ข่าว

'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม'ด่านแรกการเมืองร้อน

'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม'ด่านแรกการเมืองร้อน

29 ก.ค. 2556

'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม'ด่านแรกการเมืองร้อน : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, ปภิญญา เอี่ยมตาลรายงาน

             อุณหภูมิทางการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันที หลังจากฝ่ายรัฐบาลประกาศนำ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ฉบับของนายวรชัย เหมะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงขึ้นมาพิจารณาเป็นฉบับแรกในสมัยประชุมนี้

             สภาจะเปิดสมัยประชุมตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 แต่เนื่องจากตรงกับวันพฤหัสบดีซึ่งตามปกติจะพิจารณากระทู้ถามและญัตติต่างๆ ไม่มีวาระพิจารณาร่างกฎหมาย การประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจึงไปตกที่วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2556 เพราะอะไรรัฐบาลจึงกล้าเดินหน้าเรื่องนี้?            

            คำตอบเบื้องต้นจากฝ่ายรัฐบาลคือ เพราะร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย หรือชื่อเต็มๆ คือ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน" เป็นเรื่องที่ที่ประชุมได้มีมติให้เลื่อนร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นมาอยู่ในอันดับแรกตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมที่แล้ว การเดินหน้าครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันเดินหน้าในสิ่งเดิมที่พรรคเคยตัดสินใจไว้

             คำตอบที่เป็นเบื้องลึก คือ เพราะรัฐบาลได้ประเมินกำลังของฝ่ายต่อต้านแล้ว เชื่อว่าอยู่ในภาวะที่รัฐบาลสามารถคุมสถานการณ์ได้ โดยมั่นใจว่า "ตำรวจ" สามารถจัดการได้

             "เราประเมินว่าม็อบไม่น่าจะมาก เชื่อว่าจะไม่มากถึงครั้ง เสธ.อ้าย (พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แกนนำองค์การพิทักษ์สยาม) ชุมนุม เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วแน่นอน ครั้งนั้นมีผู้มาชุมนุมประมาณ 2 หมื่น ครั้งนี้อย่างมากก็น่าจะแค่หมื่นกว่าๆ และเชื่อว่าตำรวจจะ "เอาอยู่" เพราะได้เรียนรู้จากอดีต มีประสบการณ์แล้วว่าจะจัดการอย่างไร" แหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาลกล่าว

             เหตุผลที่ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าม็อบจะมาไม่มากเพราะมองว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มที่เป็นแกนนำ คือ "แนวร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ที่นัดชุมนุมกันตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเรียกคนออกมาได้ บวกกับจังหวะอารมณ์ของฝ่ายต่อต้านในตอนนี้แตกต่างจากช่วงการชุมนุมของเสธ.อ้าย ตอนนี้อารมณ์ของฝ่ายต่อต้านส่วนหนึ่งถูกระบายออกไปกับม็อบหน้ากากขาวบ้างแล้ว อีกทั้งกลุ่มหน้ากากขาวเองยังเน้นการรณรงค์ให้การแสดงออกทางการเมืองเป็นไปอย่างสันติด้วย

             สำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แกนนำได้หารือกันนอกรอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อสรุปชัดเจนว่าจะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ด้วยหลายเหตุผล ตั้งแต่ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ที่เห็นว่าหากพันธมิตรจะออกมา การต่อสู้ต้องไม่ยืดเยื้อ หากต้องยืดเยื้อผู้ร่วมชุมนุมจะไม่ปลอดภัยแน่นอน โดยประเมินว่าเรื่องนิรโทษกรรมเป็นเกมยาว ไปจนถึงเหตุผลเรื่องคดีความของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ตอนนี้มีหลายคดีจ่ออยู่ในชั้นฎีกา การออกมาเคลื่อนไหวอาจไม่เป็นผลดี แต่หากไปแตะร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่นิรโทษถึงทุกคดีของทักษิณ ทางกลุ่มจะออกมาแน่นอน

