
'ปู'เปิดสถานทูต-เซ็นเอ็มโอยู7ฉบับ
'นายกฯ' เปิดสถานทูตไทยที่ 'กรุงมาปูโต' เซ็นเอ็มโอยู 7 ฉบับ หอบนักธุรกิจเยือนแอฟริกา 'พณ.' เปิดศูนย์กลางค้าอัญมณีที่โมซัมบิค
29 ก.ค. 56 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายอาร์มันโด เอมิลิโอ กูเอบูซา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิค ซึ่งเป็นการหารือแบบทวิภาคี จากนั้นทั้งสองร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามความตกลงจำนวน 7 ฉบับ
โดยนายธีรัตถ์ เปิดเผยผลการหารือว่า ในด้านความสัมพันธ์ไทย - โมซัมบิค ผู้นำทั้งสองต่างแสดงความยินดี ต่อการเยือนโมซัมบิกอย่างเป็นทางการของผู้นำไทยในครั้งนี้ ทั้งสองประเทศได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ให้พัฒนาก้าวหน้า ทั้งนี้ โมซัมบิคมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง โมซัมบิคกลายเป็นศูนย์กลางการค้า และเป็นประตูสู่ตลาดแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้ ซึ่งไทยถือว่าโมซัมบิกเป็นหุ้นส่วนหลัก และการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศขยายตัวอย่างน่าพอใจ รวมทั้งภาคเอกชนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในโมซัมบิกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันทางโมซัมบิคได้ขอบคุณความช่วยเหลือจากประเทศไทยในหลายด้าน รวมถึงชื่นชมประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยทั้งสองประเทศจะหาทางเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุนระหว่างกัน
"ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมความคิดริเริ่มของรัฐบาลโมซัมบิคเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถเชื่อมโยงประเทศและภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระเบียงใต้-เหนือ และตะวันตก-ตะวันออก ซึ่งรัฐบาลไทยถือว่าการสร้างความเชื่อมโยง หรือ Connectivity เป็นวาระแห่งชาติ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโมซัมบิคอย่างเต็มที่" โฆษกฯ กล่าว
ส่วนการหารือด้านการลงทุน โฆษกฯ กล่าวว่า ไทยและโมซัมบิคยินดีสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาต่างๆของโมซัมบิค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีส่วนลงทุนในโมซัมบิคอย่างมาก ทั้งจากธุรกิจขุดเจาะก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.สผ. ซึ่งยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในอีก 5 ปีข้างหน้า การประมูลโครงการสร้างทางรถไฟและท่าเรือทางภาคเหนือของโมซัมบิคของภาคเอกชนไทย และคาดว่าจะมีการลงทุนจากนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนของไทยในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจะมีมูลค่ามากกว่า 2หมื่นล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างงาน และสร้างรายได้และประชาชนโมซัมบิค ทั้งนี้ทางการโมซัมบิคยืนยันที่จะช่วยปกป้องการลงทุนของนักลงทุนไทยในโมซัมบิคอีกด้วย
สำหรับด้านการค้า นายธีรัตถ์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาจาก 123.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2010 เป็น 180.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 23 ต่อปี ซึ่งไทยถือเป็นหุ้นส่วนการค้าหลักในอาเซียนของโมซัมบิค ซึ่งไทยและโมซัมบิกเห็นพ้องตั้งเป้าให้ปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าในระยะเวลา 5 ปี
ส่วนการพัฒนาความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการนั้น นายธีรัตถ์ ระบุว่า ไทยมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และทำงานอย่างใกล้ชิดกับโมซัมบิคในหลายสาขา อาทิ เกษตรกร เหมืองแร่ ประมง สาธารณสุข และการพัฒนา SMEs ซึ่งโมซัมบิกต้องการเรียนรู้ประสบการณ์และฝึกฝนเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าชุมชน การจัดการศัตรูพืชและการเพาะพันธุ์ปลานิลแดง โดยในเดือนนี้ไทยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ไปโมซัมบิค ขณะเดียวกันทางประเทศไทยยังได้มอบทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทให้แก่โมซัมบิคอีกอย่างน้อย 10 ทุน พร้อมกับการให้การอบรมระยะสั้นในหลากหลายสาขาตามที่โมซัมบิคสนใจอีกด้วย ส่วนความร่วมมือในสาขาอัญมณี เนื่องจากโมซัมบิคเป็นแหล่งแร่อัญมณีที่สำคัญ ทำให้การเยือนครั้งนี้ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการในสาขาอัญมณีซึ่งแผนปฏิบัติการเป็นกรอบการดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการลดอุปสรรคด้านการค้าขายอัญมณีระหว่างกัน ทำการพัฒนาวิจัยร่วมกัน โดยฝ่ายไทยและโมซัมบิกจะร่วมกันทำงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาตลาดอัญมณี รวมถึงลดอุปสรรคด้านการค้า โดยไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในด้านการเพิ่มศักยภาพแก่อุตสาหกรรมอัญมณีของโมซัมบิกด้วย
โฆษกฯ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือในกรอบพหุภาคีว่า ไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความสัมพันธ์และกรอบการหารือที่ใกล้ชิดระหว่างเอเชียและแอฟริกา โดยไทยต้องการผลักดันความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองภูมิภาค ซึ่งการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ผ่านมหาสมุทรอินเดียมีความสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นการค้าและการลงทุน ไทยจึงได้ตั้งกรอบความร่วมมือ Thai - African Initiative ขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการหารือและดำเนินการ รวมทั้ง สะท้อนวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นจากการเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสูงไทย-แอฟริกาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2557
