
ปชป.ชี้นิรโทษฉบับวรชัยล้างผิดแกนนำยกพวง
'ชวนนท์' ฟันธง! นิรโทษฯฉบับ 'วรชัย' ล้างผิดแกนนำยกพวง ซัดไม่ปูทางสู่ความปรองดอง ยัน 'ปชป.' เดินหน้าค้านถึงที่สุดภายใต้กม.
29 ก.ค.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ว่า จะส่งผลให้มีการปลดปล่อยแกนนำเสื้อแดงทุกคนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะในข้อความระบุแค่ว่า ไม่รวมการกระทำของบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการเคลื่อนไหวทางการเมือง เสมือนว่าไม่รวมแกนนำ แต่เมื่อกฎหมายผ่านไปจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครมีอำนาจสั่งการให้เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะตนเชื่อว่าชายชุดดำที่สังหารพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือคนที่ยิงวัดพระแก้วแต่ไปโดนกระทรวงกลาโหม คงไม่มีหนังสือสั่งการจากแกนนำแน่นอน ซึ่งหากนิรโทษกรรมแล้วกระบวนการค้นหาความจริงจะไม่เกิด เท่ากับจะหาผู้สั่งการไม่ได้อยู่แล้ว จึงเป็นเพียงเทคนิคตื้นๆที่มาหลอกสังคมเท่านั้น เพราะถ้ากฎหมายผ่านไปจะหลุดทั้งยวง ดังนั้นจึงชัดเจนว่าไม่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือประชาชนแต่เอาประชาชนมาบังหน้าเสนอกฎหมายล้างผิดให้ตนเอง
นายชวนนท์ กล่าวว่า หลักของการนิรโทษกรรมนั้นรัฐไม่มีอำนาจนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่มุ่งเอาชีวิตผู้อื่น เพราะรัฐไทยไม่ใช่เจ้าของชีวิตของผู้เสียชีวิต หากยังเดินหน้าต่อจะสร้างความขัดแย้งและอาจนำไปสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะทำตัวเป็นหนูไม่รู้ ไร้เดียงสาต่อไปไม่ได้ เพราะทราบดีว่าเป็นนโยบายรัฐบาล แต่กฎหมายนี้ไม่สามารถปูทางไปสู่ความปรองดองได้ พวกตนจะไม่ปล่อยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน เพราะในขณะที่โยนให้เป็นเรื่องของสภา โดยคัดค้านภายใต้กรอบของกฏหมาย เพื่อการแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล โดยจะไม่ชุมนุมแบบกองโจรเหมือนที่พรรคเพื่อไทยเคยทำอย่างแน่นอน
“ฝากถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ประชาชนไม่ต้องการให้เสนอพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นวาระเร่งด่วน เพราะอยากให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งราคายางที่ตกต่ำ ปัญหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จึงเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภามากกว่าการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมที่จะสร้างความขัดแย้งให้กับบ้านเมือง” นายชวนนท์ กล่าว
'สาธิต' จวกภาครัฐ-ปตท. ปกปิดข้อมูลจริงน้ำมันรั่วที่ระยอง
นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ท่อรับน้ำมันดิบกลางทะเลของของบริษัท พีทีที โกบอลเคมิคอล จำกัด(มหาชน) เกิดรั่วไหล ทำให้น้ำมันดิบไหลลงทะเลจำนวน 5 หมื่นลิตร ที่ มาบตาพุด จ.ระยองว่า ขณะนี้คราบน้ำมัน ทะลักเข้าสู่บริเวณชายหาดทั้ง เกาะเสม็ด หาดแม่รำพึง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยตนพยายามประสานงานกับ ปตท. และผู้ว่าราชการจังหวัดระยองแล้ว แต่กลับได้รับการปกปิดข้อมูลอ้างว่า แก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว ซึ่งที่เหตุการณ์บานปลายเพราะไม่ได้มีการระดมความคิดในการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที จนคราบน้ำมันกระจายสู่ชายหาดและไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้
และที่สำคัญเชื่อว่าวันนี้คงไม่สามารถสรุปความเสียหายได้ เนื่องจากทิศทางลม และคราบน้ำมันยังไม่หมดไปจากทะเล และที่อ้างว่าประมาณการรั่วไหลอยู่ที่ 70 ตัน หรือ 70,000 ลิตร จะเท่ากับรถสิบล้อ 5-6 คัน ตนคิดว่าโกหก เพราะจำนวนการรั่วไหลดังกล่าว หากใช้สารเคมีเหมือนที่ทำอยู่ขณะนี้ ก็น่าจะสลายคราบน้ำมันดิบได้สำเร็จ แต่คราบน้ำมันกลับแผ่กระจายเป็นวงกว้างกระทบกับระบบนิเวศน์อย่างมาก ซึ่งทั้งหมดจึงเกิดจากความไม่โปร่งใสของภาครัฐ และการปกปิดความจริงของภาคเอกชน
นายสาธิต กล่าวต่อว่า ปตท.ต้องให้เปิดเผยข้อมูลปริมาณการรั่วไหลที่แท้จริง ยังขาดการบูรณาการ ไม่มีแผนเฉพาะหน้าที่จะสกัดกั้นปัญหา ในขณะที่รัฐบาลโหลยโท่ย มัวแต่แก้ปัญหาทางการเมือง ทั้งที่การรั่วไหลน้ำมันไม่ได้เกิดที่ไทยเป็นที่แรก แต่ที่อเมริกา ประธานาธิบดีลงมาสั่งการด้วยตัวเอง แต่ประเทศไทยแค่หารัฐมนตรีลงไปสั่งการยังไม่ได้ เพราะนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าควบคุมได้ ตนเห็นว่าพูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงทุกขณะ กระจายถึงบริเวณชายหาดแล้ว โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ 18.00 น.ของวันที่ 26 ก.ค.56 นับดูแล้วเป็นเวลาเกือบสามวันที่มีเวลาในการจัดการปัญหา แต่รัฐไม่ใช้อำนาจในการบูรณาการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
ดังนั้นรัฐบาลต้องเป็นมืออาชีพ ไปบัญชาการที่ จ.ระยอง อย่าให้ ปตท.แก้ปัญหาเอง เพราะเขาเป็นผู้สร้างความเสียหายและจะมีการปกปิดข้อมูล เพื่อปกป้องบริษัทตัวเองเนื่องจากเกรงว่าจะถูกประชาชนฟ้องร้อง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดูแล
ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายภาคประชาชน จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับ ปตท. และถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปกปิด เหมือนกรณีเหมืองคริตตี้ที่จ.กาญจนบุรี ประชาชนจะฟ้องข้าราชการในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลปกครองสูงสุด เคยพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษต้องชดเชยความเสียหายให้กับประชาชน และตนจะเป็นทนายความให้กับสมาคมประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายประชาชน เพื่อฟ้อง ปตท.ต่อศาลปกครองและศาลแพ่งต่อไป
ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ ปตท.ต้องตั้งกองทุนขึ้นมาชดเชยความเสียหายที่จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี เพราะการท่องเที่ยวพังแล้ว นักท่องเที่ยวเช็คเอ๊าท์ออกจากที่พัก ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 6 เดือน