             อีกเหตุผลที่รัฐบาลเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือเพื่อดูแลคนเสื้อแดง หลังจากปล่อยให้รอมานาน บวกกับก่อนหน้านี้มีประเด็นกินแหนงแคลงใจกันอยู่ ทั้งกรณีที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ชวดตำแหน่งรัฐมนตรี และกรณี “คลิปลับ” ที่ทำให้คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งรู้สึกว่าถูกหลอกใช้

             สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ คือ นิรโทษกรรมให้กับทุกคดีตั้งแต่คดีเล็กไปจนถึงคดีใหญ่ ยกเว้นระดับ "แกนนำ" โดยนิรโทษให้กับทุกสีทุกฝ่าย ทางพรรคเพื่อไทยจึงประเมินว่า แม้จะมีเสียงคัดค้านบ้าง แต่ไม่น่าจะรุนแรง

             อย่างไรก็ตาม ในมุมของฝ่ายคัดค้านนั้นมองว่าการนิรโทษตามร่างนี้ 1.เป็นการทำแบบ "เหมาเข่ง" 2.อาจจะนิรโทษคดีเกี่ยวกับการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ "อดีตนายกฯ ทักษิณ" ด้วย 3.กังวลว่ารัฐบาลอาจจะลักไก่นำร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มารวมพิจารณาไปด้วยกัน

             ทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มีหลักการใหญ่เหมือนกัน คือ "นิรโทษกรรม" เพียงแต่หากเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย จะเหมือนนิรโทษกรรมแบบ "เหมาเข่งเล็ก" แต่หากเป็นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง โดยเฉพาะฉบับ "สุดซอย" ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นการนิรโทษกรรมแบบ "เหมาเข่งใหญ่" คือนิรโทษให้กับทุกคน ทุกระดับ ทุกคดี ที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติ ซึ่งรวมถึงคดีของบรรดานักการเมืองและอดีตนายกฯ ทักษิณ
ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำคนเสื้อแดงด้วย บอกถึงกรณีที่มีการมองว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ จะได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับของนายวรชัย ว่า หากร่าง พ.ร.บ.นี้จะนิรโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ก็เป็นเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ซึ่งถือว่าเป็นคดีเล็กมาก ไม่มีใครห่วงคดีในส่วนนี้ แต่ที่ห่วงกันก็คือคดีที่ผ่านมา คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกพิพากษาให้จำคุก ซึ่งเป็นคดีที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านไม่ได้

             "ร่างกฎหมายฉบับนี้ (พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของวรชัย) ท่านทักษิณไม่ได้ประโยชน์อะไร และไม่ได้คาดหวังอะไรจากร่าง พ.ร.บ.นี้ ถ้าท่านทักษิณจะได้ประโยชน์ ต้องออกกฎหมายยกเลิกคดีที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหารทั้งหมด เช่น กฎหมายที่มีเนื้อหาเหมือนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง บางฉบับ"

             ด้านตำรวจ ได้มีการเตรียมฝึกความพร้อมกองกำลังอย่างเข้มข้น โดยมีการเน้นย้ำเรื่องการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ บุคคลสำคัญและการรักษาสถานที่ตั้งสำคัญโดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาเป็นพิเศษไม่ให้ผู้ชุมนุมปิดล้อมบุกรุกเข้าไปอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการซักซ้อมกันในสถานที่จริงกันตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา

             พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายตำรวจที่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากกรณี “มีวันนี้เพราะพี่ให้” แสดงความเข้มแข็งในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ โดยบอกว่า กฎหมายจะต้องศักดิ์สิทธิ์ การชุมนุมต้องเคารพกฎหมาย การเตรียมฝึกของเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสลายการชุมนุม แต่ฝึกเพื่อทำความเข้าใจ ฝึกความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ หลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างมวลชน และรักษาเส้นทางการจราจรให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมได้ใช้ ไม่ได้ต้องการใช้กำลัง แต่จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์

             “ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่หากจะมาปิดถนน ยึดทำเนียบ ยึดสภานั้น มันไม่ใช่วิธีทางของประชาธิปไตย หากมีเหตุการณ์รุนแรง จะไม่ใช่จากเจ้าหน้าที่โดยเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนจะไม่มีการพกพาอาวุธอย่างเด็ดขาด เรามีเพียงโล่ไว้บังเท่านั้น” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าว