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การเดินทางเยือนแอฟริกาครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ไทยได้ประกาศเปิดตัวโครงการอาสาสมัครไทย (Thai Volunteers) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและแอฟริกา ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ถือเป็นโครงการใหม่ และโมซัมบิคจะเป็นประเทศหลักในการดำเนินโครงการ โดยเป้าหมายไม่เพียงแค่แบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ด้านการพัฒนากับประเทศในแอฟริกาผ่านอาสาสมัครเท่านั้น แต่ยังจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนสู่ประชาชน ซึ่งโมซัมบิกยินดีสนับสุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเปิดสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงมาปูโต ซึ่งการเปิดสถานทูตที่กรุงมาปูโตนี้ถือเป็นแห่งที่ 9 ในแอฟริกา เพื่อสานสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ
ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิคได้ร่วมเป็นประธานในการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 7 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการค้าและเศรษฐกิจ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการบิน ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว บันทึกความเข้าใจด้านความเข้าใจด้านความมั่นคงทางอาหารผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค และความตกลงว่าความร่วมมือทางด้านพลังงาน
จากนั้น เวลาประมาณ 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมายังโรงแรมที่พัก เพื่อเยี่ยมชมการจัดแสดงพลอยดิบ โดยกระทรวงทรัพยากรแร่โมซัมบิก ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร Docks (Naval Club) โดยมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย เป็นเจ้าภาพ
'ปู' ถกนักธุรกิจขยายลงทุนแอฟริกา
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้แทนภาคเอกชนไทย ที่ต้องการขยายการค้าการลงทุนมายังทวีปแอฟริกาในโอกาสเดินทางไปยังประเทศโมซัมบิค โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทวีปแอฟริกา มีความสำคัญกับประเทศไทยในการเปิดโอกาสใหม่ทางการค้า ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 2557 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมร่วมไทย-แอฟริกา โดยระหว่างการเดินทางเยือนประเทศแทนซาเนีย นายกรัฐมนตรีจะได้ประกาศเจตจำนงค์ไทย-แอฟริกา หรือ Thai - Africa Initiative ที่เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกันใน 3 ด้าน นั่นคือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านวิชาการ และด้านการเมืองระหว่างประเทศ
นายธีรัตถ์ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่ารู้สึกยินดีที่การเดินทางเยือนโมซัมบิค แทนซาเนีย และยูกันดา ในครั้งนี้ มีภาคเอกชนเดินทางมาด้วยมากที่สุดในปีนี้ถึง 59 รายจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน พลังงานทดแทน ก่อสร้าง สินค้าเกษตร ท่องเที่ยว สิ่งทอ ยานยนต์ อัญมณี เพราะแอฟริกาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง ต้องการการสนับสนุนด้านความรู้และวิชาการ รวมถึงการลงทุนจากประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจไทยในการเพิ่มช่องทางการค้าใหม่
อย่างไรก็ตามแม้โมซัมบิคจะเป็นแหล่งแร่อัญมณีที่สำคัญ แต่ยังติดปัญหาที่โมซัมบิคห้ามนักลงทุนต่างชาติดำเนินธุรกิจค้าอัญมณี ทำให้เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่อยากเห็นเพียงแค่การนำวัตถุดิบจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศไทย แต่ควรจะมีการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงให้ความรู้กับคนในท้องถิ่น จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานในการจัดตั้งเป็นศูนย์กลางค้าขายอัญมณี หรือ Trade Center ขึ้นในโมซัมบิค
ด้านนายณรงค์ ศศิธร อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ปัจจุบัน 54 ประเทศในทวีปแอฟริกามีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก และด้วยประชากรที่มากกว่า 1,100 ล้านคน อีกทั้งกว่า 65% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี กำลังเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันการขยายตัวของชุมชนเมือง และชนชั้นกลาง จะทำให้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมประมง เป็นแหล่งแร่อัญมณี และมีการค้นพบแหล่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ส่วนนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่าทางบริษัทได้เริ่มลงทุนในโมซัมบิคแล้วประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการพบก๊าซธรรมชาติปริมาณกว่า 100 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งมากกว่าที่ประเทศไทยมีถึง 4 เท่า และยังคงมีแผนการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความไว้วางในจากโมซัมบิคในการช่วยทำแผนแม่บทหรือ Master plan ด้านพลังงานให้กับประเทส รวมทั้งไทยได้มีการพาไปดูงานการต่อยอดธุรกิจในอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย และกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยังได้มอบทุนการศึกษาด้านพลังงานระดับปริญญาโทให้กับหลายประเทศในแอฟริกาอีกด้วย
นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์กล่าวด้วยว่า ทางบริษัทได้เข้ามาลงทุนเพื่อพัฒนาระบบรางรถไฟ และท่าเรือในโมซัมบิคแล้ว โดยท่าเรือที่กำลังก่อสร้างเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และสามารถเชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกทวายได้ โดยใช้เวลาในการเดินเรือเพียง 8 วันเท่านั้น เท่ากับว่าสินค้าจากไทยสามารถนำเข้าสู่แอฟริกาได้อย่างสะดวกมากขึ้น



