที่เป็นมาตรฐาน แต่ต้องควบคุมปริมาณการใช้ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมไปมากกว่านี้ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือผลกระทบว่าจะไปถึงไหน และจะหาวิธีอะไรฟื้นฟูให้ได้เร็วที่สุด เมื่อไหร่ อย่างไร

              ข้อมูลที่ต้องรวบรวม ณ วันนี้ คือจุดที่น้ำมันรั่ว ปริมาณน้ำมัน กระแสน้ำ ขอบเขตการกระจาย โดยดูปัจจัยด้านสภาพนิเวศน์วิทยา และสมุทรศาสตร์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น กระแสน้ำ คลื่น ลม ที่ จะพาคราบน้ำมันดิบไปในทิศทางใดได้บ้าง  ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เก็บข้อมูลไว้พอสมควร