             นี่เป็นแค่ยกแรก ในส่วนของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็ยังเป็นแค่วาระแรก ยังมีขั้นกรรมาธิการที่ต้องถกเถียงในรายละเอียดกันอีก โดยเฉพาะการให้คำจำกัดความเกี่ยวกับ “แกนนำ” นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องเข้าสู่สภาอีกหลายเรื่อง ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557, ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงท้ายสมัยประชุม

             สำหรับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง น่าจะเป็น “ระเบิด” ลูกใหญ่สุด ที่ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะกล้าเสี่ยงไปแตะหรือไม่

             อุณหภูมิการเมืองตลอดช่วง 4 เดือนจากนี้ไปจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่จะถึงขั้นทำให้ปรอทแตกหรือไม่ ต้องจับตา!!!


เรื่องร้อนสมัยประชุมนี้

             1.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วิปรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีมติให้นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 7 สิงหาคม 2556

             ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ คือ นิรโทษกรรมให้กับผู้ร่วมชุมนุม ผู้แสดงออกทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในทุกคดี ยกเว้นระดับแกนนำผู้ชุมนุม โดยไม่มีการพูดไปถึงฝ่ายทหารไม่ว่าจะเป็นระดับปฏิบัติการหรือระดับสั่งการ โดยในระเบียบวาระยังมีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอีกฉบับ คือ ของนายนิยม วรปัญญา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีเนื้อหาหลักเหมือนกัน

             2.ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 จำนวน 2,525,000,000,000 บาท (สองล้านห้าแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท) เป็นการพิจารณาวาระ 2 -3 โดยฝ่ายรัฐบาลกำหนดไว้เป็นวันที่ 14-15 สิงหาคม

             3.ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ อย่างไรก็ตามหลังร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านรัฐสภาแล้ว ฝ่ายค้านและ ส.ว.บางส่วนแสดงเจตนาไว้ชัดเจนว่าจะยื่นให้ศาล รธน.วินิจฉัยว่าเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ ใน 2 หลัก คือ มาตรา 169 เกี่ยวกับเรื่องวิธีจัดทำงบประมาณ ที่กำหนดว่าการจ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.งบประมาณ และมาตรา 157 เกี่ยวกับเรื่องการรับฟังความเห็นและทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ในโครงการต่างๆ

             4.ร่างแก้ไข รธน. 3 ฉบับ 4 ประเด็น

             -เรื่องที่มา ส.ว. ให้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน จากเดิมมี 150 คน โดยมาจากแต่งตั้งและเลือกตั้งจากจังหวัดละคน

             -เรื่องตัดโทษยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคหากมีการทุจริตการเลือกตั้ง ให้ลงโทษเฉพาะผู้ทำผิด และเรื่องอำนาจศาลรธน. (มาตรา 68) ที่กำหนดให้การยื่นศาลรธน.เพื่อให้พิจารณาสั่งยุบพรรคกรณีบุคคลหรือพรรคนั้นกระทำการที่เป็นการล้มล้างการปกครอง ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน จะยื่นตรงมาที่ศาลรธน.เลยไม่ได้

             -มาตรา 190 เกี่ยวกับเรื่องการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ตัดข้อความที่ระบุว่า "หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา "ออกไป

             5.ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ตอนนี้อยู่ในระเบียบวาระแล้ว 4 ฉบับ นำโดยร่างของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และอีกฉบับกำลังถูกบรรจุเข้าไปคือของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เนื้อหาหลักคือการนิรโทษกรรมให้ทุกคดี ทุกคน ทุกระดับ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ซึ่งรวมถึงคดีของนักการเมืองและอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะหยิบยกมาพิจารณาหรือไม่ หลังจากครั้งก่อนเกิดกระแสคัดค้านอย่างหนักจนรัฐบาลต้องยอมถอย

             6.ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากสมัยประชุมนี้เป็นสมัยสามัญทั่วไปที่ฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ซึ่งปกติจะอยู่ช่วงท้ายๆ สมัยประชุม

-------------------------------

(หมายเหตุ : 'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม'ด่านแรกการเมืองร้อน : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, ปภิญญา เอี่ยมตาลรายงาน)